[จบ] ทะลุมิติทั้งที ดันมาอยู่ในร่างตัวแม่สุดแซ่บพร้อมลูกชายทั้งสาม

    บทที่ 45 เด็กข้างบ้านร้องไห้ (รีไรต์)

    บทที่ 45 เด็กข้างบ้านร้องไห้ (รีไรต์)

             

            “ป้าหม่า ถ้าป้ายังใส่ร้ายฉันอีกคำเดียว ฉันจะบอกคนทั้งหมู่บ้านให้รู้ว่าลูกชายสามคนของป้ามีพ่อสามคน!” 

             

            พอเมิ่งว่านถังพูดจบ เสียงจากฝั่งตรงข้ามก็เงียบไป

             

            ครู่หนึ่งผ่านไป ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นว่า “พูดจาเหลวไหล!”

             

            “แค่พาเด็ก ๆ ไปตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลในเมืองก็รู้แล้วว่าเป็นลูกใคร ถ้าป้ายังด่าฉันอีกคำ ฉันจะติดประกาศประจานไปเลยว่าป้าเป็นผู้หญิงแพศยา! ป้าไม่มีหลักฐานยังกล้ามาใส่ร้ายฉัน แต่ฉันมีหลักฐานที่จะเล่นงานป้าได้ทุกเมื่อ”

             

            เมิ่งว่านถังรู้สึกดีใจที่ตัวเองเคยอ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อน

             

            ถึงแม้ว่าในนิยาย พอเขียนถึงพระเอกนางเอกทีไร ก็มักจะเป็นฉากวาบหวิว แต่พอพูดถึงตัวประกอบเมื่อไหร่ พล็อตเรื่องก็มักจะสนุก โดยเฉพาะเรื่องของป้าหม่านี่ ถือว่าเป็นสีสันของเรื่องเลยก็ว่าได้

             

            เสียงจากบ้านข้าง ๆ เงียบหายไปทันควัน

             

            เธอก้มลงมองเด็กสองคนที่กำลังมองมาด้วยสายตาชื่นชม

             

            เมิ่งว่านถังรู้สึกเขินอายเล็กน้อย จึงแกล้งทำหน้าบึ้งแล้วพูดว่า “รู้ไหมว่าทำไมป้าหม่าถึงไม่กล้าด่าแม่แล้ว? เพราะว่าคนทำดีไม่ต้องกลัวผีสาง! แม่ไม่ได้ทำอะไรผิดแม่ก็เลยมั่นใจ ส่วนที่ป้าเขาไม่เถียงเพราะว่าป้าเขาทำเรื่องพวกนั้น”

             

            เมิ่งว่านถังถือโอกาสอธิบายให้พวกเด็ก ๆ เข้าใจอย่างชัดเจน

             

            ไม่อย่างนั้นการถูกคนด่าว่าเป็นลูกโสเภณีทุกวัน เด็ก ๆ จะต้องมีปมด้อยอย่างแน่นอน

             

            “ต่อไปถ้ามีคนมาด่าพวกลูกก็ต้องอธิบายให้พวกเขาเข้าใจ ถ้าเขายังไม่หยุด ก็ต่อยกลับไปเลย ต่อยไปที่ท้อง อย่าต่อยหัวเด็ดขาด ถ้าต่อยที่หัวจนโง่ เดี๋ยวแม่ต้องจ่ายค่าเสียหายอีก”

             

            ลู่ชิงเหยี่ยที่อยู่ในห้องได้ยินคำพูดของเมิ่งว่านถังก็ถึงกับสะดุ้งโหยง

             

            เขาอยากจะเรียกลูก ๆ เข้ามาในห้อง แต่พอนึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่ตัวเองเคยผ่านมาแบบนี้เหมือนกัน เขาก็เงียบไป


            …


            พระอาทิตย์ตกดินแล้ว

             

            ชาวบ้านต่างพากันถือจอบกลับบ้าน

             

            เมิ่งว่านถังตั้งใจจะรีบกลับบ้านไปเจียวน้ำมันหมู จึงเดินอย่างรวดเร็ว

             

            “หิวกันหรือยัง? ถ้ายังไม่หิวก็กินข้าวเย็นช้าหน่อยก็ได้ เดี๋ยวขอเจียวน้ำมันหมูก่อน” เมิ่งว่านถังเข้าบ้านพลางล้างมือไปด้วยถามลู่ชิงเหยี่ยไปด้วย

             

            ลู่ชิงเหยี่ยกินไปไม่น้อย ทั้งยังไม่ได้ไปไหน จึงไม่ค่อยหิวเท่าไหร่นัก

             

            “กินข้าวเย็นช้าหน่อยก็ได้”

