ท่ามกลางผู้คนคลาคล่ำ ณ เกตรอขึ้นเครื่องสู่ปลายทางญี่ปุ่น นรารินรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างหนักอึ้งเมื่อสำเหนียกได้ว่าวันเวลาชวนบีบหัวใจใกล้เข้ามาทุกที
ที่เมืองไทย ญาติเพียงสองคนที่เหลือคือแม่กับพี่สาวแท้ๆ ที่แต่งงานออกเรือนไปแล้ว การจากบ้านเกิดเมืองนอนไม่ใช่ความน่าหวาดหวั่นหากเธอไม่ได้ทิ้งหัวใจไว้ที่นี่
มันเป็โอกาสหนที่ 2 ที่เข้ามาหลังจากครั้งแรกเธอปฏิเสธเพราะคิดว่ายังไม่พร้อมออกไปอยู่ไกลจากเมืองไทยแต่แล้วก็ค้นพบว่าความจริงตอนหลังว่าเธอกลัวการห่างไกลจากใครสักคนหนึ่งต่างหาก ไม่ได้กลัวการเริ่มต้นใหม่ในต่างบ้านต่างเมือง
ปริณธวัฒน์ คนที่เธอพร่ำบอกตัวเองเสมอว่าเป็เพียงคู่หลับนอนชั่วคราว อย่าผูกหัวใจยึดโยงกับเขา แต่จนแล้วจนรอดห้ามสิ่งใดก็ห้ามได้แต่การหักห้ามหัวใจช่างยากเย็นและไม่อาจเป็ไปได้
น้ำตาหญิงสาวคลอหน่วยเมื่อเพ่งมองของขวัญที่เขามอบให้ก่อนเดินทาง
กำไรข้อมือห้อยจี้น่ารัก เขารู้ว่าเธอชอบเครื่องประดับเป็ชีวิตจิตใจ เคยเข้าคอร์สเรียนเกี่ยวกับจิวเวลรี่อย่างจริงจังหลังเรียนจบสาขานวัตกรรมยานยนต์สาขาเดียวกับเขา
‘เป็คนแปลกนะเราเนี่ย สิ่งที่เรียนกับแพชชั่นต่างกันสุดขั้ว เห็นแว็บแรกพี่คิดว่าเราเป็สาวห้าวขับรถแข่งซะอีก’ ชายหนุ่มเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ พลางใช้มือขยี้เรือนเงาสวยด้วยความเอ็นดู
หญิงสาวสูดจมูก ดวงตาเริ่มพร่าเลือนด้วยม่านน้ำตากบเต็มเบ้า
อยากกลับลำถอยหลัง แต่ต่อให้อยู่ก็คงอ้างว้างไม่ต่างกับการเดินทางไปอยู่ต่างที่ต่างถิ่นเลยสักนิด
ก่อนหน้านี้เธอมีเขาเป็เพื่อน แม้ชายหนุ่มไม่มาคลุกตัวอยู่ด้วยทุกวัน แต่ว่าอย่างน้อยสัปดาห์ละยามที่เขาไม่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับใครคนอื่น เขาก็จะกลับมาหาเธอเสมอ
แต่คราวนี้มันจะไม่เหมือนเดิม เขาไม่เคยมองภาพอนาคตยาวไกลกับผู้หญิงคนไหนเท่าหนนี้ พูดถึงการหมั้นหมาย การแต่งงาน ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยตลอดการคบกับผู้หญิง 2 คน ใน่ระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา
เขากำลังจะมีเ้าของ กำลังจะกลายเป็ของผู้หญิงคนอื่นอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่เธอไม่เคยเปิดรับใครและไม่เคยสานความสัมพันธ์เกินเลยกับผู้ชายคนไหนๆ ตลอด่เวลาเ่าั้
ไหล่มนเล็กเริ่มสะท้านแรงขึ้น ไม่สนใจผู้โดยสารที่นั่งขนาบข้าง บางส่วนเป็นักท่องเที่ยวดูร่าเริงสดใสดีที่จะได้ไปเที่ยวเมืองในฝันของใครหลายคน ขณะที่บางคนต้องห่างจากคนที่รัก สถานที่ที่คุ้นชิน แปรเปลี่ยนชีวิตสิ้นเชิงเช่นเดียวกับเธอคงเข้าใจความหดหู่นี้เป็อย่างดี
เธอไม่ได้ยินเสียงใดรอบตัว ตัดขาดจากโลกภายนอกชั่วขณะกระทั่งได้ยินเสียงทุ้มละมุนหูดังข้างๆ
“ถ้าไม่ไหวไม่ไปก็ได้นะ”
นรารินเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียง คนใบหน้าหล่อเหลาอมยิ้มน้อยๆ ขณะเอียงมองคนตาแดงจมูกแดงแจ๋
“พี่ปัณ!”
