“องค์หญิง อันตราย ลงมาเดี๋ยวนี้นะเพคะ”แม่นมหลิวเอ่ยดุเสียงเข้มแต่ก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยน แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
แล้วก็ตามมาด้วยเสียงบ่นเป็ระยะซึ่งไม่เข้าหูของเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งแม้แต่น้อย
ส่วนรุ่ยเสียก็ต้องกรอกตามองผู้เป็ป้าอย่างเอือมระอา
ก็รู้ทั้งรู้ว่าองค์หญิงแสนซนผู้นี้ ฟังใครที่ไหนกันยังจะบ่น บ่น บ่น อยู่นั้นแหละ
เฮ้อ...คนแก่นี่ชอบบ่นเสียจริ๊ง
ถึงจะแอบค่อนขอดอยู่ในใจ แต่รุ่ยเสียก็ไม่กล้าหันไปต่อล้อต่อเถียงกับแม่นมหลิวด้วยกลัวว่าแม่นมหลิวจะเปลี่ยนเป้าหมายมาบ่นให้นางแทน
ครั้งที่แล้วยังหูชาไม่หาย อึ๋ยยย
พี่เลี้ยงสาวจึงทำได้เพียงให้คนหาผ้าห่มนวมผืนใหญ่และหนามาคอยรองรับตัวองค์หญิงเชี่ยวหลานเผื่อพลัดตกลงมา
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งไม่ได้สนใจเสียงของแม่นมหลิวนางกำลังใจจดจ่อกับการให้อาหารเ้านกน้อยบนต้นไม้ใหญ่ภายในสวนของตำหนักเชี่ยวหลาน ซึ่งเคยเป็ตำหนักที่ประทับของพระมารดาและตอนนี้ก็กลายเป็ตำหนักของนางเอง
ตำหนักเชี่ยวหลานถอดแบบมาจากตำหนักขององค์หญิงเชี่ยวหลานฟางอิ่งที่แคว้นเหลียนทุกระเบียดนิ้ว
เมื่อฮ่องเต้ทรงยกตำหนักนี้ให้แก่องค์หญิงเชี่ยวหลานหลังจากพระมารดาสิ้นพระชนม์ ทำให้เป็ที่อิจฉาของใครต่อใครหลายคนเพราะมีเพียงเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งเท่านั้นที่แม้ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นก็มีตำหนักเป็ของตนเอง
แม้แต่องค์ชายใหญ่ที่อายุสิบเจ็ดปี และองค์ชายรองอายุสิบหกปี ก็ต้องรออายุครบสิบแปดปี จึงจะมีตำหนักเป็ของตนเองได้
ใครใช้ให้นางเป็องค์หญิงสองสายเืกันล่ะ
แม้ทางฝ่ายพระบิดาจะไม่ค่อยสนใจนักแต่เื้ัของนางยังมีเสด็จตา แม้จะอยู่ห่างไกลออกไปหลายพันลี้แต่เพราะชื่อเสียงที่โเี้ไม่แพ้ใคร เลยพลอยทำให้หลานสาวคนนี้ไม่เคยต้องลำบากดังนั้น ฐานะของนางก็ย่อมพิเศษมากกว่าคนอื่นนะสิ
โฮะ โฮะ โฮะ ก็ได้แต่อิจฉาอะนะ
มีชื่อเสด็จตาค้ำประกัน ใครหน้าไหนกล้ารังแกนาง! หึหึ
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งหันลงไปมองเมื่อไม่ได้ยินเสียงบ่นของแม่นมหลิว
สงสัยจะเริ่มเหนื่อย ฮิฮิ
นางจึงเอ่ยกับนกสามตัวในรัง “เ้านกน้อยพรุ่งนี้พวกเรามาเล่นกันอีกนะ”
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งย่อตัวลง มือทั้งสองข้างจับกิ่งไม้ใหญ่ไว้ส่วนเท้าก็เหยียบกิ่งไม้แล้วค่อยๆ ก้าวทีละก้าว ทีละก้าว
แต่ในจังหวะที่นางโน้มตัวเพื่อยื่นมือจับกิ่งไม้นั้นมือเล็กกลับพลาด ทำให้เสียหลักลื่นตกลงมา
อุ๊ต๊ะ หล่น!
