หลังจากที่คุยกันเื่ทีมล่าผีได้สักพัก บรรยากาศที่กำลังตื่นเต้นก็พลันสะดุดลง เมื่อปัญญ์ขมวดคิ้วเหมือนเพิ่งนึกบางอย่างที่ค้างคาใจขึ้นมาได้ เธอหันตัวไปมองกฤษฎิ์ด้วยแววตาสงสัย
“เออ... กฤษฎิ์ เราเพิ่งนึกได้” ปัญญ์ถามขึ้น “เมื่อกี้ตอนเราเข้าห้องน้ำ เราไม่เห็นมีสาวผมแดงอย่างที่นายบอกเลยนะ เช็กดูทุกห้องแล้ว เปิดโล่งหมด เหมือนไม่มีใครเข้ามาใช้งานเลยด้วยซ้ำ”
คำพูดของปัญญ์ทำให้กฤษฎิ์ที่กำลังยืนกอดอกอยู่ถึงกับนิ่งไป เขาทำทีเป็ครุ่นคิดพลางเบนสายตาไปมองมิกกี้อย่างมีความหมาย สายตาที่เปลี่ยนไปนั้นดูเคร่งเครียดจนมิกกี้ััได้ถึงความผิดปกติ
“อะไร? เื่สาวคนนั้นเหรอ?” มิกกี้โพล่งออกมา “ตอนนั้นที่นายเรียกเราให้มองก็มองไม่ทันเหมือนกัน จะหันไปมองอีกทีเธอก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว”
การที่ทั้งมิกกี้และปัญญ์ต่างยืนกรานว่าไม่เห็นหญิงสาวคนดังกล่าว ทำให้ความสงสัยเริ่มกัดกินใจกฤษฎิ์อย่างหนัก เขาเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตาเห็นเมื่อสักครู่
สาวผมแดงที่เขาเห็นยืนอยู่หน้าห้องน้ำคนนั้น เป็คนจริงๆ หรือเป็ ‘ผี’ กันแน่?
กฤษฎิ์ยังคงจมดิ่งอยู่ในภวังค์ของตนเอง เขาพยายามทบทวนภาพใบหน้าและสีผมสีแดงเพลิงนั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว ขณะที่ปัญญ์เองก็ยังคงไม่สามารถสลัดความข้องใจทิ้งไปได้ เธอไม่ได้มองกฤษฎิ์แล้ว แต่กลับเหม่อมองไปทางประตูห้องน้ำ ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ราวกับจะเค้นหาคำตอบจากความว่างเปล่า
“สาวผมแดงคนนั้น... หายไปไหนของเขา?”
เสียงพึมพำของปัญญ์ลอยผ่านสายลมที่เย็นเยียบเข้าหูกฤษฎิ์ ยิ่งตอกย้ำความไม่มั่นใจในใจของเขาให้เด่นชัดขึ้นไปอีก ปัญญ์พยายามนึกทบทวนทุกวินาทีที่เธออยู่ในห้องน้ำ ทุกซอกทุกมุมที่เธอเดินผ่าน มันไม่มีที่ให้คนทั้งคนหายไปได้โดยไร้ร่องรอย เว้นเสียแต่ว่า คนคนนั้นจะไม่ได้เดินออกไปตามปกติ
บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไป ความอึกทึกจากการรวมกลุ่มเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความระแวง ทุกคนเริ่มตระหนักว่าปริศนาในหมู่บ้านนี้อาจจะซับซ้อนกว่าที่พวกเขาคิด
จินที่คอยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ เห็นสีหน้าของกฤษฎิ์ที่กำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด ผนวกกับท่าทีสงสัยของปัญญ์ที่ยังคงพึมพำเื่สาวผมแดงไม่หยุด เขาจึงมองตรงมายังเพื่อนร่างกำยำแล้วถามขึ้นสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มีความทุ้มต่ำทันที
“มีอะไรรึเปล่ากฤษฎิ์?”