“อื้อ” เขาพยักหน้ารับ ยังคงความใจดีเช่นเดิมใบหน้าหล่อเหลาแต้มรอยยิ้มชวนฝันเช่นเดิม “คิดว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว” ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกาตรงข้อมือ
“ขะเข้ามายังไงคะ” ที่นั่งรอขึ้นเครื่องตรงนี้ต้องซื้อตั๋วไม่ใช่หรือ
เขาโชว์บอร์ดดิ้งพาสให้ดู หญิงสาวตาโตแทบไม่อยากเชื่อ ลงทุนขนาดนี้เชียว!
“ถ้าไม่ซื้อตั๋วก็ไม่ได้มาส่งเด็กขี้แยน่ะสิ” เขาว่าแล้วซุกมือลงในกระเป๋ากางเกง ทอดสายตาไปยังลานโล่งๆ เครื่องบินยังไม่เคลื่อนมาจอด เหลือเวลาเพียง 10 นาที ก่อนเครื่องบินเทคออฟ
นรารินสูดจมูก ซับหน้าด้วยทิชชูที่หยิบออกมาจากกระเป๋า หัวใจที่แห้งเหี่ยวพองฟูอย่างฉับพลัน
“ไหนบอกว่าจะไม่มาส่งไงคะ” เสียงหวานสั่นเครือเช่นเดียวกับคางขณะทอดมองเขาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
โดนหลอกจนได้
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงทุ้มในลำคอ
“ถ้าไม่หลอกจะได้เห็นเหรอว่ามีคนขี้แยนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบนี้”
เขาเคยเสนอให้เธอทำงานที่บริษัทประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ซึ่งเป็กิจการของครอบครัว แต่นรารินปฏิเสธ เธอไม่อยากรู้สึกเหมือนใช้เส้นสายแม้เขาออกปากหนักแน่นว่าเธอจะได้ตำแหน่งงานด้วยความสามารถ ถึงกระนั้นวันข้างหน้าก็ไม่อาจแน่ใจได้อยู่ดีว่าความสัมพันธ์ลับๆ ของทั้งคู่จะถูกเปิดเผยหรือไม่ หากเป็เช่นนั้นคนที่ต้องมีร่องรอยด่างพร้อยรับคำครหาที่จะพรั่งพรูสาดเข้ามาคงเป็เขา
เธอใช้ทิชชูซับตรงจมูกจนเกิดรอยแดง
“อย่าทำแบบนั้นสิ” เขายั้งมือเล็กด้วยมือของตัวเอง แล้วประคองใบหน้าไว้ก่อนมองสำรวจอย่างถี่ถ้วน
ใบหน้าเรียวหล่อเหลาของเขาห่างเพียบฝ่ามือเดียว ริมฝีปากที่เคยจุมพิตนุ่มนวลดูดดื่มใกล้เพียงเลื่อนใบหน้าเข้าไปัั
ชายหนุ่มยับยั้งชั่งใจเมื่อมองเรียวปากอิ่มสีกุหลาบ รู้ว่ารสชาติหวานจรุงใจเพียงไรเพราะเขาเคยััมานับครั้งไม่ถ้วน
เขาไม่ได้กลัวการแสดงความรู้สึกในที่สาธารณะเพราะเขาไม่ได้้าทำอะไรเลยเถิดมากกว่าการจูบเบาๆ อย่างที่เคยทำเพื่อล่ำลาคนตรงหน้า
