“หึ !เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านเถอะ” คำพูดของหยางหลงชัดเจนว่าไม่พอใจอยู่หลายส่วนทั้งหลังจากกล่าววาจาจบไปตัวมันพลันจับร่างของหยางกุ้ยบุตรชายแสนรักของตนจากไปในทันทีโดยไม่กล่าวลาต่อหยางจ้าวแม้แต่น้อย
“ท่านพ่อเราจะปล่อยมันไปอย่างนี้งั้นหรอ”หยางกุ้ยกล่าววาจาทันทีจากความสงสัยสูที่ผู้เป็บิดามันกลับยอมให้แก่ผู้โาุโลำดับที่ห้าและปล่อยเื่รวาของหยางเทียนไปง่ายดายปานนี้
“ฮึ่ม .. . แท้จริงมันกลับเป็แค่สวะเท่านั้นเหตุใดเ้าต้องสนใจมันถึงเพียงนี้วันนี้มันไม่ตกตายวันหน้าย่อมไม่มีทางหนีพ้นเราไปได้อีก”
“เก็บไว้ดูเล่นและทรมานมันอาจบางทีเป็หนทางที่ดีกว่าเสียกระมัง”รอยยิ้มอันแสนชั่วร้ายโผล่พ้นออกมาหลังจากหยางหลงกล่าววาจาจบไป
“อีกทั้งตอนนี้พ่อยังไม่้าเปิดศึกกับหยางจ้าวแม้ว่าตัวพ่อจะมั่นใจกว่าเจ็ดส่วนว่าต้องคว้าชัยได้อย่างแน่นอนแต่นี่กลับเป็เพียงเพื่อตัวตนดั่งสวะเท่านั้นมันนับว่าไม่มีสิ่งใดคุ้มเลยแม้แต่นิดเดียว”
หยางหลงกล่าวคำต่อผู้บุตรด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยทั้งน้ำเสียงของมันยังนิ่งเรียบราวกลับใบหน้าของมันอีกด้วย
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลูกนั้นยังไม่เข้าใจท่านพ่อทราบหรือไม่เหตุใดาแของมันที่ถูกพวกเราทรมานด้วยแส้ตลอดทั้งคืนในกาลก่อนตอนนี้กลับหายดีทั้งยังหายดีอย่างสมบูรณ์ คล้ายดั่งคนที่ไม่เคยถูกทรมานมาอย่างไรอย่างนั้น”
“ในป่าแห่งคุกกักกันแดนอสูรย่อมแน่ชัดว่าไม่มีบุคคลเฉกเช่นแพทย์หรือหมอยาอันใดยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าตัวตนชั้นสวะเช่นมันกลับจะมีตัวยารักษาาแที่สามารถเยียวยาได้ทั้งยังต้องเป็ยาระดับกลางของผู้ปรุงยาระดับหลอมรวมอีกด้วยถึงรักษาาแฉกรรณ์ให้หายไปอย่างไร้ร่องรอย”
ความสงสัยของหยางกุ้ยยามนี้ชัดเจนว่าส่งผลให้ผู้เป็บิดาของมันเริ่มเอะใจสงสัยถึงร่างกายของหยางเทียนแล้วเช่นกัน
แต่ขณะที่มันกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นพลันบังเกิดความคิดสายหนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ตัวมันบางทีอาจมีสิ่งเร้นลับบางประการซ่อนอยู่ได้กระมังทั้งยังอาจจะน่าอัศจรรย์กว่าที่ลูกและพ่อคิดออกด้วยซ้ำไป”
“หากเป็เช่นที่พ่อคิดจริงหึ!เห็นทีว่าครั้งหน้าพวกเราต้องใช้วิธีทรมานรุนแรงกว่ายามก่อนเพื่อให้มันคลายความลับที่ซุกซ่อนอยู่ออกมาเสียแล้ว”
