ในตอนแรกซูอินคิดว่าการที่ตนเองแสดงท่าทีไม่น่าภิรมย์เช่นนั้นต่อหน้าทุกคนกลับบ้านมาก็ถูกเธอนำเื่นี้มาเปิดเผยอีกทั้งหลิงเมิ่งอยู่อย่างสงบเงียบมาทั้งวัน แต่ใครจะคิดว่าผ่านไปแค่คืนเดียวอีกฝ่ายจะกลับมาแข็งแกร่งได้เร็วปานนี้
เมื่อวานเธอกลับดึกเพราะต้องทำงานกว่าจะทำการบ้านและเข้านอนก็เลยเที่ยงคืนแล้ว ตอนเช้าเสียงนาฬิกาปลุกทำให้เธอตื่นและเพื่อไม่ให้กระทบการเรียน เธอจึงสวมหูฟังวอล์กแมนแล้วเดินออกมา
จากนั้นเธอเห็นหลิงเมิ่งนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารด้วยท่าทีที่เปี่ยมด้วยพลัง
ความเร็วในการกลับมามีเรี่ยวแรงเช่นนี้…
ซูอินชะงักไปครู่หนึ่ง และไม่นานเธอก็เข้าใจว่าเพราะอะไร
ในเครื่องวอล์กแมนคือเทปเสียงภาษาอังกฤษเมื่อเสียงคำศัพท์ดังออกมาหนึ่งคำก็หยุดครู่หนึ่งในสมองของเธอจะนึกคำสะกดนั้นแล้วท่องจำ เพราะในชาติก่อนได้เรียนมาหลายปีทักษะภาษาอังกฤษของเธอในตอนนี้จึงค่อนข้างดี เมื่อใช้ร่วมกับภาษาจีนที่สั่งสมมาทำให้ทั้งสองวิชานี้เธอทบทวนได้คืบหน้ากว่าระดับชั้นมัธยมต้น
ท่องและหยุดสลับกันไปด้วยพื้นฐานของเธอแล้วไม่มีทางท่องศัพท์เหล่านี้ไม่ได้ เธอแก้ไขการออกเสียงให้ถูกต้องทำแบบฝึกหัด ซึ่งเป็สิ่งที่กระชับและมีประสิทธิภาพสูง
ในขณะที่เธอจมอยู่ในสมาธิก็เห็นสายตาของอู๋อู๋มองมาคล้ายกับ้าพูดบางอย่างกับเธอ
ซูอินกดปุ่มหยุดเครื่องวอล์กแมนชั่วคราว ก่อนเงยหน้ามองอีกฝ่าย
อู๋อู๋กระแอมในลำคอพร้อมแสดงสีหน้าจริงจัง
ไม่รู้ว่าความรู้สึกของซูอินผิดแปลกไปหรือเปล่าในใจเธอเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่สู้ดีนัก มิใช่มาจากการคาดเดาด้วยความพยาบาทแต่เป็เพราะเธอได้เห็นเหตุการณ์มากมายจากในชาติก่อน
“อินอิน…” อู๋อู๋เอ่ยด้วยท่าทีประหม่า “เมื่อคืนวานเมิ่งเมิ่งได้อธิบายเื่ทั้งหมดให้ฉันฟังแล้ว เธอ…”
“surprises-u-r-p-r-i-s-e…”
ซูอินแสร้งทำเป็ท่องศัพท์ จากนั้นก้มหน้ากดปุ่มสีแดงที่มีอยู่เพียงอันเดียวบนเครื่อง
“นี่เธอได้ฟังที่ฉันพูดหรือเปล่า!”
เสียงเกรี้ยวกราดของอู๋อู๋ดังขึ้นซูอินถอดสายหูฟังด้วยท่าทีเรียบง่ายแล้วพันเก็บไว้ วางวอล์กแมนไว้บนโต๊ะพุ่งเป้าไปที่สองแม่ลูก วางมือสองข้างลงบนโต๊ะอาหาร เตรียมฟัง
“เธอยอมรับผิดแล้ว เป็เธอ…ที่ไม่คิดให้ถี่ถ้วนถึงได้ตัดกระโปรงแบบนั้น เธอเองก็เสียใจเช่นกัน”
พูดจบอู๋อู๋เงยหน้า เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจังมากขึ้น “แต่การที่เธอตั้งใจทำให้เมิ่งเมิ่งอับอายต่อหน้าเพื่อนใหม่แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือ”
ลางสังหรณ์ของเธอไม่ผิดเลยจริงๆ
ซูอินหยิบวอล์กแมนขึ้นมา สายตามองไปทางหลิงเมิ่ง
อีกฝ่ายก้มหน้านิ่ง และเหมือนรับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมาหลิงเมิ่งจึงเงยหน้า แววตาของเธอไม่อาจปกปิดความภาคภูมิใจไว้
ดูเหมือนว่าเธอได้อธิบายเื่นี้กับอู๋อู๋แล้วจริงๆไม่เพียงไม่ถูกตำหนิในทางกลับกันเธอยังยืมมือผู้อื่นเพื่อให้อีกคนต้องแบกรับความผิดแทนตนเองดังนั้นในเวลานี้เธอจึงรู้สึกยินดีกับความโชคร้ายของผู้อื่นโดยไม่รู้สึกกลัวสักนิดเพราะมีที่พึ่งพา
หากเป็ในชาติก่อนตัวเธอที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้คงจะยินยอมให้อภัยในเวลาเดียวกันก็พร้อมยอมรับความผิดครั้งนี้
ทว่าเมื่อได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งเธอกลับไม่้าทำให้ตนเองต้องคับข้องใจ
“เกินไปงั้นหรือ”
ซูอินมองอู๋อู๋ พยายามกลั้นหัวเราะ
“หากคนที่สวมกระโปรงตัวนั้นเป็หนู ผลจะเป็ยังไงคะอนุญาตให้เธอตัดกระโปรงของหนู โดยหนูไม่สามารถโต้กลับงั้นหรือ นี่มันตรรกะอะไรกัน!”
