ตอนที่ 2
พบแม่ทัพ
ยามค่ำคืนยิ่งดึกยิ่งหนาว กองไฟถูกสุมไว้ให้แรงขึ้น วงสุราร้องรำทำเพลงสนุกสนาน
หลินหลิน เ้าบื้อและผองเพื่อนนั่งอยู่ในวงเดียวกัน ลมหนาวเย็นพัดพาปรอยหิมะมามากมาย ความร้อนจากเปลวไฟในกองเพลิง กระทบร่างกายได้อุณหภูมิอุ่นกำลังดี
เธอมองไปที่ผู้คนกำลังครึกครื้น พลางคิดถึงอนาคตภายหน้า
“พวกเราจะเป็เช่นไร”
“เ้าบื้อ เ้ามีความฝันไหม ความฝันของเ้าคืออะไร”
เขายิ้มตอบอย่างมีแรงบันดาลใจ
“สำหรับข้านะเหรอ ข้าคิดว่า ข้าคงเป็พ่อค้าขายผัก เลี้ยงวัว แค่นี้ก็คงมีความสุขแล้ว อยู่ที่นี่ข้าไม่้าอะไรมากมาย ที่นี่มีให้ข้า
ทุกอย่าง สำหรับเด็กกำพร้าอย่างข้า”
พูดไป ก็แหงนมองดูดาวบนฟ้าไป ตาเป็ประกายแวววาวราวกับความฝันของหนุ่มน้อยที่มีเท่านี้จริงๆ เขาก็มีความสุขเพียงพอแล้ว
และไม่้าสิ่งใดมากไปกว่านี้
“แล้วเ้าล่ะ หลินหลิน”
“จริงสิ มันก็แปลกนะที่เรากำพร้าพ่อแม่เหมือนกันทั้งคู่ เฮ้อ ท่านย่าหลินซงน่ะ ไม่เคยเล่าอะไรให้ข้าฟังเลย แต่ท่านก็เมตตาสั่งสอนข้า
ให้อ่านออกเขียนได้ และฝึกร่างกายเป็ประจำ”
“สำหรับข้าน่ะเหรอ ข้าน่ะ ก็อยากจะรับใช้ราชสำนักนะ เผื่อจะเป็หน้าเป็ตาให้วงศ์ตระกูลของข้า อีกอย่างคือ ท่านย่าก็อายุมากแล้ว หวังว่าจะทำให้ท่านได้ภูมิใจในตัวข้าได้บ้าง”
“แต่ตัวข้าเองนี้ ช่างกระโดกกระเดกเสียจริง ทางราชสำนักคงจะไม่รับข้าเป็แน่ ฮ่าๆๆ เ้าว่าไหม”
คุยกันยังไม่ทันจบดี หันไปเห็นแม่เฒ่าหลินซงซึ่งเป็ย่าของหลินหลินใช้ไม้เท้าประคองตนเดินเข้ามาใกล้
ผู้คนในวงเหล้าเห็นดังนั้น จึงรีบเข้าประคองให้ท่านนั่งลงบนโขดหินอย่างช้าๆ
แม้ท่านจะอายุมากแล้วก็ตาม แต่ก็ยังดูแข็งแรงดี เดินเหินสะดวก
แล้วก็เกิดการสนทนาระหว่างย่ากับหลาน
“หลินหลินเอ้ย นั่นหรือความฝันของเ้า ข้าว่าเ้าน่ะ เป็แม่ค้าขายของเหมือนเ้าบื้อไม่ดีกว่ารึ”
“ข้าไม่้าให้เ้าตอบแทนใดๆ หรอกนะ”
“อะไรกันท่านย่า ข้า...อยากรับราชการจริงๆ นะ แล้วท่านสอนหนังสือข้าทำไม”
“ท่านนี่ขัดข้าอยู่เรื่อยเลย”
ท่านย่าเห็นหลานสาวขึ้นเสียง จึงมีท่าทีดุขึ้น แล้วสวนกลับไปว่า
“ก็พ่อกับแม่ของเ้าน่ะ..........................................”