“เฮ้ย แว้กกกก” เป็เสียงอุทานที่ไม่คล้ายชาวบ้านชาวช่องขององค์หญิงเชี่ยวหลาน
แม่นมหลิวและรุ่ยเสียต่างร้องเสียงหลง “องค์หญิง”
เหล่านางกำนัลและขันทีมีท่าทีใและพากันปล่อยผ้าห่มนวมหนาผืนนั้นทิ้งไป เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งถึงกับเบ้ปากกรอกตามองบน ได้แต่คาดโทษคนพวกนั้นอยู่ในใจ
พวกเ้าห่วงข้าจริงหรือเปล่าเนี่ย ปล่อยผ้านวมทำม้ายยยยย
พรึบ
แต่ก่อนที่องค์หญิงแสนซนจะตกถึงพื้นก็มีชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินะโลอยตัวเข้ามารับนางไว้เสียก่อน
“อุ้ย” ร่างบางอุทานเบาๆเมื่อตัวของนางถูกช้อนขึ้นด้วยลำแขนแกร่ง แขนทั้งสองข้างของเด็กสาวโอบรอบคอของชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินเพื่อยึดไว้กลิ่นอันคุ้นเคยทำให้องค์หญิงน้อยแสนซนยิ้มกว้าง
“พี่ซิงเหวิน” เอ่ยเรียกชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงเริงร่าไม่บอกก็รู้ว่านางดีใจมากแค่ไหน
คังซิงเหวิน บุตรชายคนโตของแม่ทัพคังแห่งเมืองชายแดนทางตะวันออกของแคว้นซ่งเกิดจากมารดาที่เป็ภรรยาเอก มีบรรดาศักดิ์เป็ท่านหญิง
นอกจากภรรยาเอกที่ได้รับสมรสพระราชทานจากโอรส์แม่ทัพคังยังมีภรรยารองที่เป็บุตรสาวของเผ่าซางผา และมีอนุภรรยาอีกสามคน
ตระกูลคังนับว่าเป็ตระกูลใหญ่ มีทั้งสายหลักและสายรอง แม่ทัพคังก็เป็นายทหารที่มีอำนาจทางทหารมากจึงมีทั้งผู้ที่หวาดกลัวและ้าเกี่ยวดองกับตระกูลคังไม่น้อยตัวแม่ทัพเองก็พอจะรู้ถึงข้อนี้ จึงได้ย้ายตระกูลหลักไปอยู่ที่ชายแดนและให้สายรองอยู่ที่เมืองหลวง และกลับมาเมืองหลวงเพียงปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็งานเลี้ยงที่ฮ่องเต้ทรงจัดขึ้นสำหรับขุนนางในราชสำนักเนื่องในวันขึ้นปีใหม่
และอีกสองวันก็เป็วันงานทางตระกูลคังสายหลักจึงเดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อร่วมงานเฉลิมฉลอง
เมื่อเท้าแตะถึงพื้น คังซิงเหวินจึงปล่อยร่างบางอย่างนึกเสียดายเขามีความรู้สึกอยากจะอุ้มนางไว้ให้นานกว่านี้อีกหน่อย แต่ก็รู้ถึงความไม่เหมาะสม
คังซิงเหวินเป็สหายร่วมเรียนขององค์ชายรองซึ่งเป็โอรสของฮองเฮา จึงต้องเข้าวังมาเรียนกับอาจารย์ขององค์ชายรองตอนนั้นนางเพิ่งอายุสิบเอ็ดขวบ ส่วนเขาอายุสิบสาม
องค์หญิงแสนซนคนนี้ที่ไม่ว่าจะทำอันใดก็ดูจะสดใสร่าเริงไปเสียทุกอย่าง
ผ่านไปสองปี ความสนิทสนมทำให้คังซิงเหวินรู้ตัวเองว่าคิดเกินเลยกับเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งซึ่งนางเองก็ดูไม่ได้รังเกียจเขาก่อนที่จะต้องกลับชายแดนพร้อมองค์ชายรองเมื่อปีที่แล้วเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งได้นำหยกที่นางหวงนักหนามาร้อยเข้ากับเส้นไหมแล้วถักเป็สร้อยข้อมือพร้อมกับมอบให้คังซิงเหวินและเด็กหนุ่มก็ได้มอบหยกประจำตัวของเขาให้นางเช่นกัน
ความรู้สึกของทั้งสองคนค่อนข้างชัดเจนในสายตาของใครหลายคน
“ซนจริง เห็นหรือไม่ว่าท่านแม่นมหลิวกับพี่รุ่ยเสียเป็ห่วง”คังซิงเหวินเอ็ด แต่น้ำเสียงเจือไปด้วยความเอ็นดูมากกว่า
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งได้แต่ยิ้มแห้ง
แล้วคังซิงเหวินก็หันไปทักทายกับคนสนิททั้งสองคนของเด็กสาว“ท่านแม่นมหลิว พี่รุ่ยเสีย สบายดีหรือขอรับ”
