‘หึ’ ฟึ่บ! กายแกร่งล้มตัวลงนอนหงายมองท้องฟ้าที่มีพระจันทร์และดวงดาวรายล้อม วันนี้เมามายแต่ไม่หนักมาก ทุกเื่ ทุกคำพูดจากบุตรสาวของศิษย์พี่ เขาล้วนรับรู้ ถามว่าพอใจหรือไม่ที่อีกฝ่ายหาญกล้าแสดงท่าทางเหมือนชื่นชม? ถูกใจ? หรือเขินอาย? ต่อตัวเขา ‘ไม่สิ’ ยามนี้ไม่อาจบอกได้ว่าพอใจหรือไม่พอใจเพราะนี่คือครั้งแรกที่เขาและนางได้สนทนากันเป็เื่เป็ราว ที่ทำได้ในตอนนี้คือรอดูว่านางจะกล้านำผ้าเช็ดหน้ามาคืนด้วยตนเองหรือไม่และในครั้งต่อไป เขาคงได้รู้ถึงจุดมุ่งหมายหลักของนางชัดๆ ว่านางเข้าหาเขาเพราะอยากเสนอตัวเป็สะใภ้หรือเสนอตัวเป็...? อะไรสักอย่างที่เขาไม่อยากจะคิด เอาเถอะ!! เมื่อถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่ฟ้าลิขิต ดังที่รู้อยู่แก่ใจ ‘ชะตาฮ่องเต้จะมีวันใดที่ได้เป็ตัวของตัวเองบ้าง’
หลังจากส่งนายท่านหวังขึ้นรถม้าไป แล้วรีบกลับมาเมื่อครึ่งเค่อก่อนหน้านี้ ขันทีสี่สุ่ยมองเห็นทุกอย่างผ่านสายตา ไม่ว่าจะเป็เื่ที่สตรีรุ่นลูกนามว่าหวังปิงปิงก้มลงไปกระซิบข้างหูของผู้ครองแคว้นมู่หรือจะเป็ตอนที่ฮ่องเต้ล้มตัวลงนอนหงายเหม่อมองท้องฟ้าพร้อมกับถอนหายใจยาว แม้ขันทีเช่นเขาจะไม่รู้ว่าคุณหนูปิงปิงกล่าวสิ่งใดกับฝ่าา แต่จากอาการที่เห็นนั้นมันดูแปลกไปหมดในสายตาผู้เฝ้ามองพระองค์ั้แ่แรกเกิด ขันทีชรายังคงยืนเงียบและรั้งรอให้พระองค์เรียกใช้ แต่แล้วเขากลับเห็นขันทียุยวิ่งผ่านหน้าเขาไปแจ้งแก่ฮ่องเต้ว่า
“ฝ่าา เต๋อเฟยมาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”
“ไม่ได้เรียก ไล่กลับไป”
“พะยะค่ะ” ขันทีรุ่นเยาว์วิ่งกลับออกไป
เหลือเพียงขันทีชราสี่สุ่ยคนเดิมที่รู้สึกแล้วว่าวันนี้มีบางอย่างเกิดขึ้นจริงๆ และบางอย่างนั้นกำลังจะทำให้ฝ่าาเปลี่ยนไป หากบางอย่างนั้นทำให้ฝ่าามีความสุข ขันทีเช่นเขาจะเป็ฝ่ายสนับสนุน ทดแทน่เวลาที่พระองค์ขาดหาย ‘่เวลาของวัยหนุ่มเมื่อสิบหกปีที่แล้ว กับภาระอันหนักหน่วงบนบ่าของฝ่าาที่อายุเพียงสิบสี่ปีกับการนั่งบนบัลลังก์ทอง’ บางอย่างที่ข้าคิดนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับคุณหนูสกุลหวัง
๑-------------------๑
บนรถม้าสกุลหวัง
“อ๊ายๆๆๆ” หวังปิงปิงกรีดร้องออกมาให้กับความกล้าของตนเอง ไม่รู้ทำไมนางจึงกล้าได้มากขนาดนี้ทั้งๆ ที่มิเคยมีคนรัก ตอนที่ก้มลงไปพูดกับฝ่าาเมื่อครู่ มันคือการทำไปโดยไม่รู้ตัว จะว่าสมองสั่งการให้ร่างกายปฏิบัติก็คงไม่ผิดนัก ยังดีที่ยามนี้ท่านพ่อของนางเมาจนหลับลึกไปแล้ว มิเช่นนั้นนางคงถูกต่อว่าเป็แน่ที่กรีดร้องออกมาราวกับมิใช่สตรีในห้องหอ
