บทที่ 51 ผู้ถอนคำสาป
ในที่สุดเซี่ยจื่ออวี้ก็สามารถลุกจากเตียงได้ นับเป็นครั้งแรกในรอบสิบเจ็ดปีที่เขาบาดเจ็บสาหัสหนักขนาดนี้ หลังจากถูกส่งมาอยู่ต่างประเทศเขาก็รักษาอาการบาดเจ็บมาตลอด
ตอนเขาถูกพาตัวมาที่นี่ แม้แต่หมอก็ยังแปลกใจที่เขายังประคองสติไว้ได้อยู่ แม้ว่าจะมีอาการบาดเจ็บทั้งภายในและภายนอกก็ตาม
ทันทีที่ได้รับอนุญาตให้จับโทรศัพท์ เขาก็แทบรอไม่ไหวที่จะเปิดอัลบั้มรูปขึ้นมาชมภาพถ่ายของซิงซิง
เป็นผลให้เจอฟีดข่าวล้นหลามเต็มหน้าจอ
เกิดอะไรขึ้นในประเทศบ้างนะ?
เซี่ยจื่ออวี้อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว แต่เมื่อเขามองดูภาพอย่างชัดเจน รูม่านตาของเขาก็สั่นไหว!
นั่นไม่ใช่ซิงซิงเหรอ?
นั่นอินเสินและมู่จือไม่ใช่เหรอน่ะ?
หัวข้อพาดหัวข่าวบ้าบอนี่ทำให้ขมับเขากระตุก เซี่ยจื่ออวี้กระโดดขึ้นมาจากเตียง จนนางพยาบาลตกใจมากตะโกนเสียงดัง
“stop!”
เมื่อเด็กหนุ่มคนนี้ถูกพาตัวมาที่นี่ครั้งแรก บุคลากรในโรงพยาบาลรับรู้ทันทีว่าเคสของเขาเป็นเคสที่รับมือได้ยาก แม้ว่าเขาจะเป็นชายหนุ่มผิวพรรณดี แต่กลิ่นอายความชั่วร้ายของชายหนุ่มเองนั้นก็แทบปิดไม่มิด
เธอกล้าตะโกนเสียงดังแต่ไม่กล้าเข้าไปหาอีกฝ่าย ได้เฝ้ามองดูเซี่ยจื่ออวี้ที่นั่งลงติดขอบหน้าต่าง แล้วกดโทรศัพท์มือถือท่าทีดุเดือด
ในไม่ช้าก็โทรติด
“นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น! ทำไมซิงซิงถึงถูกถ่ายรูปกับคนอย่างมู่จือได้ แล้วข้อความพาดหัวข่าวนั่นมันอะไรกันฮะ นาย...”
น้ำเสียงเย็นชาของอินเสินดังขึ้นขัดจังหวะ “เซี่ยจื่ออวี้ กลางค่ำกลางคืนยังโทรมารบกวนคนอีก ไร้มารยาทไปหน่อยไหม ฉันไม่ได้มีหน้าที่มาอธิบายให้นายฟัง นายทำในสิ่งที่นายควรทำก็พอ”
เซี่ยจื่ออวี้มองออกไปข้างนอก ตอนนี้ที่นี่เป็นเวลากลางวัน แต่ที่นั่นเป็นเวลาเช้ามืด
คำพูดของอินเสินทำให้เขาไม่พอใจ ด้วยลักษณะนิสัยของเขาเมื่อก่อน อีกฝ่ายอาจจะโดนเขาด่าสาดเสียเทเสียไม่เหลือแล้ว
แต่คราวนี้เซี่ยจื่ออวี้ทำเพียงสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับความโกรธที่มี และพยายามชะลอคำพูดของตัวเอง
“ขอโทษ แต่เหมือนพี่จะยังไม่นอนใช่ไหมล่ะ ผมแค่อยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น”
น่าแปลกคือเซี่ยจื่ออวี้เหมือนจะหาวิธีคบค้ากับคนอย่างอินเสินได้บ้างแล้ว ปลายสายเงียบไปสองสามวินาที ก่อนอินเสินจะเล่าสั้น ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น
เซี่ยจื่ออวี้พยายามตั้งใจฟัง
“เป็นซิงซิงที่คาดเดาว่ามู่จือกำลังตกอยู่ในอันตราย และแอบย่องออกจากบ้านพ่อเพื่อตามหามู่จือ”
“เดี๋ยวนะ!? จากบ้านพ่องั้นเหรอ พ่อเจอซิงซิงแล้วแต่ยังเก็บซิงซิงไว้ข้างตัวเป็นเวลาสามวันเนี่ยนะ?”
