หลินชุ่ยหงรักลูกสาวคนโต และเอ็นดูลูกชายคนเล็ก ส่วนลูกสาวคนกลางอย่างหวังอวิ๋นนั้น เธอไม่เคยรักเลย
ถ้าหวังอวิ๋นไม่ใช่เด็กผู้หญิง แต่เป็นเด็กผู้ชาย ตัวหลินชุ่ยหงเองก็คงไม่ต้องเจ็บตัวตั้งท้องใหม่อีกรอบ
สำหรับผู้หญิง การคลอดลูกก็เหมือนเดินผ่านประตูผี เจ็บกายยังไม่เท่าไหร่ แต่ทรมานใจสำคัญที่สุด
ตอนท้องลูกคนที่สาม แม้จากประสบการณ์จะเดาได้ว่าเป็นลูกชาย แต่ถ้ายังไม่คลอดก็รับประกันไม่ได้ ตลอดการตั้งครรภ์เธอจึงเครียดมาก กลัวจะเป็นผู้หญิงอีก
โชคดีที่สวรรค์เป็นใจ ในที่สุดเธอก็ได้ลูกชาย
แม้จะสมหวังแล้ว แต่หลินชุ่ยหงก็ยังไม่ลืมความรังเกียจของแม่สามี และการดูถูกของพี่สะใภ้ น้องสามี ตอนที่เธอคลอดหวังอวิ๋น
ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถรักลูกสาวคนที่สองจากใจจริงได้
เมื่อทิงเสวี่ยสงสารและไม่พอใจที่หวังอวิ๋นต้องทำงานหนักคนเดียว หลินชุ่ยหงกลับไม่แสดงท่าทีใดๆ “ฮุ่ยฮุ่ย ยังไม่ไปทำการบ้านอีกเหรอ อวิ๋นอวิ๋นไม่ได้ไปโรงเรียน ให้ทำงานแค่นี้ก็สมควรแล้ว”
ทิงเสวี่ย “…”
แม้ทิงเสวี่ยจะอายุแค่แปดเก้าขวบ แต่จิตใจและการตัดสินใจเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอรู้ว่าพอมีน้องชาย ชีวิตหวังอวิ๋นจะต้องลำบากกว่าเดิมแน่
แม้สถานะลูกคนโตของหวังฮุ่ยจะไม่เหมือนเดิม เพราะต้องหลีกทางให้น้องชาย แต่การปฏิบัติที่เธอได้รับก็ยังดีกว่าหวังอวิ๋นลูกคนกลางที่อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่มาก
ทิงเสวี่ยได้แต่แอบสงสารหวังอวิ๋นอยู่ในใจ
สองพ่อลูกนั่งอยู่บ้านหลินชุ่ยหงราวครึ่งชั่วโมงก็กลับ พรุ่งนี้หลินกั๋วผิงต้องไปขายซาลาเปา ส่วนทิงเสวี่ยก็ต้องไปโรงเรียน
พอกลับถึงบ้าน หลินกั๋วผิงก็พูดกับทิงเสวี่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดว่า “ลูกพ่อ ปีนี้เราคงซื้อทีวีสีไม่ได้แล้วนะ แต่หนูไม่ต้องห่วง พ่อจะขยันหาเงิน ปีหน้าพ่อจะพยายามซื้อมาให้หนูได้ดูให้ได้”
สองพ่อลูกวางแผนกันไว้นานแล้วว่าจะซื้อทีวีสีสิบสี่นิ้วปลายปีนี้ ราคาประมาณพันหยวน หากกัดฟันสู้หน่อยก็น่าจะพอหาได้ แต่ก็ต้องพับเก็บไป เพราะเงินส่วนใหญ่เอาไปให้หลินชุ่ยหงยืม เรื่องซื้อทีวีสี
การไม่ได้ดูทีวีสีทำให้ทิงเสวี่ยเสียใจมาก แต่ตอนนี้ก็ทำได้แค่ยอมรับ “ไม่เป็นไรค่ะพ่อ ปีนี้ไม่ได้ ปีหน้าค่อยซื้อ”