“คุณชายคัง ขอบคุณที่เป็ห่วงคนแก่เ้าค่ะ”แม่นมหลิวเอ่ยตอบเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หลิวรุ่ยเสียพยักหน้าให้ “สบายดีเ้าค่ะ”
“พี่ซิงเหวิน ท่านมาเมื่อไหร่” เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งเอ่ยถามเด็กหนุ่ม
รู้สึกว่าพี่ซิงเหวินของนางจะสูงขึ้นอีกนะเนี่ย
“มาถึงเมื่อคืนนี้” เขาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่มีเพียงนางเท่านั้นที่ได้รับ
ที่จริงเขาอยากมาพบหน้าของนางั้แ่เมื่อคืนนี้แล้วแต่กลัวว่าจะทำให้นางเสื่อมเสีย จึงได้แต่นอนกุมสร้อยข้อมือ ของแทนใจที่นางทำให้เมื่อปีก่อนไปทั้งคืน
เด็กสาวมองคนตรงหน้าแววตาเปล่งประกายทำเอาคังซิงเหวินถึงกับคันยุบยิบที่หัวใจ
“องค์หญิง ไปนั่งคุยกันที่ศาลากลางน้ำเถิดเพคะ” แม่นมหลิวจึงเสนอ
ซึ่งเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งก็พยักหน้ารับนางมัวแต่ดีใจมากไปหน่อย
แล้วแม่นมหลิวก็หันไปสั่งความ “เสียเอ๋อร์ไปเตรียมขนมและน้ำชา”
รุ่ยเสียรับคำ
เชี่ยนหลานเฟยเฟิ่งจึงพาคังซิงเหวินไปที่ศาลากลางน้ำโดยแม่นมหลิวเดินตามหลังโดยเว้นระยะห่างเล็กน้อย
ศาลาแปดเหลี่ยม ตั้งอยู่กลางสระน้ำที่เต็มไปด้วยต้นบัวใจกลางตำหนักเชี่ยวหลาน
รุ่ยเสียนำของว่างและน้ำชามาให้เ้านายของตนและแขกคนสำคัญจากนั้นก็ถอยออกมายืนคู่กับแม่นมหลิว
ปล่อยให้ทั้งสองคนได้พูดคุยกันตามลำพังแต่ก็ยังอยู่ในสายตาของทุกคน
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน “วันนี้ท่านต้องเล่าให้ข้าฟังทั้งหมดเลยโทษฐานที่ท่านไม่ยอมส่งจดหมายมาหาข้า”
เมื่อครู่นางมัวแต่ดีใจไปหน่อยเลยเผลอยิ้มให้เขาเสียนานที่จริงนางกำลังโกรธเขาอยู่ต่างหากล่ะที่ไม่ยอมรักษาสัญญาว่าจะส่งจดหมายมาหาทุกเดือนทั้งที่นางเองก็เคยเขียนจดหมายหาเขาเช่นกัน แต่เขาก็ไม่ยอมตอบกลับมา
คังซิงเหวินดวงตามึดครึ้มชั่วครู่ ไม่นานก็หายไป แล้วเขาก็พยักหน้า“ได้สิ แต่พี่อยากจะขอแก้ความเข้าใจผิดของเฟิ่งเอ๋อร์เสียก่อน คือ พี่กับองค์ชายรองต้องตระเวนเปลี่ยนฐานทัพทุกเดือนพวกเราไม่สามารถส่งจดหมายออกมานอกค่ายได้ ทำให้ไม่สามารถส่งจดหมายมาหาเฟิ่งเอ๋อร์ได้เช่นกันหวังว่าเฟิ่งเอ๋อร์จะเข้าใจพี่”
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งพยักหน้ารัวๆดวงตาเปล่งประกายอีกครั้งเมื่อได้ฟังคำอธิบาย
เพ่งพิจใบหน้างามของเด็กสาวด้วยแววตาที่ลึกซึ้งแล้วเขาก็เริ่มเล่าเื่ราวต่างๆ ให้คนตรงหน้าฟัง
เสียงหัวเราะของทั้งสองดังขึ้นเป็ระยะ
จนถึงเวลาเที่ยง
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งเอ่ยชวนคังซิงเหวินให้ร่วมมื้อเที่ยงกับนางซึ่งเขาก็ไม่คิดปฏิเสธ เพราะวันนี้เขาอยากใช้เวลาทั้งวันกับนางเช่นกัน
แต่ระหว่างที่กำลังรอสำรับขันทีจากตำหนักของฮองเฮาก็ได้มาเชิญคังซิงเหวิน
“เรียนคุณชายคัง ฮองเฮามีพระประสงค์ให้คุณชายเข้าเฝ้าขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้น มุมปากของเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งกระตุกขึ้นเล็กน้อย
ส่วนคังซิงเหวินถอนหายใจเขาไม่อาจปฏิเสธผู้กุมอำนาจแห่งวังหลังได้ เพราะถึงอย่างไรพระนางก็เป็สหายรักของมารดาของตนจึงได้แต่เอ่ยขอตัวกับเด็กสาวอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วยความรู้สึกผิด