             

            “ตกลง งั้นฉันขอไปเจียวน้ำมันหมูก่อน”

             

            เมิ่งว่านถังล้างหม้อให้สะอาด ตั้งไฟ พอน้ำมันร้อน ก็ใส่มันหมูที่หั่นไว้แล้วลงไปในหม้อ

             

            เด็ก ๆ ได้กลิ่นหอมฟุ้งก็พากันกลับมา

             

            โกวต้านก่อไฟ โกวเซิงและเสี่ยวพ่างนั่งบนม้านั่งเล็ก ๆ ข้าง ๆ มือถือม้าตัวเล็ก ๆ ที่หม่าเหลียนสานให้เสี่ยวพ่าง เสี่ยวพ่างถือม้าตัวน้อย ดวงตาจ้องมองไปที่หม้อตลอดอย่างไม่วางตา

             

            มือของโกวเซิงก็ไม่หยุดนิ่ง แต่ดวงตาจับจ้องไปยังจุดเดียวกันกับเสี่ยวพ่าง

             

            “เดี๋ยวแม่จะให้พวกลูกกินกากหมู” เมิ่งว่านถังนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านไม่มีผักกาดขาว จึงบอกกับโกวเซิงว่า “โกวเซิง ไปเก็บผักกาดขาวจากแปลงผักของป้าข้างบ้านมาหน่อย วันนี้พวกเรากินกากหมูผัดผักกาดขาว”

             

            “ครับ!”

             

            โกวเซิงถือตะกร้าเดินออกไป

             

            เด็กข้างบ้านเริ่มส่งเสียงโวยวายอีกครั้ง

             

            มุมปากของเมิ่งว่านถังยกยิ้มอย่างเย็นชา รอให้นานกว่านี้หน่อย เด็กข้างบ้านได้ร้องไห้หนักกว่านี้แน่!

             

            เธอยังตั้งใจจะทอดแผ่นแป้งและใส่น้ำตาลทรายลงไปด้วย กลิ่นหอมหวานจะได้ลอยฟุ้งออกไปไกล ๆ 

             

            พอดีน้ำมันในกระทะยังร้อนอยู่ จะได้ไม่เสียเปล่า

             

            เมิ่งว่านถังใช้น้ำร้อนลวกแป้ง รอให้แป้งนวดเข้ากันดี ก็รีดเป็นแผ่นใหญ่ๆ แล้วตักน้ำมันหมูใส่ลงไป เกลี่ยให้ทั่ว สุดท้ายก็ม้วนเป็นก้อนกลมๆ แล้วใส่ไว้ในชามเพื่อพักแป้งชั่วคราว

             

            เมื่อเจียวน้ำมันหมูเสร็จแล้ว เมิ่งว่านถังก็เทน้ำมันใส่ชามเคลือบที่มีฝาปิด

             

            ชามใบนี้ก็พึ่งซื้อมาตอนไปตลาดนั่นแหละ

             

            เมิ่งว่านถังถือชามน้ำมันหมูเข้าไปในบ้าน ส่วนน้ำมันที่เหลืออยู่ในหม้อ เธอก็เทใส่ถ้วยใบเล็ก ๆ ไว้ใช้ทอดแผ่นแป้งและผัดผักวันนี้

             

            “ผมกลับมาแล้ว!”

             

            โกวเซิงถือตะกร้าเดินเข้ามา

             

            เมิ่งว่านถังมองออกไปข้างนอก

             

            โอ้โห!

             

            เจ้าเด็กคนนี้ร้ายจริง ๆ เขาคงไม่ได้ถอนผักในแปลงของชาวบ้านมาทั้งหมดหรอกนะ?

             

            “เข้าไปหยิบกะละมังมาแล้วล้างผักให้สะอาด” เมิ่งว่านถังมือไม่ว่าง จึงให้โกวเซิงและโกวต้านเด็ดผักและล้างผักแทน

             

            เด็กทั้งสองคนเก่งพอตัว ไม่ต้องให้เมิ่งว่านถังสอนเลยด้วยซ้ำ

             

            เมิ่งว่านถังเริ่มทอดแผ่นแป้ง พอแผ่นแป้งทอดลงกระทะไม่นานกลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งออกมา

             

            ไม่นาน เด็กข้างบ้านก็ส่งเสียงโวยวายออกมาหนักกว่าเดิม

             

            มีเสียงด่าทอดังมาจากลานบ้าน เมิ่งว่านถังจึงจงใจพูดให้เสียงดัง “มากินแผ่นแป้งทอดกัน หอมมากเลยนะ!”

             

            “กิน ๆ ๆ แกเกิดมาจากหมูหรือไง? ทำไมไม่กินให้ตายไปซะ!”