ข้อมูลมากมายไหลทะลักเข้ามาในหัว ไม่ว่าเซี่ยจื่ออวี้จะฉลาดแค่ไหน เขาก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้อยู่ดี
อินเสินกำลังยุ่งอยู่กับมู่จือและซิงซิง จึงไม่อยากจะพูดกับเซี่ยจื่ออวี้มากไปกว่านี้
“นายไม่ต้องกังวลไป ฉันจะดูแลซิงซิงอย่างดี นายต้องทำให้ดีในสิ่งที่รับปากฉันไว้”
“เดี๋ยวก่อน!” ทันใดนั้นเซี่ยจื่ออวี้ก็เกิดความสับสน เขาถามอย่างรวดเร็ว
“ก่อนหน้านี้ที่พี่บอกว่าจะหาคนรับเลี้ยงซิงซิง ถ้างั้นตอนนี้...ยังไม่ได้หาคนรับเลี้ยงให้ซิงซิงใช่ไหม”
อินเสินตกตะลึง
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กระแอมไอขึ้น “ใช่”
จากนั้นเขาก็วางสายโทรศัพท์
ปลายสายทั้งสองฝั่งต่างตกตะลึงไปอยู่พักหนึ่ง
อินเสินกำลังคิดถึงสิ่งที่เซี่ยจื่ออวี้พูดเมื่อกี้นี้ เขาเกือบลืมไปว่าตัวเองกำลังหาคนรับเลี้ยงซิงซิง แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในใจเขา
บางทีพ่ออาจจะเป็นคนรับเลี้ยงได้...
อินเสินส่ายหัวอย่างรุนแรง
ช่างมัน ช่างมัน ค่อย ๆ ก้าวไปทีละขั้นเถอะ อย่างน้อยตอนนี้ซิงซิงก็อยู่ใต้ปีกของเขาแล้ว เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ซิงซิงได้รับอันตรายใด ๆ เด็ดขาด
เขาเคาะนิ้วบนโต๊ะสองสามครั้ง แล้วกดโทรออกไปยังหมายเลขผู้ช่วย
“ติดต่อกับต้นสังกัดของมู่จือได้ความยังไงบ้าง? …ดีมาก”
“ขั้นตอนต่อไปคือการรายงานปัญหาภาษีของโจวเฉียง กดดันให้เขาถอนการลงทุนด้านสื่อรายการบันเทิงวาไรตี้ทั้งหมดแล้วแทนที่ด้วยเรา”
“ถ้าหากตระกูลโจวต้องการพบฉัน ไม่ต้องห้ามพวกเขา ฉันจะไปพบพวกเขาด้วยตัวเอง”
……
เซี่ยจื่ออวี้นั่งอยู่บนขอบหน้าต่าง สายลมยามค่ำคืนพัดเบา ๆ ผมยาวปรกลงบนหน้าผากของเขา
เด็กหนุ่มน้ำหนักลดลงไปเล็กน้อย แต่เขาก็ยังดูดีอยู่แม้จะอยู่ในชุดโรงพยาบาล เป็นครั้งแรกที่เขาอยู่ห่างจากพ่อมากชนิดที่ควบคุมเขาไม่ได้ แต่เขาก็ยังกังวลใจอยู่
เซี่ยจื่ออวี้กำลังย่อยข้อมูลมากมายที่เขาได้รับมา และค้นพบว่าเรื่องที่ให้ซิงซิงติดต่อกับมู่จือทำให้เขารู้สึกไม่ชอบ นอกนั้นเรื่องต่าง ๆ ก็กำลังพัฒนาไปในทางที่ดี แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมาย แต่ก็ดูสมเหตุสมผลเช่นกัน
แต่ว่าซิงซิง เด็กน้อยที่น่ารักที่สุดในโลก ทูตสวรรค์ตัวน้อย ดวงดาวดวงน้อย
ตอนที่ตกอยู่ในห้วงความคิด โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น มันเป็นสายเรียกเข้าจากหลี่หยวน
เขาไม่มีเพื่อนและเขาก็ไม่ต้องการใคร หลี่หยวนแทบจะนับว่าเป็นหนึ่งในนั้น
เซี่ยจื่ออวี้รับโทรศัพท์อย่างหงุดหงิด ต่างจากเสียงของหลี่หยวนที่ฟังดูตื่นเต้นมาก
“โอ้! พี่อวี้ พี่นี่นับว่ายังเป็นคนมีเหตุผลอยู่นะเนี่ย ฉันคิดว่าพี่ตายไปแล้ว…”
เซี่ยจื่ออวี้แค่นเสียงเย็น “ที่จริงฉันตายไปแล้ว”
หลี่หยวน “...”
หลี่หยวน “พี่อวี้ พี่เห็นข่าวล่าสุดไหม สรุปมันเป็นยังไง...”
เซี่ยจื่ออวี้ไม่ได้สนใจที่จะอธิบาย “นายไม่ต้องยุ่ง ถ้าจะมาถามฉันเรื่องนี้ก็ไสหัวไปเถอะ”
หลี่หยวน “ไม่ ๆ ไม่ใช่พี่อวี้ อันที่จริงฉันโทรมาเพราะมีเรื่องอื่น”
“พี่อวี้ จำได้ไหมที่ซิงซิงบอกว่าบ้านของผมกำลังจะถูกไฟไหม้ แต่เมื่อผมกลับไปถึงบ้านก็จับคนวางเพลิงได้จริง ๆ”
“ผมเอาเรื่องนี้ไปบอกปู่แล้ว...พี่ไม่ต้องกังวล ผมไม่ได้บอกว่าเป็นใคร! บอกแค่ว่าเจอคนวิเศษคนหนึ่งเท่านั้น”
“ช่วงนี้มีคนมาขอร้องปู่ บอกว่าครอบครัวของเขาถูกคำสาป ซึ่งมันเป็นคำสาปที่เลวร้ายมาก แม้จะสอบถามไปหลายคนแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดได้”
“พี่รู้อะไรไหม ปู่ของผมค่อนข้างมีชื่อเสียงในด้านนี้... ปู่ของผมติดหนี้บุญคุณครอบครัวนั้น เพราะงั้นแล้วเขาต้องช่วยพวกนั้นตรวจสอบ”
“แต่สุดท้ายแล้วปู่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้!”
