ชิงหยวนดึงเฟยหลงเข้าไปหลบหลังโขดหินก้อนใหญ่โดยไม่พูดอะไร มือข้างหนึ่งยกขึ้นเป็สัญญาณให้เงียบ อีกข้างค่อยๆ ดึงกระบี่ออกจากฝักทีละนิ้วเพื่อไม่ให้เกิดเสียง สายตาจับจ้องไปยังพุ่มไม้ที่เสียงนกฮูกดังออกมา
เงาร่างหนึ่งเคลื่อนตัวออกจากความมืด สวมชุดคลุมสีเข้มเช่นเดียวกับกลุ่มที่เพิ่งเผชิญหน้ามา แต่ท่วงท่าต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด — เดินสำรวจพื้นดินก้มๆ เงยๆ ราวกับกำลังตามรอยบางอย่าง ไม่ใช่ท่าทางของคนที่รู้ตำแหน่งเป้าหมายแน่ชัดแล้ว
ร่างกายของเฟยหลงยังคงเปียกโชกและสั่นด้วยความหนาวเย็นจากทางน้ำใต้ดิน ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านราวกับมีดกรีดิัเขากัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้ฟันกระทบกันจนเกิดเสียง มือทั้งสองข้างกอดอกแน่นพยายามเก็บความอบอุ่นที่เหลืออยู่น้อยนิดไว้ให้นานที่สุด
—
“ปราณตื้นกว่าคนที่เจอในหุบเหวมาก” ชิงหยวนกระซิบข้างหูเฟยหลง แทบไม่ขยับริมฝีปาก “อาจเป็แค่คนสอดแนมที่ถูกส่งมาตรวจตราเส้นทางรอบูเากว้างๆ ไม่ได้รู้ว่ามีทางน้ำลับตรงนี้”
เฟยหลงพยายามกวาดััตรวจกระแสปราณของเงาร่างนั้นตามที่เคยฝึกมา แต่ร่างกายที่ยังอ่อนล้าจากการว่ายผ่านทางน้ำทำให้สมาธิแตกกระจาย จุดปราณสำรองจุดที่ 4 ยังคงร้อนวูบเป็ระยะราวกับจะไหลย้อนอีกครั้งเมื่อไรก็ได้ เขากัดฟันกลั้นอาการไอที่กำลังจะพุ่งขึ้นมาในลำคอ
—
“ท่านคิดว่าควรทำอย่างไร” เฟยหลงกระซิบถาม เสียงแ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ “หลบไปทางอื่นหรือรอดูก่อน”
“รอดูก่อน” ชิงหยวนตอบ สายตาไม่ละจากเงาร่างนั้นแม้แต่วินาทีเดียว “ถ้าเขาแค่ผ่านมาแล้วไป เราไม่จำเป็ต้องเปิดตัว แต่ถ้าเขาเจอรอยเท้าเราที่ริมน้ำ…”
เฟยหลงมองมือของตัวเองที่ยังสั่นอยู่ ทั้งจากความหนาวและจากความรู้สึกไร้ประโยชน์ที่กัดกินอยู่ข้างใน หากเกิดการปะทะขึ้นจริง เขาคงช่วยอะไรไม่ได้เลยนอกจากเป็ภาระให้ต้องปกป้อง ความคิดนี้ทำให้เจ็บแปลบยิ่งกว่าความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้าร่างกายเสียอีก
คำพูดยังไม่ทันจบ เสียงไอที่เฟยหลงกลั้นไว้ไม่ไหวก็หลุดออกมาแ่ๆ เพียงครั้งเดียว เบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่เพียงพอในความเงียบสนิทของค่ำคืน
เงาร่างนั้นหยุดนิ่งทันที หันมาทางโขดหินที่ทั้งสองซ่อนตัวอยู่
—
“ออกมา ข้ารู้ว่ามีคนอยู่ตรงนั้น” เสียงห้าวแหบดังขึ้น มือขวาคว้าด้ามอาวุธสั้นที่เหน็บเอวทันที
ชิงหยวนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะก้าวออกจากที่กำบังอย่างสงบ กระบี่ในมือชี้ลงพื้นแต่พร้อมยกขึ้นทุกเมื่อ “เ้าเป็คนของหออสูรราตรีหรือไม่”
คนสอดแนมชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นชุดผู้าุโของสำนักกระบี่์ที่ชิงหยวนสวมอยู่ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็ความระแวงเต็มที่ “ผู้าุโจากสำนักกระบี่์มาทำอะไรฝั่งนี้ของูเา”
“ตอบคำถามข้าก่อน” ชิงหยวนก้าวเข้าใกล้อีกก้าว น้ำเสียงเริ่มเข้มขึ้น
—
คนสอดแนมไม่ตอบ กลับพุ่งเข้าจู่โจมทันทีโดยไม่ให้เวลาตั้งตัว มีดสั้นในมือแฉลบเข้าหาคอชิงหยวนด้วยความเร็วที่เฟยหลงแทบตามไม่ทันด้วยสายตา