“นี่เธอ…เมิ่งเมิ่งก็ยอมรับผิดแล้วนี่”
“หนูไม่เห็นเลยว่าเธอจะสำนึกผิด!” ซูอินพูดออกมาอย่างเด็ดขาด“แน่นอน หากคุณยังยืนกรานที่จะคิดแบบนั้น ก็ให้เธอขอโทษหนู!”
พูดจบซูอินกอดอก มองหลิงเมิ่งอย่างไม่พอใจเหมือนกำลังรอคำขอโทษจากเธอ
หลิงเมิ่งทำท่าราวกับจะร้องไห้ “พี่คะ…ฉันรู้ว่าพี่รังเกียจฉัน...”
ท่าทีเสียใจนั้นทำให้อู๋อู๋ทุกข์ใจอย่างกับอะไรดีเธอมองบุตรบุญธรรมที่ก้าวร้าวอีกครั้ง ความรู้สึกรังเกียจก่อตัวเพิ่มมากขึ้น
“นี่คือท่าทีที่พูดกับผู้ใหญ่หรือ ขอโทษฉันเดี๋ยวนี้!”
“หึๆ หนูไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
พูดจบเธอก็จ้องเขม็งไปที่อู๋อู๋แล้วกินข้าวเช้าเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เช้านี้ป้าสวี่ได้ทำหมั่นโถวทอด หมั่นโถวเคลือบไข่ ผ่านการทอดทั้งหอมกรุ่น ทั้งอิ่ม สำหรับเธอกินแค่ชิ้นเดียวก็แทบอิ่มหลังจากนั้นยังกินโจ๊กเข้าไปอีก ทำให้อิ่มพอดีสำหรับ่เช้า
กินมื้อเช้าเสร็จ เธอก็กลับเข้าห้องตัวเอง
ปิดประตูแล้วเธอซึ่งถือวอล์กแมนก็กรอเทปถอยหลังกลับไปเล็กน้อยแล้วฟังใหม่อีกครั้งคำพูดของอู๋อู๋ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ชัดแจ๋ว
น่าเสียดาย…เสียเทปไปหนึ่งม้วนเลย
ซูอินถอนหายใจแต่ก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้ เธอเปิดเครื่องวอล์กแมน ใช้มือหยิบเทปออกมาแล้ววางไว้อย่างดีในช่องเก็บของ ก่อนจะเปลี่ยนชุดนักเรียน
หากไปโรงเรียนตอนนี้ยังถือว่าเช้าเกินไปแต่ซูอินไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อ เธอจึงออกมาเพื่ออ่านหนังสือ
เมื่อเธอออกมาแล้ว ในบ้านจึงเหลือสมาชิกตระกูลหลิงสามคน
“คุณดูเธอสิ ออกจากบ้านไม่บอกกล่าว นี่เธอสนใจพวกเราบ้างไหม” อู๋อู๋มีท่าทีไม่พอใจ
หลิงจื้อเฉิงเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ก่อนจะถอนหายใจ “เฮ้อ…เื่นี้จากการวิเคราะห์ดูแล้ว เมิ่งเมิ่งทำไม่ถูกต้อง”
“คุณพ่อคะ เป็ความผิดของหนูเอง “หลิงเมิ่งก้มศีรษะด้วยความละอาย
อู๋อู๋จะทนเห็นบุตรสาวแสดงท่าทีเสียใจได้อย่างไร “เอาละ ไม่ใช่เื่ใหญ่โตพ่อกับแม่ไม่โทษลูกหรอก”
“คุณแม่ดีกับหนูจังเลยค่ะ”
หลิงเมิ่งมองอู๋อู๋พร้อมน้ำตาอาบแก้มน้ำตานั้นเต็มไปด้วยความประทับใจและความเคารพอย่างสุดซึ้ง
“รีบขึ้นไปเก็บของเถอะจ้ะ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะไปส่งหนูที่โรงเรียน”
หลิงเมิ่งขึ้นไปชั้นบนด้วยความดีใจเมื่อเธอหันหลังให้สามีภรรยาตระกูลหลิง สีหน้าเธอก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