หลินกั๋วผิงพยักหน้าเบาๆ มือใหญ่หยาบกร้านแต่อบอุ่นลูบหัวลูกสาวอย่างอ่อนโยน “เสียวเสวี่ยของพ่อช่างรู้ความจริงๆ พ่อจะพยายามให้เต็มที่ ให้บ้านเราซื้อทีวีสีได้เร็วที่สุด”
“พ่อสู้ๆ นะคะ!” สองพ่อลูกตบมือให้กำลังใจกันอย่างมีความสุข แล้วแยกย้ายกันไปทำธุระ
ตราบใดที่ไม่ใช่วันหยุด หลินกั๋วผิงก็จะไม่ให้ทิงเสวี่ยช่วยงาน แม้ตัวเองจะยุ่งจนดึกแค่ไหนก็ตาม
วันรุ่งขึ้น หลินกั๋วผิงไปขายซาลาเปาตามปกติ คราวนี้ไปตลาดในเมือง หลินชุ่ยอิงกับสามีก็ขายแผ่นแป้งทอดอยู่ที่นั่นด้วย
ซาลาเปาของเขาขายหมดแต่เช้าเหมือนเดิม เขารอจนหลินชุ่ยอิงกับสามีขายเสร็จ จึงหาที่เหมาะๆ เล่าเรื่องหวังเจี้ยนเช่อถูกจับ
พอหลินชุ่ยอิงรู้ว่าพี่เขยถูกจับ และต้องใช้เงิน เธอก็นั่งไม่ติด “เดี๋ยวกลับบ้านกินข้าวเสร็จจะไปบ้านพี่ใหญ่เลย คนบ้านสกุลหวังนี่เหลือเกินจริงๆ ทำไมเวลาแบบนี้ถึงไม่ช่วยพี่ใหญ่ล่ะ?”
หลินกั๋วผิงพูดอย่างจนปัญญา “แต่ละบ้านก็มีปัญหา เราอย่าไปยุ่งเรื่องบ้านสามีพี่ใหญ่เลย ช่วยได้ก็ช่วยเถอะ ตอนนี้ยังขาดอีกหลายร้อย พี่พอจะหาได้ไหม ถ้าไม่ได้ ผมจะลองไปยืมดู”
หลินชุ่ยอิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันหาได้ นายไม่ต้องยุ่งแล้ว ครั้งนี้ฉันกับเจ้าสามก็ออกไปเยอะแล้ว ดีนะที่ยังไม่มีเมียคุม ไม่อย่างนั้นละก็…”
หลินชุ่ยอิงไม่ได้พูดต่อ เธอเชื่อว่าหลินกั๋วผิงเข้าใจ
เธอไม่พอใจมากที่พี่ใหญ่ไม่ยอมช่วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาเป็นคนกลัวเมีย ส่วนจางเสี่ยวเสียก็ร้ายกาจ
กลับถึงบ้าน หลินชุ่ยอิงก็นำสมุดบัญชีกับเงินสดออกมานับ
เงินที่จะให้ยืมมีเกินพอ แต่เธอก็ไม่ได้ตัดสินใจเอง แต่ปรึกษากับซูชิ่งลี่ผู้เป็นสามี
พอซูชิ่งลี่รู้ว่าเมียจะให้ยืมเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้น เขาก็ไม่ค่อยพอใจ “บ้านเราอุตส่าห์เก็บเงินก้อนนี้มาได้ จะให้ยืมไปหมด แล้วเราจะใช้อะไร?”
หลินชุ่ยอิงเห็นสามีไม่พอใจก็รีบอธิบาย “บ้านเรายังมีเงินใช้อยู่ อีกอย่างเราก็หาเพิ่มได้ไม่ใช่เหรอ ช่วยพี่สาวฉันให้ผ่านครั้งนี้ไปก่อน พอเขาตั้งตัวได้ก็จะรีบคืนให้ แต่งงานกันมา ฉันไม่เคยขออะไรคุณเลย ครั้งนี้ขอร้องจริงๆ นะคะ ให้เงินก้อนนี้ช่วยพี่สาวฉันเถอะ”