กฤษฎิ์สะดุ้งเล็กน้อยเหมือนถูกกระชากออกจากความคิดที่กำลังตีกันนัวเนียภายในหัว เขาหลบสายตาจินพลางตอบปัดไปว่า “ไม่มีอะไร... เราอาจจะตาฝาดไปเองก็ได้มั้ง!” ท่าทางที่ดูลุกลี้ลุกลนผิดปกติของกฤษฎิ์ทำให้ปัญญ์รู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ แต่กฤษฎิ์เลือกที่จะไม่พูดต่อและเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
ลึกๆ แล้วกฤษฎิ์ไม่อยากโยนเื่ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ให้เพื่อนต้องกลุ้มใจหรือขวัญเสียไปมากกว่านี้ ลำพังแค่ต้องเตรียมทีมล่าผีเพื่อรับมือกับสิ่งที่มิกกี้เพิ่งเผชิญมาหมาดๆ ในห้องน้ำ มันก็หนักหนาและตึงเครียดพออยู่แล้วสำหรับทุกคนในตอนนี้ เขาจึงยอมแบกความสับสนนี้ไว้เพียงลำพัง โดยที่หารู้ไม่ว่าสายตาของจินยังคงจับจ้องเขาอย่างไม่วางตา
จินที่มองดูสถานการณ์อยู่ตลอดเริ่มขยับตัวอีกครั้ง เขาไม่ได้กดดันกฤษฎิ์ต่อ แต่เขามองไปยังทิศทางที่กฤษฎิ์เคยอ้างว่าเห็นหญิงสาวคนนั้น
“ทางเข้าออกห้องน้ำมีอยู่ทางเดียว ถ้าเธอไม่ได้เดินสวนออกมาเจอกฤษฎิ์ และปัญญ์ก็หาข้างในไม่เจอ ความเป็ไปได้เดียวที่เหลือคือเธอหายไปในอากาศนั่นแหละ” จินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เสียงของเขาทำให้ปัญญ์ถึงกับขนลุกซู่ ส่วนกฤษฎิ์ก็ได้แต่ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด ติณณ์ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่รอบนอกก็เหลือบไปเห็นรถม้าไม้เก่าแก่ขัดเงาคันหนึ่งกำลังเคลื่อนผ่านไปช้าๆ เสียงฝีเท้าซอยยิบของม้าและเสียงล้อไม้บดกับพื้นถนนดังแทรกความเงียบขึ้นมา
ติณณ์รีบคว้าโอกาสนี้พูดขัดบรรยากาศที่กำลังมาคุขึ้นมาทันที “พวกพี่ๆ! พวกเราไปนั่งรถม้าเที่ยวชมรอบหมู่บ้านกันมั้ยครับ? ขากลับเหมือนเขาจะไปส่งพวกเราที่รีสอร์ตด้วยนะ!”
เปาเห็นดังนั้นจึงรีบสมทบเสริมทันที “เห็นด้วยนะ พวกเราจะได้เปลี่ยนสถานที่คุยด้วย”
คำชวนของน้องเล็กในกลุ่มและความคิดเห็นของเปาทำให้ทุกคนชะงักและมองหน้ากันชั่วครู่ แววตาของมิกกี้ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยเพราะอยากจะหนีไปจากหน้าห้องน้ำนรกนี่เต็มที ส่วนปัญญ์ที่เพิ่งจะเรียกความกล้ากลับมาได้ ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว เพราะการนั่งรถม้าดูจะเป็ทางเลือกที่ประหยัดแรงกว่าการเดินเป็ไหนๆ
แม้แต่จินและกฤษฎิ์ที่กำลังจ้องหน้ากันด้วยความสงสัย ก็เห็นพ้องตรงกันว่าการเปลี่ยนสถานที่น่าจะเป็ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้
