โจวอี้หานเป็เด็กหนุ่มที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็อัจฉริยะในรอบ 10 ปี...และสามารถเข้าสำนักใหญ่ได้ั้แ่อายุ 14 ...ด้วยพลังระดับหลอมลมปราณขั้นที่ 5...นับว่าเป็บุรุษรุ่นเยาว์ที่มีพร์คนหนึ่ง..ในตอนนี้ตัวมันกำลังยืนนิ่งเฉยตามองชมจันทร์ ขณะมีสีหน้าคิดใคร่ครวญบางอย่าง
“ไม่คิดเลย..ว่ามันจะยังมีชีวิตรอดจากพิษของแมงป่องสายรุ้งมาได้..”โจวอี้หานเอ่ยวาจาด้วยความรู้สึกที่คาดไม่ถึง...
ในวันนั้น..มันได้หลอกล่อตัวเฉินอี้ไปที่หอนางโลมแห่งหนึ่ง...จัดงานเลี้ยงและหญิงสาวให้มันเสพสุขแล้วแอบใส่พิษลงไปในอาหารเพื่อสังหารมันทิ้ง...ไม่ให้มันต้องอยู่เป็ก้างขวางคอขัดขวางเส้นทางการได้ผู้หญิงซึ่งตนเองปรารถนามา...
โจวอี้หานสั่งลูกน้องใต้อานัติของมันย้ำอย่างชัดเจนแล้วว่า..ให้ทำลายหลักฐานที่มีทิ้งไปให้หมดและตรวจสอบให้ดีว่ามันตายแล้วแน่แท้กระทั่งตัวโจวอี้หานมันยังมองเห็นกับตาตนเองขณะที่เฉินอี้เอาอาหารเข้าปากด้วยว่าหลังจากกระเดือกอาหารที่ใส่ยาพิษแมงป่องสายรุ้งเข้าไปเพียงคำเดียวมันก็คว่ำหน้าล้มตึงลงไปในทันที จึงไม่แปลกที่จะปักใจเชื่อคิดฟันธงลงไปได้ว่ามันตายแล้วจริงๆ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน..กลับปรากฏว่ามันยังมีชีวิตอยู่..ทั้งยังรอดออกมาจากใต้หุบเหวศพมรณะ จนเดินทางมาถึงเมืองเซียงหนานได้อย่างปลอดภัยตามที่คนของมันภายในเมืองนั้นได้แจ้งข่าวมาบอกต่อ...
โจวอี้หานสะเหยะยิ้มกล่าว “ดูท่า..คงจะเกิดปัญหาใหญ่ที่ตามมาจากตระกูลเฉินในเร็วๆนี้สินะ!..”น้ำเสียงที่กล่าวออกมาฟังแล้ว..เหมือนเต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นท้าทายมากกว่าที่จะต้องมาหวาดกลัวกับเหตุการณ์ต่อจากนี้ซะอีก..
โจวอี้หานหันหลังกลับเข้ามาที่ห้องของตน..ขณะกำลังก้าวขาเดินไปตรงที่นั่ง...เผยให้เห็นชุดของมันที่ใส่อยู่เป็ลวดลายเมฆสีเทาสลับขาว..นั่นก็คือชุดของ “ศิษย์สายนอก” ประจำสำนัก “กระบี่เมฆา์”หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ของทวีปตะวันออกแห่งนี้
ฟุบ..หลังจากที่นั่งลง..โจวอี้หานก็เงยหน้าขึ้นกุมประสานมือวางศอกไว้ที่หัวเข่าอย่างผ่อนคลาย..สายตามองฝั่งตรงข้ามด้วยใบหน้ายิ้มเย็น
“แต่..ถ้าพวกมันกล้าพอที่จะมาล่ะก็นะ..ใช่หรือไม่..ศิษย์พี่หวัง?”
มีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งกำลังนั่งหลับตาแขนกอดอกอยู่ภายในห้องนี้....