             

            ยายหม่าด่ารุนแรงขึ้น แต่ก็ได้แค่พูดจาเหน็บแนม ไม่กล้าพูดว่าเมิ่งว่านถังทำตัวแบบไหนอีก

             

            เมิ่งว่านถัง รู้สึกดีใจในใจ จึงเรียกโกวเซิง “ลู่ซุ่ยเหอ มานี่สิ!”

             

            “มีอะไรครับ?” โกวเซิงทำหน้าไม่เต็มใจ

             

            “อ้าปากสิ”

             

            โกวเซิงอ้าปากโดยไม่รู้ตัว เมิ่งว่านถังจึงเอาเศษกากหมูชิ้นโตๆ ใส่เข้าไปในปากของเขา เจ้าตัวน้อยเคี้ยวสองสามทีแล้วก็เบิกตากว้าง

             

            “อร่อยไหม?”

             

            เมิ่งว่านถังตั้งใจคีบเศษกากหมูชิ้นใหญ่ ๆ สองชิ้นใส่เข้าไปในปากของโกวต้านและเสี่ยวพ่างอีกด้วย

             

            เจ้าตัวน้อยทั้งสามพยักหน้าพร้อมกัน

             

            “แม่จะผัดผักอีกอย่างแล้วเราก็กินข้าวกัน พวกเธอไปจัดโต๊ะเอาชามตะเกียบมานะ” เมิ่งว่านถังสั่งให้เด็ก ๆ ทำงาน

             

            เธอหั่นผักกาดขาวเป็นท่อน ๆ แล้วเทลงในกระทะผัดด้วยไฟแรง

             

            กินแป้งมันจะแห้งเกินไป พอตักผักออกมาเมิ่งว่านถังก็ทำซุปไข่ต่อ

             

            ปรุงรสด้วยไข่หนึ่งฟอง ใส่ผักลงไปสองสามต้น ก่อไฟอีกสองทีก็น้ำเดือด

             

            เมิ่งว่านถังถือชามซุปเข้าไปในห้อง ตักใส่ชามให้เด็ก ๆ คนละครึ่งชาม

             

            “อย่ามัวแต่ยืนเฉย ๆ กินข้าวได้แล้ว”

             

            เมิ่งว่านถังมองลูก ๆ กินข้าว เธอหยิบหมอนที่ยัดด้วยบัควีท ช่วยพยุงลู่ชิงเหยี่ยให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วเอาหมอนรองหลังให้เขา

             

            “ยังปวดเอวอยู่ไหม?” เมิ่งว่านถังถามเขา

             

            ถึงแม้ว่าสีหน้าของลู่ชิงเหยี่ยจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เขาก็ปวดเอวจนหน้าซีดเผือด

             

            เมิ่งว่านถังมองปราดเดียวก็ไม่จำเป็นต้องถามต่อแล้ว

             

            “ฉันเอาสมุนไพรไปแช่น้ำมันงาแล้ว เดี๋ยวจะต้มยาให้ ใช้เวลาประมาณห้าวัน พอต้มเสร็จแล้วก็ต้องทิ้งไว้อีกสองสามวันเพื่อลดความร้อนของยา พอทำยาเสร็จ เอวของนายก็น่าจะหายดีแล้ว” เมิ่งว่านถังขมวดคิ้ว “ถ้ามีเข็มเงินก็ดีสิ ฉันจะฝังเข็มให้คุณสักสองสามวัน จะได้หายเร็วขึ้นอีก”

             

            ลู่ชิงเหยี่ยเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ได้พูดอะไรออกมา

             

            ถ้าเฟิงตงหยางหาเข็มเงินมาไม่ได้ การพูดเรื่องพวกนี้ก็จะเป็นเพียงความหวังลม ๆ แล้ง ๆ

             

            “กินข้าวก่อนเถอะ”

             

            เมิ่งว่านถังตั้งใจว่าจะฝากคนถามดูว่าบ้านไหนมีเข็มเงินเหลือที่จะแบ่งให้เธอได้บ้าง

             

            ถ้าไม่มีเข็มเงิน การตรวจรักษาก็ไม่สะดวก

             

            ถ้ามีเข็มเงิน เธอก็แค่ฝังเข็มลงไป ไม่เห็นต้องนอนพักอยู่บนเตียงหลายวันแบบนี้เลย

             

            ก่อนหน้านี้ลู่ชิงเหยี่ยไม่เคยกินอาหารฝีมือเมิ่งว่านถังมาก่อน แต่ช่วงนี้ได้กินอาหารที่เธอทำทุกวัน ถึงได้ตระหนักว่าฝีมือทำอาหารของเธอดีทีเดียว