ท่ามกลางความวุ่นวายเล็กน้อยขณะที่ทุกคนกำลังทยอยก้าวขึ้นสู่รถม้า จินซึ่งคอยเฝ้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของคนในกลุ่มอยู่เงียบๆ กลับพบความผิดปกติบางอย่างของเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่สะดุดตาเขามาได้สักพักใหญ่ สายตาของเขาจับจ้องไปที่เปา เพื่อนผู้มีบุคลิกใจดีและใจเย็นอยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับมีท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่เคยนิ่งสงบและดูอบอุ่นบัดนี้กลับดูเหม่อลอย คล้ายกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดที่หนักอึ้งและตึงเครียด ความจริงแล้ว จินเริ่มจับพิรุธนี้ได้ั้แ่ตอนที่พวกเขานั่งล้อมวงรับประทานอาหารเช้าที่ร้านอาหาร ซึ่งเป็เหตุการณ์หลังจากที่ทุกคนเพิ่ง เสร็จสิ้นภารกิจล่องเรือในอ่างเก็บน้ำเมื่อ่เช้าที่ผ่านมา
ความนิ่งขรึมที่ผิดแปลกไปของเปาสร้างความสงสัยให้จินไม่น้อย หรือบางทีลางสังหรณ์ในฐานะพ่อหมอสายอาคมของเปา อาจจะไปััเข้ากับ ‘กระแสพลังงาน’ บางอย่างที่คนทั่วไปมองไม่เห็น และนั่นอาจเป็ความกังวลที่หนักหนาเกินกว่าที่เปาจะโพล่งออกมาให้เพื่อนคนอื่นรับรู้ในตอนนี้
จินอาศัยจังหวะที่มิกกี้ ปัญญ์ กฤษฎิ์ และติณณ์กำลังวุ่นวายกับการจัดที่นั่งและพูดคุยเื่โปรเจกต์อุปกรณ์ ทำทีเป็เนียนเข้าไปนั่งลงบนเบาะไม้ข้างๆ เปาอย่างเป็ธรรมชาติที่สุด
รถม้าสามคันเป็เอกลักษณ์ท้องถิ่นเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากจุดเริ่มต้นบริเวณตลาดเช้า รถม้าแต่ละคันมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันโดย ตัวรถทำจากไม้เก่าแก่ขัดเงาสวยงาม หลังคาเป็ผ้าใบแบบพับเก็บได้ประดับด้วยพวงดอกไม้พลาสติกสีสดฉูดฉาดทั้งส้มและแดง ดูครึกครื้นขัดกับบรรยากาศลึกลับของหมู่บ้าน ภายในมีเบาะนั่งนุ่มสีแดงสดรับกับวงล้อไม้ขนาดใหญ่ที่บดไปตามพื้นถนน รถม้าคันแรกที่จินและเปานั่ง ถูกลากด้วยม้าสีน้ำตาลแดงกล้ามเนื้อกำยำ บนหลังของมันมีผ้าขาววางทับบนหลังอย่างเป็ระเบียบ ตามมาด้วยม้าสีขาวนวลดูสง่างามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด ซึ่งเป็คันของติณณ์และปัญญ์ ส่วนคันสุดท้ายของมิกกี้และกฤษฎิ์ เป็ม้าสีดำขลับที่ดูเคร่งขรึม เข้ากับบรรยากาศที่มิกกี้กำลังคิดหมกมุ่นเื่อุปกรณ์ไล่ผีภายในหัวของตน