บุคคลที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโจวอี้หานนั่นก็คือ..ศิษย์แซ่หวังนามว่า “หวังมู่” มันสวมชุดที่ต่างออกไปจากของโจวอี้หานเพราะลวดลายเมฆของมันนั้นเป็สีฟ้าครามสลับขาว ซึ่งเป็สัญลักษณ์ของศิษย์ “สายใน” สำนักกระบี่เมฆา์
หวังมู่ลืมตาขึ้นทำให้เห็นสีหน้าที่คมเข้มสายตาของมันที่จ้องมองนั้นคมดุจกระบี่...และยังเป็ผู้มีระดับพลังแก่นแท้มนุษย์ลมปราณขั้นที่ 3 เลยทีเดียวซึ่งมากกว่าโจวอี้หานที่มีระดับพลังหลอมลมปราณขั้นที่ 5 ซะอีก
หวังมู่มันมีอายุเพียง 17 ปี... ส่วนโจวอี้หานมีอายุ 14 ปี แสดงให้เห็นว่าพร์ของหวังมู่ก็ไม่แพ้โจวอี้หานเลย
“ศิษย์น้องโจว...เ้าต้องทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับข้าด้วยนะ..” หวังมู่กล่าวอย่างเรียบเฉย...ถึงสิ่งที่มันได้ตกลงกันไว้กับโจวอี้หาน
โจวอี้หานยิ้มพยักหน้าตอบ “แน่นอนศิษย์พี่หวังมู่..ถ้าท่านช่วยข้ากำจัดตระกูลเฉินทิ้งให้มันหายไปจากเมืองเซียงหนานได้.. ข้าจะให้หินอสูรลมปราณ สมบัติประจำของตระกูลโจว... ที่จะช่วยเพิ่มระดับขั้นพลังถึง 1่ชั้นให้!..”
โจวอี้หานหยิบกล่องหยกที่ใส่หินอสูรลมปราณล่ำค่าเอาไว้...แล้วเปิดมันให้ศิษย์พี่หวังมู่ดู...มันเป็หินอสูรลมปราณขนาดใหญ่สีแดงขนาดเท่ากำปั้นที่มีพลังลมปราณเข้มข้นสิงสถิตอยู่ภายในนั้น
หวังมู่เบิกตาดูแล้วก็พยักหน้าอย่างพอใจ... “อื้ม..ดีมากแล้วข้าจะขอให้พี่ใหญ่“หวังชุนเทียน” ข้าช่วยเ้าอีกแรง.. ”มันเอ่ยชื่อนามคนของผู้หนึ่งที่แซ่เดียวกันตนเองขึ้นมา
“หวังชุนเทียน”....เป็พี่ใหญ่ของหวังมู่ที่มีพลังอยู่ในระดับแก่นแท้มนุษย์ลมปราณขั้นที่9 เกือบจะบรรลุถึงระดับแก่นแท้์ลมปราณ จนได้เป็ "ศิษย์สายหลัก"ของสำนักกระบี่เมฆา์แล้ว และมันยังอายุห่างจากหวังมู่เพียง 2 ปี คือมีอายุ 19ปี นับเป็บุรุษที่มีพร์เป็เลิศอีกคน
โจวอี้หานยิ้มกล่าว “ขอบคุณศิษย์พี่หวังมู่มากที่เมตตาต่อข้าขนาดนี้เมื่อเื่จบลงสมบัติชิ้นนี้จะเป็ของท่านทันที.... แล้วยังมี..” มันเงยหน้ามองไปยังดวงตาหวังมู่แล้วยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ก่อนกล่าวต่อ “ข้าจะแบ่งให้ท่านได้ลิ้มลองเลือนร่างของแม่นางหลินฉีหนิงแห่งเมืองเซียงหนานเมื่อข้าได้นางมาครองแล้วกับท่านด้วยดีหรือไม่!..” น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความหื่นกระหายชั่วร้ายนัก
หวังมู่ได้ยินแบบนี้ก็หัวเราะกล่าว “หึ..หึ..นั่นก็น่าสนใจอยู่..ถ้าแม่นางคนนั้นงดงามจริงอย่างที่ศิษย์น้องโจวว่ามาฮ่า ฮ่า.. ” แท้จริงตัวมันก็รู้สึกสนใจในตัวของแม่นางหลินฉีหนิงอยู่บ้าง
่ค่ำคืนอันยาวนานนี้...พวกมันทั้งสองต่างกำลังปรึกษาหาลือกันถึงวิธีการกำจัดตะกูลเฉินอย่างชั่วร้ายเพื่อที่จะลบล้างคนในตระกูลเฉินให้พ้นออกไปจากเมืองเซียงหนาน......