อาเปาผู้นั่งอ้าปากค้างอยู่ด้านข้างของคุณหนู ได้แต่งงงันกับกิริยาแปลกประหลาดต่างจากวันวาน แม้ในท่วงท่าที่แสดงนั้นจะดูเหมือนคุณหนูดีใจ ‘แต่ดีใจเื่ใดกันเล่า’ “คุณหนูเ้าขา”
ส่ายตัวไปมาราวกับเด็กน้อย “อะไร” ^^ ยังไม่หยุดส่าย เท่านั้นไม่พอยังหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาสูดดม “หอมยิ่งนัก”
อาเปาใกว่าเดิม ยิ่งเห็นการดอมดมผ้าเช็ดหน้าราวกับสตรีวิปลาสก็ยิ่งเครียด “ของฝ่าา”
“อื้มๆ” พยักหน้ารัวๆ “เื่นี้คือความลับและข้ากำลังจะคิดการใหญ่ ดังนั้นเ้าคืออีกหนึ่งคนที่อยู่ในแผนของข้า ห้ามบอกผู้ใดเข้าใจหรือไม่” เื่นี้เป็เื่ที่นางตัดสินใจขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ยิ่งนางบอกกับพระองค์ว่านางจะนำผ้าเช็ดหน้าไปคืนด้วยตนเองนางก็จะทำตามนั้นให้ได้
“เ้าค่ะ” แม้อาเปาจะไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ไม่ว่าคุณหนู้าทำสิ่งใด อาเปาล้วนอยู่ข้างคุณหนู ‘ซึ่งดูเหมือนว่าความลับครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้เสียแล้ว’ คิดการใหญ่จริงๆ
“ดี!!” เอาล่ะ! เห็นทีนางต้องใช้คนรู้จักทุกคนให้เป็ประโยชน์เสียแล้ว ‘อิอิ จากที่คิดว่ารักแรกนั้นเกินเอื้อม มายามนี้นางจะลองเอื้อมให้ดู!!’
๑-------------------๑
วันต่อมา:ในจวนสกุลหวัง
ปิงปิงนอนหลับตาคว่ำหน้า กางขาอยู่บนเสื่อในสวนกว้าง กิริยามิสมกับการเป็สตรีในห้องหอถูกเปิดเผยให้สาวใช้ทุกคนในจวนรับรู้ ไม่ต่างจากบุรุษผู้ที่เดินเข้ามาใหม่
“กิริยาเช่นนี้ บุรุษผู้ใดมาพบเข้า เ้าคงกลายเป็สตรีต้องห้ามในแคว้นมู่เป็แน่” หลีปินเดินไปนั่งบนเก้าอี้สำหรับจิบชาด้านข้างพลางต่อว่าน้องสาวไม่จริงจังนัก เขาเห็นนางลืมตามองเขาพร้อมอมยิ้ม “อีกครู่ท่านแม่ชวนพี่ไปหาท่านตา เ้าจะไปด้วยหรือไม่”
‘หือ’ พรึ่บ!! ลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ในหัวสมองประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงอำนาจที่อยู่เื้ั “ไปเ้าค่ะ” เื่อะไรนางจะพลาดกับการไปหาท่านตาม่อจิ้นจื่อที่เป็ถึงแม่ทัพใหญ่ของเมืองหลวง จำได้ว่าในนิยายเื่นี้มิได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับท่านตาว่าเป็ไปในทิศทางไหน จะดีหรือจะร้ายนั้นไม่รู้ รู้แค่เพียงยามนี้นางจะต้องตีสนิทกับท่านตาให้มากๆ เพื่ออนาคตที่นางวาดไว้ข้างหน้า ‘แน่ล่ะ…นางกำลังนอนคิดถึงการใหญ่ ใจต้องนิ่งและต้องหาตัวช่วย’ ใดๆ คือ จะเริ่มเื่นี้ยังไงก่อนเถอะ
“เช่นนั้นก็ไปเปลี่ยนชุด อีกหนึ่งเค่อไปพบกันที่เรือนใหญ่” แม้ในสายตาเขา ชุดที่นางสวมใส่จะงดงามอยู่แล้ว แต่ที่ให้ไปเปลี่ยนเพราะมันยับย่นเสียเหลือเกิน ไหนจะทรงผมรุ่ยร่ายของนางอีกเล่า น่าดูที่ไหนกัน!!