รอยยิ้มดั่งคนชั่วช้าโรคจิตได้ประดับอยู่บนใบหน้าของผู้าุโลำดับสามของตระกูลหยางทั้งบุตรชายข้างกายมันยังได้แสดงออกในลักษณะเดียวกันไม่ผิดเพี้ยนหากใครได้มองมันสองในยามนี้คงอดคิดไม่ได้ว่าลูกไม้นี้กลับหล่นใกล้ต้นยิ่งนัก
ในยามนี้ความโลภได้เข้าบดบังความคิดของหยางหลงและหยางกุ้ยเป็ที่เรียบร้อยเนื่องด้วยพวกมันสองพ่อลูกกลับไม่นึกถึงสภาพแวดล้อมรอบบริเวณตัวของหยางเทียนที่ราวกับเป็สมรภูมิทำลายล้างเลยแม้แต่น้อยคนพลันลืมคิดไปว่ารอบตัวของหยางเทียน
กระทั่งต้นไม้สักต้นยังไม่มีทั้งกำแพงแห่งปราณที่เป็ตัวตนขวางกั้นและขีดเส้นเขตแดนแห่งคุกกักกันแดนอสูรกลับเกิดเป็ช่องว่างขนาดใหญ่ขึ้นทั้งบัดนี้มันยังไม่คืนสภาพดังเดิมด้วยซ้ำ
หลังจากหยางหลงและหยางกุ้ยจากไปแล้วนั้นหยางเทียนพลันแสร้งถอนหายใจด้วยความโล่งออกพร้อมทั้งกล่าวขอบคุณต่อผู้าุโลำดับห้าตรงหน้าออกมาอย่างจริงใจ
“ข้าต้องขอขอบคุณนายท่านมากหากนายท่านหยางจ้าวมาไม่ได้จังหวะชัดเจนว่าข้าคงต้องถูกทรมานด้วยผู้าุโลำดับที่สามกับบุตรชายเป็แน่แล้ว”
“หึ!เ้าเด็กชั้นสวะ จงกล่าวบอกข้ามาตามจริง พื้นที่แห่งนี้เกิดสิ่งใดขึ้นเหตุใดจึงถูกพลาญทำลายย่อยยับเช่นนี้ทั้งกับกำแพงปราณแสงกลับปรากฏช่องโหว่ขนาดใหญ่เช่นนี้ชัดเจนว่าตัวตนที่ทำให้มันหายไปได้ย่อมไม่ใช่สิ่งสามัญเป็แน่”
หยางจ้าวไม่ได้สนใจต่อคำขอบคุณของเด็กน้อยตรงหน้ามันแม้แต่น้อยกลับกันยังกล่าววาจาเ็าถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างกะทันหันเนื่องด้วยตัวมันทราบถึงตัวตนของกำแพงปราณนี้เป็อย่างดีมันกลับถูกวาดขึ้นด้วยาุโสูงสุดสามคนและหัวหน้าตระกูลรุ่นก่อนผนึกกำลังกันพลังปราณของทั้งสามนั้นเหนือล้ำกว่ายุคของตระกูลในยามนี้ไปไกลห่างเพียงใดตัวมันย่อทราบดีหากไม่ใช่ตัวตนดั่งผู้คนในเขตเมืองหลวงคงไม่สามารถลบทำลายกำแพงแห่งปราณนี้ลงไปได้แน่นอน
ขณะที่หยางเทียนกำลังจ้องไปยังใบหน้าของหยางจ้าวที่ประกอบไปด้วยความสงสัยในตัวมันอย่างที่สุดนั้นตัวมันกลับกำลังกล่าวกับตนเองภายในใจ “ความซวยมาเยือนข้าแน่แล้ว. . .ข้าจะกล่าวตอบไปอย่างไรดี สิ่งที่ทำลายพื้นที่รวมทั้งกำแพงปราณอันลึกล้ำนั่นหากกล่าวว่าเกิดจากพลังจากเส้นลมปราณของข้าละก็ คงจะไม่มีใครเชื่อเป็แน่ทั้งหากมีคนเชื่อมันผู้นั้นย่อมต้องคิดหาวิธีชิงมันไปจากข้าอย่างสุดกำลังไม่มีคำตอบใดเลยที่เป็หนทางที่ดีแก่ข้าทั้งนั้น”