...........................
เวลาล่วงเลยมาถึงยามเช้า ณ ที่สถานที่ตั้งตระกูลเฉินในเมืองเซียงหนาน
หลังจากที่สามารถเพิ่มระดับพลังลมปราณสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว...เฉินอี้กำลังตั้งใจเขียนม้วนตำราวิธีการปรุงยาให้น้าเฉินซูย่วนได้ศึกษาอยู่โดยที่ตนเองยังไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยเลยสักนิดหลังจากที่เลื่อนระดับพลังเป็ก่อตั้งลมปราณขั้นที่ 8 ได้
เฉินอี้ยิ้มกล่าว “เอาล่ะเสร็จสักที...เท่านี้ก็แค่เอาไปให้ท่านน้าศึกษาดูก่อน..ถ้านางยังไม่เข้าใจข้าค่อยชี้แนะเพิ่มเติมให้ทีหลังแล้วกัน..” เขากางม้วนตำราออกมาแล้วยื่นไปด้านหน้าอย่างภาคภูมิใจ
เฉินอี้กล่าวจริงจังขณะมองไปยังตำราที่ตัวเองเขียนขึ้น “ถ้าเ้าสิ่งนี้หลุดออกไปในดินแดนโลกมนุษย์นี้ล่ะก็..คงเกิดเื่ใหญ่ที่คาดไม่ถึงตามมาแน่..ข้าต้องเตือนนางให้รู้อีกครั้ง..” นี่ไม่ใช่ของธรรมดาที่จะปล่อยผ่านไปเฉยๆได้..
เฉินอี้ม้วนเก็บตำราเข้าไปในแหวนมิติจากนั้นลุกขึ้นเดินไปที่ลานกว้างของตระกูล คิดทดสอบอะไรบางอย่าง..
เมื่อเดินมาถึง...เฉินอี้หลับตาลงแล้วคิดกล่าวในใจ “ตอนนี้... ข้ามีธาตุอัสนีเพื่มเข้ามาในตัวแล้ว..ข้าจึงจำเป็ต้องฝึกทักษะบางอย่าง เพื่อที่จะสามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่..”เขากำลังนึกถึงคัมภีร์ทักษะที่ไม่ใช่คัมภีร์เคล็ดวิชาบ่มเพาะอย่างที่ผ่านมาอยู่..
เฉินอี้ยังหลับตาพึมพำอยู่ในใจ “ข้ายังขาดทักษะท่าร่างเสริมการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วอยู่...แล้วธาตุอัสนีก็มีผลอย่างมากในการช่วยเื่นี้..งั้นก็ต้องฝึกคัมภีร์ทักษะ “ท่าเท้าเทพอัสนี” ซึ่งเป็ทักษะระดับาขั้นสูงเหมือนเช่นเดียวกับเคล็ดบ่มเพาะวิชาพิษนิรันดร์กลืนฟ้า!..”