แม้ซูชิ่งลี่จะไม่เต็มใจ แต่เมื่อภรรยาขอร้อง เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ “งั้นจะให้ยืมก็ยืมไปเถอะ แต่ถ้าทางนั้นพอลืมตาอ้าปากได้เมื่อไหร่ คุณต้องรีบไปทวงคืนนะ เงินพวกนี้เราหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง กว่าจะได้มาแต่ละหยวนเลือดตาแทบกระเด็น
หลินชุ่ยอิง “วางใจเถอะ พอพวกเขาดีขึ้น ฉันจะรีบทวงคืนแน่ ฉันรู้ว่าเราหาเงินมาไม่ง่าย”
ไม่นานนัก หลินชุ่ยอิงก็เปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบเงิน พร้อมไข่ไก่ จากนั้นไปซื้อกระดูกหมูและน้ำตาลทรายแดง แล้วขี่จักรยานไปบ้านหลินชุ่ยหงที่หมู่บ้านเกาไถ
ตอนมาถึง หลินกั๋วอันกับหลินกั๋วเซิ่งกำลังซ่อมบ้านหลินชุ่ยหงที่โดนรื้ออยู่
จางเสี่ยวเสียไม่ยอมให้เงินช่วย แต่เธอก็ยอมปล่อยให้หลินกั๋วเซิ่งมาช่วยซ่อมบ้านได้
สำหรับเธอแล้ว สามีออกแรงช่วยไม่เป็นไร ตราบใดที่ไม่ต้องออกเงินหรือของก็พอ
เห็นสภาพบ้านพี่สาวที่ทรุดโทรม หลินชุ่ยอิงก็สะเทือนใจ “พี่ ไม่คิดเลยว่าเขาจะรื้อบ้านจริงๆ”
หลินชุ่ยหงแค่นเสียง “เธอคิดว่าเขาพูดเล่นเหรอ ถ้ารื้อบ้านแล้วไม่จับพี่เขยเธอไปก็แล้วไป นี่ทั้งรื้อทั้งจับ ถ้าไม่ใช่พวกเธอช่วย ฉันก็ไม่รู้ว่าพวกเราแม่ลูกจะอยู่ยังไง”
“อย่ากังวลไปเลย ตอนนี้ก็ได้ลูกชายแล้ว รอจ่ายค่าปรับ พี่เขยออกมาได้ ชีวิตต้องดีขึ้นแน่” หลินชุ่ยอิงยิ้มให้กำลังใจ แล้วอุ้มหลานชายมาดู “เด็กคนนี้น่ารักจริงๆ คลอดก่อนกำหนดแต่ดูแข็งแรงกว่าเด็กครบกำหนดอีกนะ”
ทุกครั้งที่ลูกชายสุดที่รักโดนชม หลินชุ่ยหงก็จะยิ้มแก้มปริ ความทุกข์หายไปทันที “เด็กคนนี้ได้สารอาหารดีตั้งแต่ในท้อง ตอนไปหลบบ้าน เจ้าสาม เขากับเจ้ารองก็บำรุงไม่ขาด ฉันคลอดมาสามคน ครั้งนี้แหละที่ได้บำรุงดีสุดตอนท้อง”
อุ้มอยู่ครู่หนึ่ง หลินชุ่ยอิงก็วางเขาลงอย่างระวัง แล้วหยิบเงินให้หลินชุ่ยหง “พี่ใหญ่ เงินนี่ไม่รู้พอไหม ถ้าพอแล้วก็รีบไปจ่ายค่าปรับให้พี่เขยออกมาเถอะ”
หลินชุ่ยหงนับเงินแล้วพูด “รวมกับของเธอแล้วก็ครบพอดี พรุ่งนี้ฉันจะเอาไปให้ผู้ใหญ่บ้าน บ่ายๆ พี่เขยเธอน่าจะออกมาได้”
แน่นอน เช้าวันรุ่งขึ้น หลินชุ่ยหงลากสังขารหลังคลอดไปหาผู้ใหญ่บ้านพร้อมเงินสามพันหยวน
พอถึงบ่าย หวังเจี้ยนเช่อก็ถูกปล่อยตัวกลับมา
เมื่อจ่ายค่าปรับแล้ว อีกไม่นานก็แจ้งเกิดให้ลูกได้