เด็กน้อยครุ่นคิดไปได้อยู่เพียงครู่กับนึกคำตอบที่ผลักปัญหาออกจากตนไปได้ตัวมันกระทั่งพยายามรวบรวมน้ำเสียงอันสดใสจริงใจอย่างที่สุดเพื่อกล่าวออก“นายท่านหยางจ้าว แท้ที่จริงหลังจากข้าถูกส่งตัวมาที่แห่งนี้จะเรียกให้ถูกกลับต้องเรียกว่าถูกโยนตัวคล้ายดั่งหมูดั่งหมาเสียมากกว่า”
“ยามแรกที่ข้ามาเหยียบพื้นที่แห่งนี้ตัวข้ากลับััได้ถึงพลังอันรุนแรงสายหนึ่งพุ่งตรงออกมาจากด้านในป่าแห่งเขตแดนคุกกักกันแดนอสูรทั้งมันยังรวดเร็วพุ่งผ่านตัวข้าไปอย่างถนัด หลังจากนั้นข้าก็ได้สลบไปจนกระทั่งพึ่งฟื้นคืนมาเมื่อคืนก่อนนี้”
“ทั้งหลังจากข้าฟื้นขึ้นมาก็พบว่าสภาพพื้นที่รอบด้านดั่งถูกวายุแห่ง์ลงทัณฑ์บดทำลายหายไปอย่างที่ท่านเห็นทั้งยังกำแพงปราณอันลึกล้ำก็ได้เกิดช่องโหว่ขึ้น ตัวข้าที่เป็เพียงเด็กน้อยยังไม่นับว่าข้าเป็เพียงบุตรชายของบ่าวรับใช้เพียงเท่านั้นไฉนเลยจะกล้าขยับเขยื้อนจากจุดที่ข้าเคยได้สลบไปได้ทำได้เพียงรอให้ผ่านพ้นกำหนดการลงทัณฑ์เพื่อรอการปล่อยตัวเท่านั้น”
เด็กน้อยกล่าวออกด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวกอบกับความตื่นกลัวเป็ส่วนใหญ่ทั้งน้ำเสียงมันยังมีความสั่นเครือเป็ริ้วๆเด่นชัดว่าทักษะการโป้ปดของหยางเทียนยามนี้พัฒนากว่ากาลก่อนไปไกลนัก
“ ฮึ่ม.. .” เสียงถอนหายใจยาวของหยางจ้าวดังมาส่งผลให้ผู้คนที่ฟังพลันอดขมวดคิ้วตามไม่ได้
ในใจของหยางจ้าวยามนี้พลันเกิดระลอกคลื่นหลังจากได้ฟังความของเด็กน้อยตรงหน้าไปวาจาเด็กน้อยส่งผลให้มันเชื่อไปกว่า7ส่วนแล้วเนื่องด้วยตัวมันก็คิดแต่แรกด้วยว่าสิ่งที่ทำลายพื้นที่รวมทั้งกำแพงปราณนั้นย่อเป็พลังของตัวตนอื่นไม่ใช่ของเด็กน้อย
ตรงหน้ามันอย่างแน่นอนหากแต่มันกลับสงสัยเพียงอย่างเดียวว่าพลังที่สามารถทำลายพื้นที่โดยรอบกระทั่งบดทำลายสร้างช่องโหว่ให้กับกำแพงปราณนี้ขึ้นมาได้เหตุใดจึงไม่ส่งผลอันใดต่อเด็กตรงหน้ามันเลยแม้แต่น้อย
อีกทั้งดูเหมือนเด็กน้อยตรงหน้ามันยามนี้กลับดูท่าทางสบายปลอดโปร่งเกินไปร่างกายดูจะแข็งแกร่งขึ้นกว่ากาลก่อนจะเข้ามาที่แห่งนี้เสียอีกหยางจ้าวยืนนิ่งงันจมจ่อมลงสู่ความคิดตนเองอยู่เป็นานทันใดพลันบังเกิดเสียงของเด็กน้อยตรงหน้าดึงมันออกมาจากห้วงความคิดของตน
“นายท่านหยางจ้าวขะ ขะ ข้า. . .ว่าเราควรรีบไปจากที่ตรงนี้เสียข้ายังจดจำภาพตรงหน้ายามที่พลังงานอันรุนแรงสายนั้นปะทะกับตัวข้าได้อย่างมิลืม มัน. . . กระทั่งน่ากลัวกว่าลมปราณของท่านหยางหลงและหยางกุ้ยอย่างสิ้นเชิง”