ชิงหยวนเอียงตัวหลบอย่างนุ่มนวล มือที่ว่างเปล่าจับข้อมือคู่ต่อสู้บิดกลับทันควัน เสียงกระดูกลั่นดังก้องตามมาด้วยเสียงร้องอั้นๆ กระบี่ในมืออีกข้างแตะเข้าที่ต้นคอเบาๆ เพียงพอจะกรีดผิวแต่ไม่ถึงขั้นสังหาร
“บอกมาว่าใครส่งเ้ามา” ชิงหยวนถามเสียงเย็นเยียบ ต่างจากน้ำเสียงอ่อนโยนที่เฟยหลงคุ้นเคยมาตลอดอย่างสิ้นเชิง นี่คือครั้งแรกที่เขาได้เห็นฝีมือจริงของผู้าุโคนนี้
เฟยหลงยืนนิ่งอยู่หลังโขดหิน มือที่กำแน่นสั่นด้วยความรู้สึกไร้พลังที่ไม่คุ้นเคย ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน แต่ตอนนี้กลับทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยืนดู เมื่อก่อนตอนยังเป็ศิษย์เอกที่สำนัก เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้เลยสักครั้ง เพราะตอนนั้นตัวเขาเองคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่เพื่อนรุ่นเดียวกันเสมอ การได้เห็นว่าโลกยุทธ์แท้จริงมีคนที่เก่งกาจกว่าตัวเองอยู่มากมายขนาดนี้ ทำให้ความหยิ่งผยองเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ลึกๆ ในใจถูกบดขยี้ลงไปอีกชั้นหนึ่ง
—
“ข้าไม่รู้จักใครทั้งนั้น” คนสอดแนมพูดผ่านไรฟันที่กัดแน่น “ข้าแค่รับงานตามหาเด็กหนุ่มที่หนีจากหุบเหวเท่านั้น ไม่รู้ว่านายที่แท้จริงเป็ใคร ทุกคำสั่งผ่านคนกลางเสมอ”
“หออสูรราตรี” ชิงหยวนยืนยันสิ่งที่สงสัยไว้ก่อนหน้า บิดข้อมือแรงขึ้นอีกนิด
“ใช่ แต่ไม่ใช่หน่วยเดียวกับที่บุกหุบเหว” เขาสารภาพด้วยความเ็ป “ข้าอยู่หน่วยลาดตระเวนรอบนอก คอยตรวจเส้นทางหนีที่เป็ไปได้เผื่อเป้าหมายหลุดวงล้อม แค่นั้นจริงๆ”
“แล้ว ‘นายท่าน’ ที่สั่งงานหอทั้งหมดคือใคร” ชิงหยวนถามต่อทันที น้ำเสียงเร่งเร้าขึ้น
คนสอดแนมสั่นหัวอย่างรุนแรงจนเจ็บ “ไม่มีใครในหน่วยระดับข้ารู้จักหน้าตาจริงของนายท่านเลยสักคน แค่ได้ยินว่าใครสงสัยมากเกินไปหรือปากโป้งเื่นี้ มักหายตัวไปอย่างเงียบๆ ในคืนถัดมา ข้าไม่อยากเป็คนต่อไป”
ชิงหยวนเหลือบมองเฟยหลงแวบหนึ่งราวกับััได้ถึงความรู้สึกที่กำลังกัดกินอยู่ในใจเด็กหนุ่ม “อย่าโทษตัวเองที่ยังทำอะไรไม่ได้มากนัก” เขาพูดแทรกโดยไม่ละสายตาจากคู่ต่อสู้ที่ยังถูกกดอยู่ “ข้าใช้เวลาเกือบสิบปีกว่าจะถึงจุดที่ยืนอยู่ตรงนี้ได้ เ้าเพิ่งเริ่มนับหนึ่งมาไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นเอง การรู้ตัวว่ายังอ่อนแอไม่ใช่เื่น่าอาย มันคือจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่แท้จริงต่างหาก”
คำพูดนั้นแทรกซึมเข้าไปในใจเฟยหลงอย่างประหลาด ราวกับได้ยินเสียงคนเฝ้าก้นเหวพูดผ่านปากของอีกคนหนึ่ง เขากัดริมฝีปากแน่น สัญญากับตัวเองอีกครั้งว่าจะไม่ยอมให้ความรู้สึกไร้ค่านี้ฉุดรั้งเขาไว้นานเกินไป
เฟยหลงก้าวออกมาจากที่กำบังในที่สุด สายตาจับจ้องไปที่มือของคนสอดแนม สังเกตเห็นบางอย่างแวววาวหลุดออกมาจากในแขนเสื้อระหว่างการต่อสู้ครู่ก่อน
—
“นั่นอะไร” เฟยหลงชี้ไปที่พื้นใกล้เท้าคนสอดแนม เสียงตื่นเต้นปนสงสัย
ชิงหยวนก้มลงเก็บขึ้นมาด้วยมือที่ว่าง เป็แหวนหยกวงเล็กสลักลายดอกไม้ที่บิดเบี้ยวผิดรูปอย่างประหลาด ราวกับถูกแกะโดยช่างที่จงใจทำให้ไม่สมบูรณ์ สีหน้าของชิงหยวนเปลี่ยนไปทันทีที่เห็นชัด