“คำสาปนี้ดูเหมือนไม่ร้ายแรงและจะไม่เป็นอันตรายใด ๆ ในทันที แต่จะก่อให้เกิดผลเสียมากมายในระยะยาวซึ่งจะร้ายแรงยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ และอาจส่งผลกระทบต่อทั้งครอบครัว”
“สรุปแล้วก็คือเป็นคนประเภทที่เจ๋งมาก ปู่ของผมบอกว่าคนที่ร่ายคำสาปนั้นน่าจะถูกผลกรรมแว้งกัด คาดว่าเขาน่าจะตายไปแล้ว”
“ถ้าต้องการทำลายคำสาป ก็ต้องหาคนที่เก่งกว่าปู่ของผม”
“ดังนั้นปู่ก็เลยนึกถึงคนคนหนึ่ง เมื่อก่อนผมเคยพูดกับเขาถึงผู้วิเศษ...”
“อันที่จริงก็คือ ซิงซิง...”
เซี่ยจื่ออวี้แทบไม่ต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ “ไม่ได้”
นี่มันเรื่องเหลวไหลชัด ๆ ซิงซิงของเขาเป็นแค่เด็กน้อยน่ารักและใสซื่อบริสุทธิ์ เขาจะปล่อยให้ซิงซิงเข้าไปพัวพันกับเรื่องแบบนี้ได้ยังไง! แม้ว่าซิงซิงจะมีความสามารถที่ไม่สามารถอธิบายได้...แต่เขาก็ไม่เคยเห็นด้วยกับมัน
“พี่อวี้ ขอร้องละ ไม่อย่างนั้นปู่ของผมคงต้องติดหนี้บุญคุณคนอื่นเข้าจริง ๆ ผมคงไม่กล้ามาหาพี่...”
“ให้ซิงซิงคุยกับครอบครัวนั้น พวกเราไม่ต้องพบกันโดยตรงก็ได้ ใช้เครื่องเปลี่ยนเสียงและพูดคุยผ่านกระจกทางเดียว”
“ซิงซิงมองเห็นอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายจะมองไม่เห็นซิงซิง ขอให้ซิงซิงได้พูดคุยกับพวกเขาสักสองสามประโยคก็ยังดี”
“ได้โปรดเถอะพี่อวี้ ราคาต่อรองกันได้ เห็นแก่ที่ผมดูแลซิงซิง...”
“พี่ถามซิงซิงหน่อยเถอะ ถ้าซิงซิงไม่เต็มใจผมก็จะไม่ถามอีก แต่ถ้าหากซิงซิงเต็มใจละก็”
……
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าทูตสวรรค์ตัวน้อยหรือเป็นปีศาจที่เป็นโดยไม่รู้ตัว กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงขนาดใหญ่อันหอมกรุ่นของมู่จือ นอนกางแขนกางขาออกสบายเป็นที่สุด
มู่จือนั่งยองอยู่ข้างเตียง เอียงศีรษะเพื่อสังเกตเด็กหญิงตัวน้อย
จู่ ๆ เด็กน้อยคนนี้ก็น่าสนใจขึ้นมาจริง ๆ
เด็กน้อยมีความสนิทสนมและความไว้วางใจให้เธออย่างอธิบายไม่ถูก ซึ่งความสัมพันธ์นี้เธอไม่รู้สึกคุ้นชินเลย แต่ในขณะที่เธอไม่ชินกับมัน ความรู้สึกแปลก ๆ เริ่มเข้าครอบงำจิตใจของเธอ ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะจ้องมองเจ้าก้อนแป้งตรงหน้า
แต่ในขณะที่เธอไม่ชินกับมัน อารมณ์แปลก ๆ บางอย่างก็เข้ามาครอบงำเธอ ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะจับจ้อง แต่ว่าเธอก็ไม่ได้รับคำตอบใด
……
การโปรโมตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ประมาณพรุ่งนี้เช้าคำวิจารณ์ของมวลชนจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
วันมะรืนนี้จะพาเด็กน้อยไปเข้าร่วมรายการวาไรตี้ข้ามรุ่นที่ได้จัดเตรียมไว้ แม้ภายนอกเธอจะมีท่าทางกระตือรือร้นมาโดยตลอด แต่จริง ๆ แล้ว เธอเกลียดรายการวาไรตี้และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
แต่ตอนนี้เธอกำลังรอคอยมันอย่างคาดหวัง