เด็กน้อยเร่งกล่าววาจาออกเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยความกลัวของตนเองอีกครั้งทั้งน้ำเสียงและใบหน้ามันยามนี้ปรากฏออกด้วยความตื่นกลัวสุดประมาณทั้งครั้งนี้มันกลับทำได้อย่างลื่นไหลกว่าเมื่อครู่เสียอีก
“เ้าจงกลับไปยังตำหนักของข้ายามนี้ก่อนชัดเจนว่ามารดาเ้าคงต้องดีใจหลังได้เห็นหน้าตาของเด็กชั้นสวะเยี่ยงเ้าเป็แน่ส่วนข้าต้องนำเื่นี้รายงานต่อท่านหัวหน้าตระกูลเพื่อเร่งตรวจสอบก่อนจะเกิดภัยพิบัติมาสู่ตระกูล”
กล่าวจบหยางจ้าวพลันเร่งออกด้วยท่าเท้าประหลาดเคลื่อนออกด้วยความเร็วอย่างยิ่งจากไปในทันทีโดยไม่ทันให้หยางเทียนได้กล่าวสิ่งใดออกมา
“ฮ้า . .. รอดตัวไปที ข้าไม่อยากคิดเลยว่าหากผู้าุโหยางจ้าวยังคงไม่เชื่อแล้วคาดคั้นคำตอบข้าต่อไปนั้น เื่ราวจะจบลงอย่างไร”
หยางเทียนกล่าววาจาด้วยความโล่งอกอย่างที่สุดราวกับมันได้สะสางปัญหาที่ยากจะแก้ไขลงได้ขณะที่ตัวมันยามนี้พลันเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วด้วยการก้าวออกด้วยคลื่นพลังระดับห้าแห่งลมปราณแรงกำเนิดทั้งยังไม่ออมแรงใดๆทั้งสิ้น เนื่องด้วยมัน้าจะทดสอบพลังยามนี้ของมันไปด้วย
ผ่านพ้นไปเพียงไม่นานตัวของหยางเทียนนั้นได้ถึงหน้าประตูตำหนักแห่งผู้าุโลำดับห้าเป็ที่เรียบร้อยแล้วทั้งมันยังก้าวเดินเข้าไปเพื่อตรงไปหาห้องที่ผู้เป็มารดาของมันอยู่ยามนี้อย่างรวดเร็ว
ทันทีที่หยางเทียนเข้าสู่ห้องหนึ่งที่ประตูเปิดอยู่ภายในห้องประดับไปด้วยสิ่งของสวยงามมากมาย พร้อมทั้งมีหญิงสาวนางหนึ่งปรากฏร่างกายอยู่บนเตียงติดกับหน้าต่างหญิงสาวนั้นชัดเจนว่าเป็หยางซูผู้เป็มารดาของมันเองทั้งยามนี้นางยังคงไม่รับรู้ว่ามีตัวตนหนึ่งยืนจ้องนางอยู่หน้าประตูห้อง
ใบหน้าของหยางซูยามนี้มองรอดออกไปนอกหน้าต่างยังทิศทางของท้องฟ้าสายตาเหม่อลอยคล้ายดั่งผู้ที่สูญเสียจิติญญาใบหน้าเรียบเฉยถึงขีดสุดทั้งยังดูไปคล้ายไม่มีประกายชีวิตประดับอยู่บนใบหน้าแม้แต่น้อย
ความคิดหลายสิ่งพลันถาโถมทะลวงเข้าสู่จิตใจของหยางเทียนในยามนี้เนื่องด้วยสภาพของมารดาที่มันเห็นยามนี้ กลับไม่แตกต่างไปจากคนตายผู้หนึ่งไร้ซึ่งจิติญญาอย่างสิ้นเชิง ความสดใสของมารดามันที่เคยปรากฏอยู่ยามนี้ถูกกลบทับด้วยความหม่นหมองถึงขีดสุด
มันกระทั่งคิดไปว่าหากมันตกตายไปมารดามันย่อมอยู่ดีมีความสุขขึ้น แต่กลับภาพตรงหน้าที่มันเห็นนอกจากไม่เป็อย่างที่มันคาดคิดไว้แล้วกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ตัวมันพลันเคลื่อนกายสู่ตรงหน้าของมารดาพร้อมคุกเข่าโขลกศีรษะลงอย่างรุนแรงส่งผลให้ใบหน้ามันยามนี้เกิดรอยแดงขึ้นที่กลางหน้าผากกระเบื้องตำแหน่งที่หัวมันกระทบลงไปแตกออกเป็เสี่ยงๆ