“เ้าได้แหวนวงนี้มาจากไหน” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กระบี่ที่จ่ออยู่ที่คอคนสอดแนมกดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
คนสอดแนมมองแหวนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “คนกลางที่มอบหมายงานให้ข้าสวมมันติดตัวเสมอ เป็สัญลักษณ์ยืนยันตัวตนเวลารับคำสั่ง ข้าแค่ขโมยมาจากศพเพื่อนร่วมงานที่ตายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน คิดว่าขายได้ราคาดี ไม่รู้ความหมายอื่นใดทั้งนั้น”
—
เฟยหลงมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงของชิงหยวนด้วยความงุนงง เขาไม่เคยเห็นแหวนวงนี้มาก่อนในชีวิต ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีความหมายอะไร แต่ปฏิกิริยาของผู้าุโที่ยืนอยู่ตรงหน้าบอกชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เื่เล็กแน่นอน
“ท่านรู้จักแหวนวงนี้หรือ” เฟยหลงถามชิงหยวน เสียงสั่นเครือ
ชิงหยวนพยักหน้าช้าๆ สีหน้ายังคงตึงเครียดไม่คลาย “ท่านเ้าสำนักเคยให้ข้ากับผู้าุโเหวินซานช่วยสืบเื่นี้เป็การลับหลายเดือนก่อน ตอนที่ศิษย์ชั้นผู้น้อยสี่คนหายตัวไปพร้อมบันทึกย้ายสาขาปลอม เราเจอแหวนลักษณะนี้ตกอยู่ที่จุดเกิดเหตุวงหนึ่ง ลายดอกไม้บิดเบี้ยวแบบนี้ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนไม่ว่าในสำนักไหนทั่วยุทธภพ สืบไปเท่าไรก็ไม่ได้ความเพิ่ม จนต้องพักเื่ไว้ ไม่คิดว่าจะมาเจออีกครั้งในค่ำคืนนี้ และในสถานการณ์แบบนี้”
เฟยหลงรู้สึกพื้นดินใต้เท้าสั่นคลอนอีกครั้ง เื่ราวที่เขาคิดว่าเป็เพียงแผนร้ายเล็กๆ ของจ้าวเทียนกับหลินซีที่ริษยาเขาส่วนตัว กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการทุกครั้งที่มีเบาะแสใหม่โผล่ขึ้นมา
จู่ๆ เสียงนกหวีดแหลมสูงดังขึ้นจากทางไกล ตามมาด้วยเสียงตอบรับอีกสองสามจุดกระจายอยู่รอบูเา คนสอดแนมยิ้มบางๆทั้งที่ยังถูกกดคออยู่
“สายไปแล้ว ข้าส่งสัญญาณก่อนพวกเ้าจะโผล่มาจากพุ่มไม้เสียอีก” เขากระซิบเสียงแหบ “อีกไม่นานทั้งูเาจะรู้ว่าพวกเ้าอยู่ตรงนี้”
ชิงหยวนสบถเบาๆ ก่อนจะฟาดด้ามกระบี่ลงที่ท้ายทอยคนสอดแนมจนสลบไป ไม่รอช้าที่จะฉีกชายเสื้อมัดมือมัดเท้าไว้กับต้นไม้ใกล้ตัวอย่างรวดเร็ว สายตาเหลือบมองแหวนหยกในมืออีกครั้งก่อนจะสอดใส่ไว้ในสาบเสื้ออย่างระมัดระวังที่สุด ราวกับกลัวว่ามันจะหายไปได้ทุกเมื่อ
“เราต้องไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้” เขาหันมาบอกเฟยหลง สีหน้าเต็มไปด้วยความเร่งรีบที่ปกปิดไม่มิด “ไม่มีเวลาพักฟื้นร่างกายให้เต็มที่แล้ว จากนี้ไปทุกก้าวต้องเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้”
เฟยหลงพยักหน้ารับ แม้ร่างกายจะยังสั่นด้วยความหนาวและความอ่อนล้า แต่ในใจกลับรู้สึกถึงความมุ่งมั่นบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แหวนวงเล็กในสาบเสื้อของชิงหยวนอาจเป็กุญแจไขความจริงทั้งหมดที่ซ่อนอยู่เื้ัชะตากรรมของเขา และเขาจะไม่ยอมให้มันหลุดมือไปง่ายๆ อีกครั้งไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
ทั้งสองรีบออกเดินฝ่าความมืดไปทางทิศตะวันออก ทิ้งร่างสลบไว้เื้ั เสียงนกหวีดจากรอบูเายังคงดังสลับกันไปมาไม่หยุด ราวกับกำลังนับถอยหลังให้พวกเขารีบหาที่หลบซ่อนก่อนแสงแรกของวันใหม่จะมาถึง