การต้องไปนอนคุกวันกว่าๆ ทำให้หวังเจี้ยนเช่อต้องตกระกำลำบากไม่น้อย แต่พอกลับมาเห็นหน้าลูกชายตัวขาวอ้วนจ้ำม่ำ ความทุกข์ยากที่เจอมาก็หายเป็นปลิดทิ้ง
ทางการไม่เพียงรื้อบ้าน แม้แต่ข้าวของก็ถูกยึดไปเกือบหมด
บ้านซ่อมแซมแล้ว แต่ข้าวสาร น้ำมัน และอื่นๆ ที่ถูกยึดไปคงไม่ได้คืน
อีกนานกว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวปีหน้า ต่อไปคงต้องกินรำกินแกลบประทังชีวิต
วันที่สองหลังหวังเจี้ยนเช่อถูกปล่อยตัว หลินกั๋วผิงก็นำข้าวสาลี ข้าวโพด น้ำมันถั่วลิสงยี่สิบชั่ง รวมถึงผักกาดขาวและหัวไชเท้าจากไร่มาให้
นอกจากนี้ หลินกั๋วอันก็นำข้าวสารและหัวไชเท้าผักกาดขาวมาให้ด้วย
สิ่งเหล่านี้เป็นการช่วยเหลือที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับครอบครัวหลินชุ่ยหงที่กำลังลำบาก
หลินกั๋วผิงคิดว่าครอบครัวพี่สาวจะพึ่งญาติอย่างเดียวไม่ได้ ทางที่ดีคือหาทางหลุดพ้นด้วยตัวเอง
ระหว่างกินข้าว หลินกั๋วผิงก็เสนอความเห็น “พี่ชุ่ยหง พี่เขย ตอนนี้เลี้ยงลูกสามคน ภาระหนักขึ้นเยอะ พึ่งแค่ที่ดินคงไม่พอ ผมว่าควรหาอะไรทำเสริมบ้างดีไหม”
หลินชุ่ยหงพูด “ฉันกับพี่เขยนายไม่เหมือนนายกับชุ่ยอิงที่ค้าขายเก่ง เราทำได้แค่ไร่นา อย่างอื่นทำไม่เป็นหรอก”
“พวกพี่เลี้ยงสัตว์เหมือนเจ้าสามก็ได้ หรือเช่าที่เพิ่มก็ได้ รู้ว่าไม่กลัวลำบาก ก็เช่าที่เพิ่มปลูกธัญพืช หรือพืชเศรษฐกิจอย่างพริกไทย เกาลัด แอปเปิลก็ได้” หลินกั๋วผิงแนะนำ
หวังเจี้ยนเช่อรีบพูด “งั้นเราจะเช่าที่เพิ่มแล้วกัน หนาวนี้จะบุกเบิกที่รกร้าง พอพ้นปีใหม่จะเลี้ยงหมูสักสองสามตัว ที่บ้านไม่มีข้าวแล้ว ปีหน้ามีผักป่าเลี้ยงหมู ข้าวก็เกี่ยวพอดี”
หลินกั๋วผิง “แบบนั้นก็ได้ครับ อีกอย่างผมว่าเลี้ยงแกะสักตัวตอนนี้เลยก็ได้ ที่บ้านมีเถาถั่วลิสง เถามันเทศ ต้นข้าวโพดไม่ใช่เหรอ ของพวกนี้เลี้ยงแกะให้อ้วนแล้วขายได้เงิน”
สำหรับคำแนะนำเหล่านี้ หลินชุ่ยหงและสามีก็ยอมรับทั้งหมด
คำแนะนำเหล่านี้ไม่ใช่ความคิดหลินกั๋วผิง แต่เป็นของทิงเสวี่ย เธอกลัวว่าถ้าตัวเองพูด ป้าใหญ่กับลุงเขยจะไม่เชื่อ คิดว่าเป็นแค่คำพูดเด็ก แต่ถ้าผู้ใหญ่พูด คำพูดเดียวกันก็จะกลายเป็นคำแนะนำที่ทำได้จริง
หลังหลินกั๋วผิงกลับบ้าน ทิงเสวี่ยก็รีบถาม “พ่อคะ ที่หนูบอก พ่อได้บอกป้าใหญ่กับลุงเขยรึยังคะ?”