อู๋อู๋ที่อยู่บนโต๊ะอาหารไม่สามารถปกปิดความกังวลใจ “ฉันไม่ได้ลำเอียงไปทางเมิ่งเมิ่งนะอินอินอยู่บ้านเรามาหลายปี แบ่งปันความสุขร่วมกัน แต่ในทางตรงข้ามเมิ่งเมิ่งกลับต้องใช้ชีวิตอยู่ในชนบท คิดดูสิว่ามันลำบากแค่ไหนอินอินอายุสิบหกปีแล้ว เป็วัยที่ควรเข้าใจเหตุผลเหล่านี้การยอมให้เมิ่งเมิ่งจึงถือเป็สิ่งที่ควรกระทำ”
“ทั้งคู่ยังเด็ก แค่เื่เล็กน้อยน่ะ ไม่จำเป็ต้องสนใจหรอก” หลิงจื้อเฉิงพูดโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
จุดประสงค์ของเขาเพื่อ้าให้อู๋อู๋สงบลงแต่เธอกลับเข้าใจความหมายไปคนละทาง “ใช่แล้ว เื่เล็กๆ แค่นี้จะใส่ใจทำไม”
อู๋อู๋ยิ่งคิดใจก็ยิ่งไม่สงบ หลังจากที่ส่งบุตรสาวแล้วอารมณ์ก็ยิ่งคุกรุ่น
วันรายงานตัวเกิดเื่น่าอายขึ้นตระกูลหลิงไม่สามารถส่งบุตรสาวไปยังโรงเรียนทดลองได้อีก สองสามีภรรยาไม่มีทางเลือกทำได้เพียงส่งเธอกลับไปที่โรงเรียนเดิมในตำบล
โรงเรียนในตำบลและโรงเรียนทดลองหากเทียบกันแล้วโรงเรียนหนึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากเมืองส่วนโรงเรียนอีกแห่งแทบจะไม่ได้รับการดูแลจากเขตตำบลเลยหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้มีความแตกต่างกันไม่น้อยไม่ว่าจะเป็ในเื่การอำนวยความสะดวก อุปกรณ์ เงื่อนไข และวัตถุประสงค์อื่นๆหรือด้านหลักการสอน ทฤษฎีการสอน รวมไปถึงความรู้และความเข้าใจ
แน่นอนว่าสิ่งที่อู๋อู๋เห็นในตอนนี้มีเพียงด้านการอำนวยความสะดวกเท่านั้น
รถเมอร์เซเดสเบนซ์ขับมาหยุดที่หน้าประตูโรงเรียนสิ่งที่สะดุดตาคือประตูเหล็กที่มีสีถลอก เมื่อมองเลยไปก็เห็นอาคารเรียนที่คุ้นเคย…ครู่หนึ่งอู๋อู๋ก็จำได้มันคืออาคารเรียนที่เธอเคยเรียนตอนที่อยู่ชั้นมัธยมต้น
ตลอดทางจนไปถึงประตูห้องเรียน สีหน้าของอู๋อู๋เคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆเพราะเธอพบว่าไม่ใช่แค่อาคารเรียน ห้องเรียนแม้แต่โต๊ะเรียนก็เป็ของเก่าตัวที่เธอเคยใช้มาั้แ่ตอนนั้น และเป็เพราะถูกใช้มานานโต๊ะหลายตัวจึงผุพังจนพื้นผิวไม่สม่ำเสมอ
บุตรสาวที่รักของเธอมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้อย่างไร
อู๋อู๋อยากพาตัวบุตรสาวออกไปจากที่นี่เหลือเกิน
เดิมทีหลิงเมิ่งไม่รู้สึกอะไรแต่สองวันที่ผ่านมาเมื่อได้ไปเห็นบ้านที่ตกแต่งอย่างหรูหราของตระกูลหลิงรวมถึงโรงเรียนทดลองที่สวยงาม จิตใต้สำนึกของเธอก็ปรับความคิดอย่างรวดเร็วเธอรู้สึกว่าตัวเองคู่ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หรูหราทว่าในตอนนี้ต้องกลับมาเจอโรงเรียนในตำบลที่ทรุดโทรม เธอจึงรับไม่ได้
อยากไปจากที่นี่…
แต่เมื่อวานเกิดเื่ขายหน้าที่โรงเรียนทดลองเห็นได้ชัดว่าเธอไม่สามารถกลับไป
ทำอย่างไรดี
อีกไม่นานก็จะสอบขึ้นชั้นมัธยมปลาย่เวลาที่ต้องทบทวนจึงไม่ควรปล่อยให้สูญเปล่า คิดแล้วหลิงเมิ่งจึงทำได้เพียงเรียนที่นี่ต่อไป
ทั้งคับข้องใจทั้งเสียใจมากจริงๆ