เสียงเกือกม้ากระทบพื้นถนนหินดัง ‘กุบกับ’ เป็จังหวะสม่ำเสมอ รถม้าพาพวกเขาผ่านความพลุกพล่านของตลาดเช้าที่หนาแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวและของกินที่โชยกลิ่นหอมกรุ่นออกมา จากนั้นจึงพาทุกคนเคลื่อนเข้าสู่ใจกลางหมู่บ้านสบหมอก บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เรือนไม้สักทองทรงล้านนาหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม ตัวบ้านยกใต้ถุนสูงเผยให้เห็นเสาไม้กลมขนาดมหึมาที่เอนสอบเข้าหากันเล็กน้อยตามแบบฉบับโบราณ หลังคาทรงจั่วลาดต่ำปูด้วยกระเบื้องดินขอสีน้ำตาลส้มเรียงซ้อนเป็ชั้นหนา บนยอดจั่วประดับด้วย ‘กาแล’ หรือไม้แกะสลักปลายแหลมไขว้กันอย่างวิจิตรบรรจงราวกับเขาสัตว์ ตัวเรือนทำจากไม้เนื้อแข็งสีเข้มขรึมขัดมันจนขึ้นเงา ตัดกับลวดลายสลักอ่อนช้อยบริเวณระเบียงและหน้าบัน เหนือประตูทางเข้ามีแผ่นไม้ ‘หำยนต์’ แกะสลักลายเครือเถาแลดูขรึมขลัง พื้นที่้าเปิดเป็ชานเรือนกว้างรับลม บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความอ่อนน้อมและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ผสมผสานความเชื่อเข้ากับสถาปัตยกรรมได้อย่างลงตัว ภาพความงามกึ่งลึกลับนั้นเย้ายวนจนทั้งจินและปัญญ์ แม้จะนั่งแยกกันบนรถม้าคนละคัน ต่างก็อดใจไม่ไหวที่จะต้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพอันน่าประทับใจนี้ไว้
จินไม่ยอมปล่อยให้่เวลาที่อยู่กันตามลำพังนี้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เขามองสีหน้าของเปาที่ดูเคร่งเครียดเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่เป็การชวนคุยทั่วไป
“หมู่บ้านนี้มีอาถรรพ์แรงกว่าที่คิดนะ ขนาดมิกกี้ที่วิ่งไล่ล่าผีมาหลายปี ยังต้องมาจนมุมเจอกับของจริงที่นี่”
จินพูดเปรยติดตลกพลางลดโทรศัพท์ที่ใช้ถ่ายรูปเรือนไม้ล้านนาลง แต่เปากลับไม่ได้หัวเราะตาม เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งถามจินที่กำลังทอดสายตามองวิวว่า “จิน... จริงๆ แล้วเราว่าที่นี่มันมีอะไรที่ไม่ธรรมดาอยู่นะ”
“ยังไงหรอ?” จินถามกลับ สายตายังคงสะดุดอยู่ที่ความขรึมขลังของแผ่นไม้หำยนต์เหนือประตูบ้านหลังหนึ่ง
“ั้แ่ก้าวเท้าเข้ามาที่หมู่บ้านนี้ กระแสอาคมของเราดูจะตื่นตัวผิดปกติ คือเราััได้ถึงมวลพลังงานบางอย่างของเราที่มันพลุ่งพล่านอยู่ในตัวจนจะเก็บไว้ไม่อยู่” เปาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ยิ่งตอนที่ล่องเรือในอ่างเก็บน้ำ เราััได้ถึงกลิ่นอายอัปมงคลของิญญาร้ายที่วนเวียนอยู่รอบเรือที่จินนั่งกับปัญญ์ ตอนนั้นเราใช้คาถาทะลุหมอกส่องไป และเห็นภาพจินกับปัญญ์สู้กับผีชัดเจนมาก เห็นตอนที่จินเบิกเนตรที่สามด้วย เห็นแม้กระทั่งแสงสว่างจากยันต์ที่ปะทะกับิญญาร้าย”
เปาชะงักไปครู่หนึ่ง สายตามองเหม่อไปยังเสาไม้กลมมหึมาของใต้ถุนเรือนล้านนาที่เคลื่อนผ่านไป “ปกติ... คาถาอาคมมันไม่ควรจะสำแดงออกมาเป็รูปธรรมให้เห็นด้วยตาเปล่าชัดขนาดนี้ไม่ใช่หรอ?”