หลินกั๋วผิงยิ้มแล้วพูด “บอกหมดแล้ว พวกเขาคิดว่าเข้าท่าดีนะ ลุงเขย ลูกบอกว่าอีกสองวันจะไปหาผู้ใหญ่บ้านหาเช่าที่รกร้างสักห้าหกหมู่ แล้วจะถางหน้าหนาวนี้ ส่วนเรื่องอื่นค่อยเป็นค่อยไป”
ทิงเสวี่ย “แค่ป้าใหญ่กับลุงเขยขยัน ชีวิตครอบครัวพวกเขาก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ”
หลินกั๋วผิงพยักหน้า เห็นด้วยกับคำพูดลูกสาวตัวน้อย
หลังโดนฉินหยวนเฟิงซ้อม หวงเทาก็อยู่บ้านหลายวันจึงไปโรงเรียน
หลังรู้เรื่องความขัดแย้งของเด็กๆ หลินกั๋วผิงย่อมเข้าข้างลูกตัวเอง จะปล่อยไปเฉยๆ ได้ยังไง แม้ครั้งนี้ลูกสาวไม่ได้เสียเปรียบมาก แต่เขาก็ยังโกรธ
หลินกั๋วผิงไม่เพียงแต่ไปหาพ่อแม่หวงเทา ยังไปหาผู้หลักผู้ใหญ่บ้านหวงด้วย แต่ไม่ใช่ปู่หวงที่เป็นพ่อบุญธรรมของหวงควน กลับบุกไปหาพ่อผู้ให้กำเนิดจริงๆ ของเขาต่างหาก
ตอนไปถึงบ้านนั้น เขาถือมีดไปด้วย
เขารู้ว่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ไม่อยากให้ลูกเสียใจ อยากเป็นพ่อที่เข้าข้างลูก หรือแม้กระทั่งไม่ใช้เหตุผล
ลูกสาวคือชีวิตของเขา ใครทำให้ลูกเสียใจ คนนั้นคือศัตรู
แม้เรื่องไม่บานปลาย แต่หลังจากนั้น หวงเทาเห็นทิงเสวี่ยที่โรงเรียนก็วิ่งหางจุกตูด ไม่กล้าปากพล่อย หรือหาเรื่องลับหลังอีก
ชีวิตในโรงเรียนของทิงเสวี่ยสบายใจมาก ในการสอบกลางภาค เธอก็ได้ที่หนึ่งของระดับชั้นอย่างไม่น่าแปลกใจ
ส่วนต่งน่าที่คอยแข่งกับเธอทุกเรื่อง สอบกลางภาคครั้งนี้กลับได้เพียงที่ห้า
ถนนจากหมู่บ้านต้าเหอไปอำเภอ พูดเรื่องซ่อมมาตั้งแต่ก่อนปิดเทอมร้อน แต่ลากยาวมาจนปลายฤดูใบไม้ร่วงจึงเริ่มทำจริงจัง
พอหิมะแรกมาเยือน ถนนก็ซ่อมเสร็จ รอการตรวจรับ ถ้าผ่านก็จะเปิดใช้ได้
พอเปิดใช้ การเดินทางไปอำเภอก็จะสะดวกขึ้น ทุกคนต่างรอคอยเรื่องนี้
พริบตาเดียวก็ถึงวันอาทิตย์อีกครั้ง
อากาศดี ทิงเสวี่ยจึงชวนหลินฉางจื้อและฉินหยวนเฟิงไปเล่นบนถนนที่เพิ่งซ่อมเสร็จใหม่
ถนนดินลูกรังแต่ก่อนเดินลำบาก อากาศดีก็พอไหว แต่พอฝนตก ไม่ต้องพูดถึงเลย ส่วนหนึ่งเป็นดินเหลือง พอโดนน้ำจะเฉอะแฉะและเหนียวหนืดเป็นพิเศษ
พอฝนตกหิมะตก การเดินบนถนนดินเหลืองแล้วติดหล่มหรือเหนียวจนเดินต่อไม่ได้เป็นเรื่องปกติ
หลินฉางจื้อขี่จักรยานที่ขี่มาครึ่งเทอมโดยมีทิงเสวี่ยซ้อนท้าย ฉินหยวนเฟิงก็ขี่คันเก่าของบ้าน แล้วพากันโลดแล่นไปบนถนนลาดยางใหม่เอี่ยมอย่างสนุกสนาน
ขี่ไปสักพัก หลินฉางจื้อก็พูดกับทิงเสวี่ยที่ซ้อนท้าย “อาเล็ก อาหัดขี่จักรยานสิ แต่ต้องให้ปู่รองซื้อแบบผู้หญิงให้อานะ”
“ฉันไม่ต้องหัดหรอก ฉันขี่เป็น” ทิงเสวี่ยพูดอย่างจริงจัง
เธอพูดจริงจังมาก แต่สำหรับหลินฉางจื้อ นี่คือการโม้ไปเอง “อาเล็ก อย่าโม้เลย โม้แล้วจมูกจะยาวนะ”
ทิงเสวี่ย “…”
“ฉันขี่เป็นจริงๆ ไม่ได้โม้!” ทิงเสวี่ยเน้นเสียง
หลินฉางจื้อเหลือบมอง “อาอย่าโม้เลย คิดว่าผมไม่รู้จักอารึไง”
“หลินทิงเสวี่ย โกหกไม่ดีนะ ขี่ไม่เป็นก็ไม่น่าอาย เดี๋ยวฉันสอนให้” ฉินหยวนเฟิงมองเด็กสาวที่ซ้อนท้าย แล้วพูดอย่างจริงจัง
ทิงเสวี่ยแทบจะร้องไห้ ตัวเองขี่เป็นจริงๆ ทำไมสองคนนี้ไม่เชื่อล่ะ?