ทันใดนั้น!
ปรากฏเสียงขบวนทัพม้ากระหึ่มมาแต่ไกล ไอหิมะฟุ้งตลบอบอวลตามขบวนทอดยาวเป็สาย เสียงควบม้าขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ และ
ดูเหมือนว่ากำลังเคลื่อนพลเข้ามาที่หมู่บ้าน ทุกคนต่างหยุดความสนุกลง จ้องมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ
“กุบกับ กุบกับ ครืน ครืน”
(เสียงขบวนม้า)
ไม่นานนัก ขบวนดังกล่าวจึงเข้ามาถึงที่หน้าหมู่บ้าน
“หยุด”
เสียงชายหนุ่มที่กองหน้าขบวนม้าะโบอกให้หยุด ทุกคนในหมู่บ้านต่างลุกฮือ บ้างเตรียมถือดาบ บ้างวิ่งไปเอาหอก เตรียมระวังภัย ผู้ใดกันเข้ามาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้
พอสายหมอกและไอควันจางหายคลายลง จึงปรากฏกายชายฉกรรจ์รูปร่างใหญ่อยู่บนหลังอาชาตัวสีดำทมิฬ ประมาณห้าสิบนาย
ชายหนุ่มผู้นำหน้าขบวน ะโลงจากหลังม้า ร่างกายล่องลอยอย่างกับปุยนุ่น เสมือนว่ามีวิชาตัวเบา เกศางามพลิ้วคลอเคล้าไปกับ
สายลม บาทาจมลงสู่พื้นถิ่นดินสีขาวอย่างนิ่มนวล
วายุลมหมุนแห่งความสงสัยพัดผ่านเข้ามาพอดี ทำให้ชุดของชายหนุ่มที่ทำจากขนสัตว์ ตัดเย็บด้วยความประณีตโดยช่างฝีมือชั้นดี
สีนวลจันทร์ พลิ้วสง่า ไปตามทิศทางลม
“ฟ้าวววววววว”
เขาเดินย่างกรายเข้าไปหาแม่เฒ่า ที่อยู่ด้านหน้ากลุ่มชาวบ้าน แล้วลั่นวาจาเสียงดัง
“ข้า จิวเยี่ยเลี่ยง ขอคารวะท่านแม่เฒ่าหลินซง”
“พบกันจนได้สินะท่านแม่เฒ่า ไม่คิดเลยว่าท่านจะพาผู้คนมาตั้งรกรากที่นี่ เส้นผมบังูเาจริงๆ”
แม่เฒ่าคารวะตอบตามมารยาท พลางแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักบุรุษท่านนี้
“ทุกๆ คน ท่านผู้นี้ คือ แม่ทัพจิว องครักษ์พิทักษ์ราชวงศ์ ฉายาบุรุษหน้าหยก ผู้สงบ สุขุม ฟุ้งปัญญา หยั่ง์ ดินฟ้า นั่นเอง”
“ท่านก็ชมเกินไป ท่านแม่เฒ่า”
แม่ทัพจิวคารวะถ่อมตน
หลินหลินเห็นสายตาตอนที่แม่ทัพจิวจ้องมองลงมาจากบนหลังม้า ช่างดูมีอำนาจบารมีเสียเหลือเกิน ที่แท้เขาคือแม่ทัพหลวงแห่งเมืองฉางลั่ว เมืองที่ท่านอ๋องประทับอยู่นั่นเอง
“ลมอะไรหอบท่าน ให้เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ ถึงขนาดออกนอกเมือง มาที่นอกเขตปกครองของท่านได้”
แม่เฒ่ายิงคำถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอกท่านแม่เฒ่า ท่านอ๋องสั่งให้ข้ามาตรวจตราเยี่ยมเยียนราษฎร แม้อยู่นอกเมือง ท่านอ๋องก็ไม่ถือสา ถือว่าเป็ราษฎรภายใต้อำนาจการปกครองของราชวงศ์ ท่าน้าให้ราษฎรทั่วหล้าอยู่ดี มีสุข ก็เท่านั้น”