“ท่านแม่ลูกอกตัญญูทำให้ท่านแม่ต้องเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยามนี้ยังทำให้มารดาของตนเองเศร้าเสียใจที่สุดสภาพร่างกายก็ทรุดโทรมอย่างที่สุดตัวลูกรับทราบความผิดดีขอท่านแม่โปรดลงโทษบุตรชายผู้นี้ด้วยเถิด” 4
วาจาของหยางเทียนดังขึ้นกังวานอย่างมากซ้ำยังก้องกังวานจนสิ่งของภายในห้องสั่นไหวขึ้นอย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินกำลังเคลื่อนตัวอย่างไรอย่างนั้น
หยางซูที่ได้ยินน้ำเสียงที่แสนจะคุ้นเคยทั้งยังชัดเจนว่าเป็ผู้บุตรของมัน หน้าคนพลันหันกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมประกายน้ำตาสายหนึ่งเอ่อล้นออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ประกายดวงตาของนางยามนี้ได้กลับคืนสู่สายตาอันอ่อนโยนดังเดิม
หยางซูไม่ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้อีกต่อไปคนพลันเคลื่อนร่างเข้าโผกอดต่อผู้บุตรที่มันรักยิ่งอย่างถนัด “เ้ากลับมาแล้ว . . .เ้ากลับมาหาแม่แล้วจริงๆ”
คำกล่าวดั่งความคิดถึงผสมความห่วงใยอย่างถึงที่สุดหลุดรอดออกจากปากของหยางซูทั้งยามนี้ชัดเจนว่านอกจากบุตรตรงหน้านางจะปลอดภัยแล้วสิ่งอื่นใดย่อมไม่สำคัญอีกต่อไป
คำกล่าวเพียงไม่กี่คำและการกระทำของหยางซูส่งผลให้หัวใจของเด็กน้อยพลันอบอุ่นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ทั้งมันยังรู้สึกว่าในโลกใบนี้คงไม่มีผู้ใดรักมันอย่างจริงใจได้เท่ามารดาตรงหน้าของมันอีกแล้ว
“ อะ . .. ท่านแม่ ท่านกลับกอดลูกแรงเกินไปแล้ว ข้าเริ่มหายใจไม่ออกแล้วนะท่านแม่”เสียงกล่าวเชิงหยอกเย้าของหยางเทียนดังขึ้นแกล้งผู้เป็มารดาเช่นกาลก่อนอีกครั้ง
“เ้าถูกคุมขังอยู่ในคุกกักกันแดนอสูรตัวแม่แทบคิดว่าชั่วชีวิตคงไม่ได้เห็นหน้าเ้าอีกแล้วทำให้แม่อดดีใจไม่ไหวถึงได้โผกอดเ้ารุนแรงเกินไปเช่นนี้”น้ำเสียงของหยางซูสั่นเครืออย่างที่สุดทั้งยังประกอบไปด้วยความปิติยินดีอย่างบ้าคลั่งนางกล่าวขณะคลายอ้อมกอดออกจากผู้เป็บุตรของนางพร้อมทั้งลูบหัวของหยางเทียนอย่างแ่เบา
“เ้าเด็กตัวแสบเ้าาเ็ตรงไหนหรือไม่ ั้แ่10วันก่อนเ้าได้ทานอะไรหรือยังผู้าุโหยางหลงไม่ได้ทำอันใดเกินเลยไปกว่าการนำเ้าไปขังไว้ที่คุกกักกันแดนอสูรใช่หรือไม่”
คำถามมามายลอยออกมาไม่ได้ขาดจากปากของหยางซูในยามนี้ชัดเจนว่านางเป็ห่วงถึงความเป็อยู่ของผู้บุตรตนเองเป็อย่างมาก