แต่เขาทำมันไม่ได้เพราะตกลงปลงใจคบหากับผู้หญิงอีกคนซึ่งไม่ได้ทำอะไรผิดและไว้เนื้อเชื่อใจเขาอย่างมาก
มันเป็เวลาเกือบเดือนที่เขาเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่คาดหวังว่ามันจะยั่งยืนยาวนาน และเป็่เวลาเดียวกันที่ถอยห่างออกจากชีวิตนรารินด้วยความรู้สึกเหงาใจลึกๆ แม้มีคนอีกคนข้างกาย
คนที่ไม่เคยเป็อะไรกันต่างยับยั้งชั่งใจอย่างยากเย็น มือหนาลดลงจากใบหน้าสวย แล้วผินใบหน้าไปอีกทาง
นรารินหลุบตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอย่างยิ่งที่จะซ่อนความอ่อนไหวภายใน
น้ำหอมกลิ่นคุ้นเคยของเขาลอยเข้าจมูกขณะเธอมองใบหน้าเสี้ยวซ้ายนานหลายวินาที
หยดน้ำอุ่นหล่นจากขอบตาอีกหนเมื่อมือหนาใหญ่เลื่อนมากุมมือขวาแ่เบาโดยปราศจากคำพูด
ปริณธวัฒน์เม้มริมฝีปาก ความรู้สึกหลากหลายหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
“ไม่อยากให้ไป” เขารู้ว่าคำพูดนั้นรังแต่จะทำให้คนต้องไปลำบากใจ แต่เขาอยากพูดเพราะมันอัดอั้นอยู่ในอกตลอดหลายวัน ยิ่งใกล้วันที่นรารินจะเดินทางมันยิ่งรบกวนจิตใจจนเขานอนไม่ค่อยหลับ คิดวกวนเกี่ยวกับหญิงสาวซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง
ขนตาบนดวงหน้าสวยเปียกชุ่ม ขอบตา ปลายจมูก และริมฝีปากแดงก่ำ
มือเล็กจับกระชับมือเขาตอบ
เธอก็ไม่ได้อยากไปเลยสักนิด แต่มันถึงเวลาแล้วที่ต้องคว้าโอกาสให้ตัวเอง มัวแต่เอาใจผูกติดกับเขาตลอดไปไม่ได้
“อย่าลืมหาความสุขให้ตัวเองนะ” เสียงสั่นกระท่อนกระแท่น “อย่าทำงานบ้าคลั่งจนไม่มีเวลาพักผ่อน จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง” เธอพูดช้ากว่าปกติด้วยก้อนสะอื้นที่แล่นมาจุกตรงลำคอ
เขาดึงมือออก เพื่อยกแขนแข็งแรงขึ้นโอบไหล่เล็กบอบบาง ดึงหญิงสาวเข้าหาตัว มันแทนการปลอบใจหล่อนรวมถึงปลอบใจตัวเองในคราวเดียวกัน
“พี่อยู่ได้ อย่าลืมดูแลตัวเองให้ดีรู้มั้ยยัยแสบ” เขาเลื่อนมือขยี้เรือนผมเบาๆ
นรารินหลุบตาแน่นกลั้นทำนบน้ำตาไม่ให้ไหล ภาวนาให้แต่ละวินาทีเคลื่อนผ่านเชื่องช้าที่สุดเพื่อคงเวลาที่จะได้ยืนอยู่ข้างเขายาวนานขึ้น
เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องราวกับสายฟ้าฟาดตรงกลางใจ