“เ้าค่ะ” วิ่งหลุนๆ ขึ้นไปยังเรือนของตนเอง
หวังหลีปินมองทั้งน้องสาวและบ่าวของนางก็ได้แต่ส่ายหัว เขาหันไปถามบ่าวชายของตนแล้วพูดว่า “คุณหนูใหญ่ของพวกเ้าดูเปลี่ยนไปราวกับว่าที่ข้าเห็นนี่มิใช่นาง” ซึ่งเขาก็ยังสงสัยทุกครั้งนั่นล่ะ
บ่าวชายนามหย่งเกอมองตามสายตาของคุณชาย “จะว่าไม่เหมือนก็ว่าไม่ได้ ในเมื่อสตรีที่วิ่งไปก็คือคุณหนูใหญ่อยู่ดีขอรับ”
“อืม” หลีปินเดินกลับไปยังเรือนใหญ่โดยไร้คำโต้เถียง มันจริงอย่างที่หย่งเกอว่าจนมิอาจปฏิเสธได้ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือเลิกสงสัยเลิกถามแล้วอยู่กับนางและครอบครัวอย่างมีความสุขก็จบเพราะนางที่เป็อยู่ในตอนนี้นั้นดีมากแล้วสำหรับเขา
หลังจากนั้นอีกสองเค่อรถม้าคันใหญ่ของสกุลหวังก็เคลื่อนตัวออกจากเรือนใหญ่มุ่งหน้าไปยังจวนของท่านแม่ทัพหลวงทันที ปิงปิงแสร้งถามท่านแม่และพี่ชายเพราะอยากรู้ว่านางกับท่านตานั้นสนิทสนมกันมากแค่ไหนแล้วคำตอบที่ได้ฟังนั้น...ไม่เลวนัก
“อย่าไปอ้อนท่านตาให้มากนักเล่า ที่ดินที่เ้าขอไปคราวก่อนเกือบสิบไร่แม่ก็มิเห็นเ้าจะทำสิ่งใด ปล่อยทิ้งไว้ก็เท่านั้น ขอไปก็สงสารท่านตา” ม่อฮูหยินเอ็ดบุตรสาว
หวังปิงปิงยิ้มในหน้า ‘ขอตั้งสิบไร่เลยรึ?’ “ที่จริงแล้วท่านตามีที่ทางทั้งหมดกี่ไร่เ้าคะ” หากให้กล่าวกันตามความจริง คนเป็แม่ทัพหลวงคงจะร่ำรวยมาก มีกำลังทหารมากและถ้าครั้งก่อนนางเคยขอที่ดินสิบไร่หากท่านตาไม่ใจร้ายคงต้องแบ่งให้หลานทุกคนเท่าๆ กันสินะ
“มากกว่าพันไร่” หลีปินตอบน้องสาว
“ฮ๊า!!” ร่ำรวยอะไรเช่นนี้ “ที่จริงลูกน่าจะขอสักร้อยไร่นะเ้าคะ”
ป้าบ! ม่อฮูหยินตีแขนบุตรสาว “อย่าโลภให้มันมากนัก ตัวเ้าเป็สตรีอีกหน่อยออกเรือนก็จะได้สินสมรสอีกเยอะแยะ จะมีที่ทางมากมายไปทำไม”
“ก็เผื่อลูกเป็สาวเทื้อ มีทรัพย์ มีที่ดินมากถือเป็ลาภอันประเสริฐนะเ้าคะ”