“ท่านแม่ท่านยังร่างกายไม่แข็งแรงดี ค่อยๆถามข้าก็ได้”เสียงกล่าวอบอุ่นลอยออกมาจากปากของหยางเทียนใบหน้าของมันยามนี้ประดับไว้ด้วยรอยยิ้มสดใสของเด็กน้อยในยามก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
“ข้านั้นสบายดีทั้งยังรู้สึกปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนเสียอีกหากท่านแม่ลองโคจรพลังตรวจสอบระดับปราณของข้ายามนี้แน่ชัดว่าท่านย่อมใจนอาจได้เป็ลมล้มพับไออีกครั้งเป็แน่แล้ว”
คำกล่าวของหยางเทียนส่งผลให้หยางซูเกิดความสงสัยทั้งยังเคลื่อนลมปราณตนเองเพื่อตรวจสอบระดับพลังของผู้บุตรนางอย่างรวดเร็ว
ยามนี้ใบหน้าของหยางซูพลันเผลออ้าปากออกทั้งดวงตาที่เคยหดแคบเนื่องจากการเสียหยาดน้ำตามามากกลับเบิกกว้างขึ้นอย่างยิ่งคนพลันรู้สึกใถึงขีดสุดเนื่องด้วยยามนี้นางััได้อย่างชัดเจนว่าลมปราณของผู้บุตรของตนนั้นกลับทะลวงถึงระดับขั้นที่ห้าแห่งลมปราณแรกกำเนิดเท่ากับนางแล้วทั้งเมื่อสิบวันก่อนแน่ชัดว่ายังเป็เพียงตัวตนขั้นที่หนึ่งแห่งลมปราณแรกำเนิดเพียงเท่านั้น
“นะ. ..นี่เ้ากลับทะลวงระดับอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้หรือว่าเ้าแอบซ่อนระดับปราณตนเองแต่แรกกันเ้าลูกตัวแสบ”น้ำเสียงของหญิงสาวแม้จะสั่นเครือประดับไปด้วยความตกตะลึงแต่ถึงอย่างนั้นเนื้อแท้ของน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความยินดีต่อผู้บุตรของนาง
หลังจากนั้นหยางเทียนก็ได้กล่าววาจาเล่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อยทั้งเื่ที่มันถูกผู้าุโลำดับที่สามทรมานทั้งวันคืนทั้งเื่เส้นลมปราณที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ยกเว้นเพียงเื่ที่มันยามนี้ได้ผสานจิตเข้ากับดวงิญญาของตัวตนทั้งสองในร่างของมันเนื่องด้วยมันกลัวผู้เป็มารดาของมันจะหัวใจวายและจากมันไป
เสียก่อน
ยามนี้มันกลับกล่าวว่ามันได้รับพลังมาจากบุคคลอันเป็ตัวตนระดับที่ยากหยั่งถึงผู้หนึ่งทั้งหลังจากได้มอบพลังให้มันแล้วนั้น คนผู้นั้นกลับหายวับไปในทันที
ถึงแม้คำกล่าวเื่ที่มาที่ไปของหยางเทียนยามนี้จะฟังดูแล้วเหมือนกับการโกหกให้ผ่านพ้นไปเพียงใดแต่ในใจของหยางซูกลับไม่ได้สนใจถึงสิ่งนั้นแม้แต่น้อยตัวนางกลับคิดเพียงว่าแค่ผู้บุตรของตนกลับมาได้อย่างปลอดภัยทั้งยังมีร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์แข็งแรงสิ่งนี้ย่อมเพียงพอแล้วสำหรับนาง