หญิงสาวสูดจมูกอีกครั้ง พยายามหันมองสบตาคนข้างๆ เธอมองผิดไปหรือเปล่าว่าขอบตาของเขาแดงก่ำ หากแต่ใบหน้าหล่อเหลายังคงดูปกติ รอยยิ้มสุดฝืนปรากฏหากแต่ดวงตาเศร้าสร้อย
ปริณธวัฒน์ผุดลุกเต็มความสูง ช่วยจับกระเป๋าสัมภาระช่วยคนตัวเล็กกว่าซึ่งยืนคงด้วยท่าทางไม่ค่อยมั่นคงนัก
“กินข้าวหรือยัง” เขาถามอย่างห่วงใยเมื่อเธอคล้ายจะเซเล็กน้อย
“ยังไม่ค่อยหิวน่ะค่ะก็เลยยังไม่กิน เดี๋ยวค่อยกินบนเครื่อง”
“ยังไม่ทันไรก็ไม่รู้จักดูแลตัวเองซะแล้ว แบบนี้จะไม่ให้ห่วงได้ยังกัน”
เขาทำท่าคล้ายจะดึงเธอเข้าสู่อ้อมแขนเหมือนอย่างเคยทำ หากแต่สำเหนียกได้ว่าสถานะของทั้งคู่เปลี่ยนไปจึงปล่อยแขนตกลงข้างตัวเช่นเดิม
ใบหน้าหญิงสาวเจื่อนลงเล็กน้อย เธอรู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงต้องยับยั้งตัวเอง หากแต่ความรู้สึกโหยหาอ้อมแขนแข็งแรงทำให้หัวใจเบาโหวงด้วยความเสียดาย
“กลับได้แล้วนะคะ เดี๋ยวอิงก็จะขึ้นเครื่องแล้ว”
ผู้โดยสารที่ต่อแถวเข้าคิวตรวจบอร์ดดิ้งพาสบางตาลงไปทุกที เวลาที่เธอยื้อไว้ใกล้หมดลงเต็มที่
เขายังคงยืนนิ่งงันกระทั่งสองมือเล็กต้องดุนหลังคนตัวสูงกระตุ้นให้รีบกลับไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงได้เห็นหยดน้ำตาหล่นลงมาอีกรอบ
ชายหนุ่มเหลือบมองหางแถวผู้โดยสารเพียงไม่เกิน 10 คน ท้ายแถวก็จะผ่านเข้าสู่ประตูทางขึ้นเครื่อง ใกล้ถึงเวลาที่นรารินต้องผละจากเขาขึ้นทุกขณะ
เขารู้ว่าเปลี่ยนใจคนตรงหน้าไม่ได้อีกแล้ว “โชคดีนะยัยแสบของพี่”
เธอพยายามแค่นยิ้มตอบแต่มันยากเย็นเหลือเกิน จนรอยยิ้มที่ฉายออกมานั้นแสนแห้งแล้งค่อนไปทางเศร้าสร้อยเสียมากกว่า
นรารินกลั้นลมหายใจ ผินหน้าเข้าสู่เคาน์เตอร์ตรวจบอร์ดดิ้งพาสเพื่อจะเข้าสู่ตัวเครื่องบินเช่นเดียวกับผู้โดยสารคนอื่น
เท้าแต่ละก้าวช่างหนักหน่วง ยากต่อการก้าวเดิน และเพียงสองสามก้าวร่างของเธอก็ถูกรั้งไว้จากคนตัวสูงเื้ั โดยอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบรั้งกายเธอเอาไว้อย่างแแ่
ร่างกายของนรารินสั่นระริก น้ำตาร่วงพรู สะอื้นฮั่กในอ้อมกอดของเขา มันช่างเป็วินาทีสุดท้ายที่ทรมานหัวใจจนปวดแปลบไปหมด กอดครั้งสุดท้ายที่ตอกย้ำว่าเธอไม่มีวันได้เป็เ้าของอย่างถาวร