“วันนี้พวกท่านมีงานเลี้ยงสินะ งั้นข้าไม่กวนล่ะ”
แม่ทัพจิวคารวะลาแม่เฒ่า ก่อนเอ่ยวาจาทิ้งท้าย
“จากที่นี่กลับไปเมืองหลวงฉางลั่ว โดยทางทิศตะวันออก ขี่ม้าอ้อมป่าเฉียนมี่ไป ประมาณหนึ่งร้อยลี้ก็จะถึงจุดหมาย ท่านแม่เฒ่าสนใจ
จะนำผู้คนกลับไปที่เมืองบ้างไหมล่ะ”
แม่เฒ่าหลินซงไม่ได้ตอบอะไร
แม่ทัพจิวจึงป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่า
“เวลานี้ท่านอ๋อง้ารวมแผ่นดินไว้เป็หนึ่งเดียว และ้ารวบรวมไพร่พลเป็จำนวนมาก ผู้ที่ภักดีจะได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายแห่งเมืองฉางลั่ว”
“การที่พวกเ้าออกมาตั้งรกรากในที่ห่างไกลนอกเมืองนี้ โดยไม่มีการปกครองของเมืองใหญ่ อาจจะเป็อันตรายและถูกลอบโจมตี
จากเมืองอื่นๆ หรือโจรป่าได้ ลองคิดกันให้ดีๆ นะ”
“หวังว่าพวกเราจะเป็ปึกแผ่นเดียวกัน แล้วข้าจะมาเยี่ยมเยียนพวกเ้าใหม่”
“ข้าลาล่ะ ท่านแม่เฒ่า”
“กุบกับ กุบกับ ครืน ครืน”
(เสียงขบวนม้าม้วนกลับลำจากไป)
แม่เฒ่าเดินกลับเข้าหมู่บ้านโดยไม่ได้พูดอะไรกับผู้ใด ได้แต่ทิ้งความสงสัยฝังไว้ในใจของหลินหลิน ว่า...................................................
“ทำไม.......................................แม่ทัพจิวถึงรู้จักท่านย่า”
เธอเดินตามแม่เฒ่าไป แม่เฒ่าแหงนมองฟ้านึกถึงเื่ราวในอดีต แล้วเอ่ยปากเล่าโดยที่หลานสาวยังไม่ทันถาม
“หลินหลินเอ้ย พ่อของเ้า นามว่าหลินโจวน่ะ คือเพื่อนรักของแม่ทัพจิว พวกเขาคือสองแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ในยุทธภพ ไม่อาจมีข้าศึกผู้ใดกล้าต่อกร”
“เมื่อก่อนพวกเราและชาวบ้านซานกู่เซิน เคยอาศัยอยู่ในเมืองฉางลั่ว ทุกคนต่างมีความสุขมาก แต่วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปเร็วนัก และมีเื่ราวเกิดขึ้นมากมาย”
“หลินโจวเป็ผู้มีฝีมือดี รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เป็ที่ไว้วางใจของท่านอ๋อง แต่................กลับมีข่าวลือไม่ดีที่ทำให้พ่อเ้าต้องออกจากเมืองฉางลั่วมา และพาพวกเราออกมาตั้งรกรากกันที่ซานกู่เซิน”
“พ่อเ้าเขามีศัตรูเยอะ มันเป็พวกที่มาจากการพ่ายแพ้ เขาเกรงว่าสักวันหนึ่ง หากศัตรูรู้ว่าเขาออกมาจากเมืองหลวงแล้ว จะตามมาถล่มทำลายหมู่บ้านแห่งนี้ เขาจึงพร่ำฝึกวิชาเพิ่มความแข็งแกร่งเรื่อยมา จนได้ค้นพบเคล็ดวิชาความลับของจักรวาล”