ทักษะวิชาท่าเท้าเทพอัสนีนี้มีทั้งหมด 7 ขั้น แล้วขั้นที่ 1 คือ “ภาพร่างเงา” เป็การเคลื่อนไหวเพียงพริบตาที่จะทำให้เห็นแค่ภาพติดตาของผู้ใช้วิชา...เมื่ออีกฝ่ายจู่โจมเข้ามา มันก็จะคิดว่าโจมตีถูกเป้าหมายแล้ว..แต่กลับเป็ต้องทะลุตัวไปและจับได้เพียงภาพร่างเงาเท่านั้น
เฉินอี้ลืมตาขึ้นขมวดคิ้วเอ่ยกล่าว “เริ่มล่ะนะ!..” เฉินอี้ตั้งท่าเท้าโคจรพลังยุทธ์ลมปราณก่อเกิดเส้นสายฟ้าอัสนีที่ปลายเท้าจากนั้นเคลื่อนตัวไปข้างหน้า
แปร๊บๆ! มีเสียงแหลมช๊อตของอัสนีดังขึ้นหลงเหลือเพียงภาพเงาติดตาก่อนหน้านี้ทิ้งเอาไว้อยู่ที่เดิม!ส่วนตัวจริงนั้นกำลังยืนอยู่ห่างไกลออกไปแล้ว
หลังจากการเคลื่อนที่ครั้งแรกเฉินอี้หันหลังมามองดูผลลัพธ์แล้วกล่าวอย่างค่อนข้างผิดหวัง “อืม..ยังใช้การไม่ได้..สงสัยคงต้องฝึกอีกหน่อย..”เขาตำหนิตัวเองที่ยังทำไม่ได้ดั่งใจ
เฉินอี้ยิ้มกล่าวใบหน้านึกสนุกว่า “เอาล่ะ!..มาลองกันใหม่..” แปร๊บ!.. ฟึบ! เสียงอัสนีดังขึ้นก่อนที่ตัวเขาจะหายไปโผล่อีกที่...เหลือไว้เพียงภาพร่างเงาเลือนลางอีกครั้ง ตัวเขาทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบทีเดียว
เฉินลู่ที่ตื่นแล้วกำลังคิดอยากจะมาหาอะไรเล่นกับพี่ใหญ่จึงได้เดินออกมาตามหาตัวเขาตรงสวนลานกว้างด้านหน้าของตระกูลแต่ก็ต้องหยุดนิ่งลงใบหน้าแข็งค้างตกตะลึงยืนมองดูเฉินอี้ด้วยสภาพปากอ้าตาค้างอยู่แบบนั้นมาสักพักนึงแล้ว
“อู้ววว ว้าววว..พี่ใหญ่มีสองคนด้วยล่ะ!?..สุดยอดไปเลยพี่ใหญ่!..” เฉินลู่ตัวน้อยยิ้มแก้มปริกล่าวออกมาด้วยความสนุกสนาน แววตาเปล่งประกายสดใสจ้องมองเฉินอี้อย่างไม่ละสายตา แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่กล้าจะเข้าไปรบกวนการฝึกของพี่ใหญ่สักเท่าไร
เฉินอี้ที่สังเกตเห็นเฉินลู่นานแล้วจึงคิดจะหาเื่สนุกแกล้งเล่นตนพลันยิ้มมุมปากแล้วใช้ท่าเท้าเทพอัสนีหายไปอยู่ด้านหลังของเฉินลู่ทันที
“แฮร่!!..” เฉินอี้ส่งเสียงหยอกเล่นดังออกมาจากทางด้านหลัง
“ว๊าาา!!..อ๊ะ!..พี่ใหญ่!..ท่านทำอะไรน่ะข้าใหมดเลย!” เฉินลู่ชูสองมือขึ้นกล่าวอย่างตกอกใ
ทั้งๆที่ในตอนแรกยังมองเห็นตัวพี่ใหญ่ยืนอยู่ที่เดิมอยู่เลย..แต่แล้วก็กลับมาโผล่ที่ข้างหลังของตนเองซะงั้น..นี่มันผีหลอกกลางวันชัดๆ!