น้ำเสียงที่แฝงความกังวลของเพื่อนทำให้จินรับรู้ได้ว่าเปาไม่ได้ตาฝาด จินตัดสินใจตอบกลับอย่างใจเย็นพลางสบตาเปาตรงๆ “เราเข้าใจสิ่งที่เปารู้สึกนะ เพราะเราเองก็ััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นเหมือนกัน”
จินทอดสายตามองข้ามชานเรือนไม้ไปยังทิวเขาเบื้องหน้า กลิ่นดินเปียกโชยมาตามลมเย็นขณะที่เขาเล่าต่อ “ก่อนหน้านี้พระอาจารย์ภูรีเคยเปรยกับเราว่า นับจากนี้ไปอาคมจะเริ่มสำแดงฤทธิ์ออกมาเป็รูปธรรมชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราเชื่อว่าถ้าเราอยู่สืบหาความลับของที่นี่ต่อ เราคงได้คำตอบแน่ๆ ว่าทำไมหมู่บ้านสบหมอกถึงกลายเป็จุดเริ่มต้นที่ทำให้กระแสพลังงานเหล่านี้ปรากฏออกมาให้เห็นด้วยตา”
จินจงใจอ้างถึงพระอาจารย์ภูรีเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้คำพูดของตน ทั้งที่ความจริงแล้วนั่นคือการโกหกที่แเีเพื่อดักทางเปา เพราะเขารู้ดีว่าเปากำลังจะเสนอให้ทุกคนถอนตัวและรีบออกจากหมู่บ้านนี้ไปเสียก่อน
ลึกๆ ภายในใจของจินมีความรู้สึกผิดต่อพระอาจารย์ภูรีไม่น้อยที่ต้องหยิบยกชื่อท่านมาใช้เป็โล่กำบังความจริง แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น เนื่องจากพระอาจารย์ภูรีคือครูผู้สั่งสอนพวกเขาในค่ายสมาธิสมัยมหาวิทยาลัย และเป็บุคคลที่เปาให้ความเคารพสูงสุด โดยเฉพาะหลังจากที่เปาสามารถเปิดดวงตาที่สามได้สำเร็จภายใต้การชี้แนะของท่านในครั้งนั้น การอ้างชื่อบุคคลที่เป็ดั่ง “กุญแจสำคัญ” ในความสำเร็จของเปา จึงเป็วิธีเดียวที่จินมั่นใจว่าจะหยุดยั้งเพื่อนได้
เปาชะงักไปทันที คำเตือนที่เตรียมจะโพล่งออกมาถูกกลืนลงคอไปเพราะข้อมูลใหม่ที่จินอ้างถึง เขาพยายามจะอ้าปากแย้งเพื่อเปลี่ยนความคิดเพื่อน แต่จินกลับชิงพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
“ถ้าเราได้เปามาช่วยหาคำตอบนี้อีกแรง เราเชื่อมั่นว่านอกจากพวกเราจะได้รู้คำตอบเื่นี้ ฝีมือในการใช้พลังของพวกเราก็จะเก่งขึ้นด้วยนะ”
“แต่เราเป็ห่วงความปลอดภัยของพวกนั้นนะ” เปาแย้งขึ้นทันควัน สายตาเหลือบมองรถม้าคันหลังที่มีปัญญ์และคนอื่นๆ นั่งอยู่ด้วยความเป็กังวลอย่างปิดไม่มิด
จินโน้มน้าวต่อด้วยท่าทีเห็นอกเห็นใจ “เราก็เป็ห่วงเหมือนกันไม่ต่างจากนายหรอก แต่เปา... ลองคิดดูสิ ถ้าพวกเราพูดไปตอนนี้ใครจะเชื่อ โดยเฉพาะมิกกี้ที่กำลังตื่นเต้นขนาดนั้น”
เปานิ่งเงียบไปอย่างจำนนต่อเหตุผล เขาถอนหายใจยาวก่อนจะพึมพำถาม “แล้วพอจะมีวิธีอื่นไหมล่ะ?”
จินหันมาสบตาเปาตรงๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงความนัย “มีอยู่วิธีเดียวคือ... พวกเราจะต้องเชื่อมั่นในตัวพวกเขา แล้วคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลังอย่างสุดกำลัง”
คำตอบนั้นทำให้เปานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาพิจารณาความมุ่งมั่นในดวงตาของจิน สลับกับมองใบหน้าของเพื่อนๆ บนรถม้าคันหลัง สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับยกูเาออกจากอก เปายอมรับแนวทางของจินแต่โดยดี แม้ในส่วนลึกจะยังมีความกังวลถึงภยันตรายที่มองไม่เห็น แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อใจในตัวเลือกของจิน