“ความลับของจักรวาลอย่างนั้นเหรอ ท่านย่า”
“ใช่แล้ว แต่การที่จะสำเร็จได้เขาต้องเดินทางไปหาประสบการณ์ตามที่ต่างๆ เพื่อค้นหามัน”
“เขาจึงออกเดินทางไปกับแม่เ้า และฝากเ้าไว้กับข้า”
“และที่นี่ ที่หมู่บ้านแห่งนี้เขาได้สำเร็จหนึ่งในวิชานั้น และบันทึกลงคัมภีร์ ข้าคิดว่าเ้าโตพอที่จะฝึกได้แล้วล่ะ ไว้ข้าจะมอบให้เ้านะ”
“ข้าเองก็หวังว่า สักวันหนึ่งพวกเขาจะกลับมา”
“แต่แล้ว.....................................พวกเขาก็เงียบหายไป”
“ข้าเสียใจด้วยนะ หลินหลิน”
ท่านย่าเล่าเื่ราวไปพร้อมกับประกายแววตาแห่งความเศร้า
“ตอนนี้ท่านอ๋องจะรวบรวมแผ่นดินแล้ว คงเป็โอกาสดี ถ้าเ้าอยากกลับไปรับใช้ราชสำนัก ก็แล้วแต่เ้าแล้วกัน ข้าเองก็แก่มากแล้ว
ข้าขออยู่ที่นี่ก็สุขสบายดี”
“อย่างที่แม่ทัพจิวบอกไว้ ถ้าจะไปเมืองฉางลั่วให้อ้อมป่าเฉียนมี่ไปป่านั้นคือป่าลึกลับ เป็ป่าโบราณเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์”
“มันเกิดอะไรขึ้นหรือท่านย่า”
สาวน้อยสงสัย
“หากเ้าเคยได้ยินชื่อ ช่างไม้ลั่ว ช่างไม้ฝีมือดีประจำหมู่บ้าน ทุกวันนี้ไม่มีใครได้เจอตัวเขาอีก เขาเข้าไปเก็บของป่าในป่านั้น
และหายตัวไป ไร้วี่แววที่จะได้เจอเขาอีก”
“นั่น.......ป้ายชื่อหมู่บ้านที่เขาทำไว้ ชาวบ้านช่วยกันตั้งมันขึ้น ลงหลักปักฐานกับพื้นดินซะแข็งแรง ตอนนี้คงเหลือไว้ให้ครอบครัวเขา
ได้ดูต่างหน้า เก็บไว้เป็ความทรงจำ”
“แล้วเกิดเื่อะไรขึ้นที่เมืองฉางลั่วหรือท่านย่า ทำไมท่านพ่อต้องออกจากเมืองมา”
“เื่มันยาวน่ะ ไม่ใช่เื่ที่เด็กอย่างเ้าจะต้องรู้”
“ตอนนี้ดึกมากแล้ว ข้าชักเริ่มจะง่วง ขอตัวไปนอนก่อนล่ะ”
(ณ บ้านกระท่อมไม้ของหลินหลินและท่านย่า)
แสงราตรียามค่ำคืนนี้ทำให้หลินหลินรู้สึกวังเวงชอบกลดึกมากแล้ว ทุกอย่างเงียบสงัด เธอนอนมองดูออกนอกหน้าต่าง
เห็นเ้าอ้วนขี้เมาผล็อยหลับไป เขาซุกภายใต้กองฟางให้กายอุ่น
เมื่อแหงนมองท้องฟ้า เห็นแสงจันทร์สาดส่องกระทบก้อนเมฆ เหตุไฉนจึงมองเห็นเป็สีแดงขุ่นหมองมัว ความกังวลเข้ามาในใจ
ลมหนาวพัดเข้ามาแรง ต้นไม้ใบหญ้าไหวปลิว กองไฟโดนหิมะทับถมจนมอดดับ ป้ายชื่อหมู่บ้านซานกู่เซินทานแรงลมไม่ไหว เอนล้มลง เธอเอาผ้าห่มคลุมโปง คิดถึงพ่อและแม่ ป่านนี้ท่านไปอยู่หนใด ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ไม่มีผู้ใดรู้ จนค่อยๆหลับไปในที่สุด