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า...” เฉินอี้ที่เห็นว่าตนเองสามารถเล่นหลอกเฉินลู่ได้สำเร็จจึงแสดงสีหน้าออกมาอย่างหัวเราะชอบใจนัก“ข้าขอโทษด้วยนะเฉินลู่ที่แกล้งหลอกเ้า..ว่าแต่เ้ามีอะไรงั้นเหรอ?”
เฉินลู่ทำใบหน้ายิ้มแย้มกล่าวะโโลดเต้นด้วยความร่าเริงว่า “ข้าอยากมาเล่นกับพี่ใหญ่!..พี่ใหญ่เรามาเล่นอะไรกันดีล่ะ?”
เฉินอี้ยิ้มบางกล่าว “งั้นเหรอ เ้าอยากจะเล่นสินะ..เอ..เล่นอะไรกันดี?..”เขาเอียงคอเอามือจับคางแหงนหน้าหลับตาลงข้างหนึ่งแสดงสีหน้าท่าทางเหมือนคนกำลังคิดหนักกับเื่นี้
ใน่เวลาเดียวกันนี้ ที่หน้าบ้านตระกูลเฉินก็ได้มีแขกเดินทางมาเยี่ยมเยือนยามเช้า..
มีอาคันตุกะสองคนที่กำลังเดินลงมาจากรถม้า... ผู้ที่เดินนำมาก่อนนั้นเป็บุรุษวัยกลางคนมีหนวดเคราดำตรงคาง ใบหน้าแสดงถึงความองอาจผ่าเผยเขาสวมชุดผ้าคลุมไหล่สีขาวทับเสื้อด้านในสีดำทำให้บุคลิกดูน่าเกรงขามต่อผู้ที่พบเห็น.. ชายผู้นี้ก็คือ “หลินเหิงอี้” ประมุขผู้นำตระกูลหลิน..หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองเซียงหนานแห่งนี้
และที่อยู่ข้างๆอีกคนนั้น เป็ดรุณีสาวสวยรูปงามหยาดเยิ้มดวงตาสีฟ้า...ภายในสองตาคู่งามของนางนั้นสาดประกายความเ็าออกมาอย่างชัดเจนถึงขนาดทำให้ทุกผู้สายตาของคนที่จับจ้องมาต้องหยุดนิ่งค้างลงไปในทันใด...กอปรกับความงามบนใบหน้าที่ขาวใสนวลเนียนบริสุทธิ์ราวกับไข่มุกเส้นผมดำยาวเงางามตรงสลวยตกแต่งเข้ากับชุดสีขาวที่นางสวมใส่จนเรียกได้ว่าเป็ความงามที่ถึงขั้นล้มเมืองเลยทีเดียว!หญิงสาวที่ไม่ว่ามองมุมไหนก็ดูงดงามหมดจดผู้นี้ มีนามว่า “หลินฉีหนิง” ซึ่งเป็ธิดาเพียงคนเดียวของประมุขหลินและยังเป็ธิดาที่หลินเหิงอี้เอ็นดูรักใคร่และหวงแหนมากที่สุดด้วย
"หยุดก่อน! ท่านเป็ผู้ใด!โปรดเอ่ยนามของท่านมา!.." นายทหารยามผู้เฝ้าประตูจวนคนนี้ไม่ทราบว่าจะมีผู้ใดมาเยือนอย่างกะทันหันจึงได้เอ่ยวาจาสั่งหยุดหลินเหิงอี้เอาไว้ตามหน้าที่ของตนเอง
ประมุขหลินเห็นแบบนี้ก็ไม่ได้บังเกิดโทสะขึ้นแต่อย่างใดเพียงเอ่ยกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า