             

            เมิ่งว่านถังหิวมาก

             

            อาจจะเป็นเพราะไปทำงานที่ไร่มาทั้งวัน เธอกินแผ่นแป้งไปครึ่งแผ่น ดื่มน้ำซุปหนึ่งชาม พออิ่มก็เริ่มง่วงนอน

             

            เมิ่งว่านถังพยายามฝืนตัวเองเพื่อป้อนข้าวให้เสี่ยวพ่าง เสี่ยวพ่างตัวเล็กแต่กินเก่ง กินแผ่นแป้งไปหนึ่งในสี่ ดื่มน้ำซุปครึ่งชาม แถมยังกินผักไปไม่น้อย

             

            เจ้าตัวน้อยเรอออกมา เบาๆ แล้วก็ยิ้มให้เมิ่งว่านถังอย่างเขินอาย

             

            “อิ่มแล้วรึยัง?” 

             

            เด็กคนนี้พอพูดว่าให้อ้วนขึ้น ก็อ้วนขึ้นจริง ๆ

             

            เพียงแค่ไม่กี่วัน เสี่ยวพ่างก็อ้วนขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

             

            เสี่ยวพ่างยังคงไม่ยอมพูด เพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ แล้วก็ไปนั่งเล่นตรงขอบเตียงคนเดียวโดยไม่ต้องให้เมิ่งว่านถังคอยดูแล

             

            กินข้าวเสร็จ เด็ก ๆ ทั้งสองคนก็ลงไปช่วยเก็บชามและยกโต๊ะ

             

            โกวต้านอาสาเป็นคนล้างชามจานให้สะอาด

             

            โกวเซิงเดินเข้าไปใกล้เมิ่งว่านถัง แล้วถามเสียงเบา “บ้านเราจะยังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปอีกเหรอ?”

             

            “ทำไมถึงถามแบบนั้น?”

             

            เมิ่งว่านถังมองยาที่ซื้อมา เมื่อเห็นว่าแช่น้ำได้ที่แล้ว วันนี้สามารถเคี่ยวทำเป็นน้ำยาได้แล้ว หม้อใบใหญ่ที่เธอใช้หุงข้าวคงใช้ไม่ได้ ในบ้านมีหม้อเหล็กใบเล็ก เหมาะที่จะนำมาใช้

             

            เมิ่งว่านถังเดินออกไปข้างนอก โกวเซิงเดินตามมา “บ้านเรากินเนื้อทุกวัน แถมยังกินแป้งขาวอีก ชีวิตดีกว่าคนในเมืองเสียอีก แต่ถ้ากินแบบนี้อีกไม่กี่วันเงินก็หมด แล้วต่อไปเราจะกินอะไรกันล่ะ?”

             

            “แม่จะปล่อยให้ลูกท้องหิวได้ยังไง?” เมิ่งว่านถังคิดหาวิธีหาเงินเพิ่มกลับมาแล้ว

             

            “พูดเหมือนกับว่าแม่เคยให้ผมกินข้าวมาก่อนอย่างนั้นแหละ”

             

            โกวเซิงช่างกล้าพูดจริง ๆ

             

            ถ้าเป็นเจ้าของร่างเดิม ป่านนี้คงจะโดนตบไปแล้ว

             

            เมิ่งว่านถังก้มลงมองเด็กน้อย พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ช่วงนี้แม่เคยปล่อยให้ลูกหิวหรือไง?”

             

            “ก็ไม่นะ”

             

            “งั้นก็ไม่เป็นไรแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป แม่จะไม่ยอมให้พวกลูกทั้งสามคนต้องท้องหิวอีก”

             

            เมิ่งว่านถังพูดพลางจุดไฟ ล้างหม้อให้สะอาดแล้ววางบนเตา รอจนหม้อร้อนจึงเทการบูรลงไปผัด ต้องผัดน้ำที่อยู่ข้างในออกมาให้หมด

             

            เมื่อการคั่วการบูรเสร็จสิ้น เธอเทสมุนไพรลงในหม้อเพื่อสกัดยา

             

            กลิ่นยาแรงมาก

             

            แม้แต่บ้านข้าง ๆ ก็ได้กลิ่น

             

            “โอ้โห กลิ่นยาแรงจัง!” จู่ ๆ ก็มีคนโผล่ขึ้นมาบนกำแพง “นี่เธอกำลังต้มยาให้ลู่เอ้อร์กินหรือเปล่า เขาใกล้จะไม่ไหวแล้วเหรอ?”

             



    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ทะลุมิติทั้งที ดันมาอยู่ในร่างตัวแม่สุดแซ่บพร้อมลูกชายทั้งสาม ที่คุณอ่าน