“ข้าหลินเหิงอี้.. ประมุขผู้นำตระกูลหลิน..และบุตรสาวข้าหลินฉีหนิง ้ามาเข้าพบท่านเ้าเมืองเฉินเหว่ยหงในวันนี้..ขอให้พวกข้าเข้าไปได้หรือไม่..” หลินเหิงอี้กล่าวเป็ทางการอย่างใจเย็นรู้ดีว่าตนเองเป็ฝ่ายเร่งรีบมาพบปะเพื่อทำธุระสำคัญเร็วกว่าเดิม จากที่เคยนัดหมายกันเอาไว้หนึ่งวันจึงไม่อาจทำตัวเอาแต่ใจ หรือทำเื่เสียมารยาทลงไปที่นี่ได้
และตัวหลินเหิงอี้นั้นเป็คนที่มีเกียร์ติจึงมักจะให้เกียร์ติแก่ผู้อื่นก่อนเสมอไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็ใคร
เมื่อทหารนายนั้นได้ยินเช่นนี้ ก็ถึงกับเบิกตากลมโตตัวสั่นงกๆ รีบโน้มตัวกล่าววาจาติดขัดด้วยความหวาดเกรงทันทีว่า“ประ..ท่านประมุขหลิน!..ขอประทานอภัยเป็อย่างยิ่ง!..ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว..เชิญพวกท่านเข้าไปด้านในได้เลยขอรับ!”
หลินเหิงอี้ผงกศีรษะเล็กน้อยแล้วก้าวเดินเข้าไปด้านในประตูทันทีพร้อมๆกับหลินฉีหนิง...
นายทหารเฝ้ายามยังคงก้มหน้าก้มตาอยู่แบบนั้น...ไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตามองแม่นางหลินฉีหนิงผู้งดงามแม้แต่น้อยด้วยความกลัวว่าจะไปยั่วโทสะของหลินเหิงอี้เข้า
ระหว่างจุดทางเดินสวนด้านหน้าจวนตระกูลเฉิน.....
หลินเหิงอี้ที่กำลังอยู่ระหว่างการเดินตรงเข้าไปทางตำหนักของตระกูล...แล้วจู่ๆตัวเขาก็พลันหยุดลง... สองตาจ้องมองชายหนุ่มและเด็กชายอีกคนที่กำลังเล่นกันอยู่ตรงลานกว้างด้วยสภาพเหม่อลอยนิ่งค้าง...รวมถึงหลินฉีหนิงที่กำลังเบิกั์ตาสีฟ้ากลมโตจ้องเขม็งไปที่ตัวชายหนุ่มอย่างไม่คลาดสายตา
“นะ..นั่นมัน..เป็ทักษะเคลื่อนไหวอะไรกันน่ะ!..” หลินเหิงอี้กล่าวปากสั่นออกมาอย่างตื่นตระหนกรู้สึกแปลกประหลาดใจอย่างมากกับสิ่งที่เห็น
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..” เสียงหัวเราะของเฉินอี้ดังออกมาอย่างต่อเนื่องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสนุกสนาน“เฉินลู่เ้ามัวมองไปทางไหนน่ะ.. พี่ใหญ่อยู่ทางนี้ต่างหาก..”
“โธ่!..พี่ใหญ่!..ถ้าท่านเอาแต่เล่นแบบนั้น ข้าก็จับท่านไม่ได้สักทีน่ะสิ!..” เฉินลู่ทำหน้ายู่กล่าวอย่างไม่ค่อยชอบใจนักกับการละเล่นขี้โกงนี้ของพี่ใหญ่เอาเสียเลย
ในช่วงเวลาเช้านี้..เฉินอี้กำลังใช้ท่าเท้าเทพอัสนีเล่นไล่จับกับเฉินลู่อยู่ภายในลานกว้างตระกูลเฉิน..โดยมีสองพ่อลูกตระกูลหลินเป็นผู้รับชมอยู่อย่างเพลิดเพลินและตื่นตาตื่นใจนัก...