ตอนที่ 36 สุราดี สุราชั้นดี ! (2)
เสิ่นเฉียวเตี๋ยไม่คาดคิดเลยว่าหลี่เฉินอันผู้ต่ำต้อยจะพูดจากับนางเช่นนี้
เพราะไม่ว่าข่าวลือจะเป็นเยี่ยงไร แต่นางก็มั่นใจว่าความเข้าใจของตนเองที่มีต่อหลี่เฉินอันนั้นถูกต้องที่สุด
และบทกวีภมรรักบุปผาบทนั้นของเขา จะต้องมาจากฝีมือของผู้อาวุโสฮัวเป็นแน่ !
เพราะเขาไม่มีทางประพันธ์บทกวีที่ไพเราะถึงเพียงนั้นออกมาได้
แม้ว่าเขาจะทำร้ายเสิ่นจี้เย่น้องชายของนางที่หน้าประตูศาลาว่าการ แต่ก็คงเป็นเพราะการแสดงพฤติกรรมที่มุทะลุของเขา เพราะเขาคงคิดว่าตนเองสามารถพึ่งพาจวนจงหลีได้
ถึงแม้เมื่อครู่นางจะเพ่งพินิจดูด้านนอกของร้านสุราอย่างละเอียด และถึงแม้รูปแบบของร้านสุราแห่งนี้จะทำให้นางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่หลังจากที่นางครุ่นคิดดูแล้ว นางยังคงคิดว่าจวนจงหลีส่งคนมาช่วยเขาตกแต่งร้าน
และเขายังคงเป็นเพียงบุรุษผู้โง่เขลาคนนั้นเช่นเดิม !
เพียงแต่ตอนนี้เขาแค่โชคดีก็เท่านั้น
และนางก็คิดว่าโชคที่ได้มาอย่างกะทันหันเช่นนี้มักจะคงอยู่ได้ไม่นาน
เมื่อจวนจงหลีเลิกสนใจเขา หลี่เฉินอันก็จะกลายเป็นคนต่ำต้อยดังเดิม
และเขาก็จะไม่มีทางหาซื้อธัญพืชในเมืองกวงหลิงมากลั่นสุราได้แม้แต่เมล็ดเดียว !
เพราะเขาคือคนโง่เขลาอย่างแท้จริง !
เขากล้าดีอย่างไรมาพูดจาเช่นนี้กับตน ฉะนั้นก็รอให้วันดี ๆ ของเขาหมดไป แล้วค่อยให้เขากล้ำกลืนกับความสิ้นหวังจนสำลักตายไปเลย !
ดังนั้นเสิ่นเฉียวเตี๋ยจึงไม่มีอารมณ์มาจิบสุรานี้
นางผ่อนลมหายใจยาวออกมาเพื่อระงับอารมณ์โกรธเอาไว้ ร่างบางค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ใบหน้าของนางพยายามฝืนยิ้มออกมาขณะคำนับจงหลีรั่วสุ่ย “ข้ามีธุระต้องทำพอดี จึงไม่อยากรบกวนเวลาของคุณหนูสามและคุณชายทั้งสองท่านนี้แล้วเจ้าค่ะ ! ”
“หากคุณหนูสามมีเวลาว่างก็สามารถเรียกหาข้าได้ทุกเมื่อ ข้าได้หนังสือที่รวบรวมบทกวีของฉีจือเสวี่ย บัณฑิตผู้มากพรสวรรค์แห่งจิงตูมาหนึ่งเล่มพอดี บทกวีของเขาแต่ละบทล้วนไพเราะทั้งนั้น หากคุณหนูสามชื่นชอบ ข้าก็จะให้คนนำไปส่งให้”
ฉีจือเสวี่ยหน้าแดง
เขาเคยเห็นบทกวี ‘เชิญร่ำสุรา’ ที่ซูมู่ซินคัดลอกมาให้เขาอ่านแล้ว ขนาดผู้อาวุโสฮัวยังประเมินเบื้องต้นว่ากวีบทนี้สามารถติดสิบอันดับแรกของตำราร้อยบทกวีแห่งแคว้นหนิงได้เลย !
และเมื่อกล่าวถึงบทกวี ‘ภมรรักบุปผา’ ที่ประพันธ์ขึ้นเมื่อวันที่ 3 เดือน 3 ในครานั้น ถ้อยคำในบทกวีแต่ละถ้อยคำที่เจ้าเด็กหนุ่มหลี่เฉินอันประพันธ์ขึ้นมา ล้วนสามารถบันทึกลงในตำราร้อยบทกวีแห่งแคว้นหนิงได้เลย และเกรงว่าทั่วทั้งแคว้นหนิงนี้คงไม่มีผู้ใดเหนือชั้นไปกว่าเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้อีกแล้ว ?
ซูมู่ซินยังกล่าวอีกว่า แม้เจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นจะมีอายุเพียง 17 ปี แต่กลับมีพรสวรรค์สามารถเป็นปรมาจารย์ร่วมสมัยได้แล้ว ทว่าเขาไม่ค่อยชอบชื่อเสียงจอมปลอมเหล่านั้น จึงจงใจซ่อนตัวอยู่ในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวมาโดยตลอด และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ผู้อาวุโสฮัวมองเขาเป็นเหมือนสหายต่างวัย
มีพรสวรรค์ล้ำเลิศแต่ไม่เปิดเผยให้ผู้ใดรู้ !
ไม่แยแสต่อชื่อเสียงและโชคลาภ !
ทนเป็นเช่นนี้มาสิบกว่าปีโดยไม่เปลี่ยนใจ !
นี่คือคำนิยามที่สมบูรณ์แบบที่สุดของคติที่ว่า ‘ด้วยหากมิสมถะก็มิอาจแจ้งด้วยในปณิธาน หากมิสงบก็จะมิอาจตรองการณ์ไกล’ !
และในขณะนี้ แม่นางผู้นี้กลับพูดถึงบทกวีของเขาต่อหน้าตัวเขาเอง……แบบนี้จะไม่เป็นการตอกย้ำเขาให้ทุกข์ใจมากไปกว่าเดิมหรอกหรือ ?
ฉีจือเสวี่ยมีสีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที “ขอแม่นางอย่าได้พูดคุยเรื่องบทกวีนี้ต่อหน้าคุณชายหลี่เลย โดยเฉพาะบทกวีของฉีจือเสวี่ย ! ”
เสิ่นเฉียวเตี๋ยได้ยินเช่นนั้นก็ผงะไปเล็กน้อย “คุณชาย คุณชายฉี่เป็นถึงหนึ่งในสี่บัณฑิตผู้มีพรสวรรค์แห่งจิงตูเชียวนะ บทกวีของเขา……”
ฉีจือเสวี่ยยกมือขึ้นตัดบทเสิ่นเฉียวเตี๋ย สีหน้าของเขาคล้ายกับจะหมดความอดทนเต็มที “ข้าบอกแล้วว่าอย่าได้พูดถึงชื่อของฉีจือเสวี่ยต่อหน้าคุณชายหลี่อีก ! ”
“……ข้าเข้าใจแล้ว” เสิ่นเฉียวเตี๋ยเข้าใจเจตนาของฉีจือเสวี่ยผิดไป นางนึกว่าคุณชายท่านนี้คงมีความแค้นกับคุณชายฉี !
นางจึงมองไปทางจงหลีรั่วสุ่ยแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนี้คุณหนูสามว่างหรือไม่ ? เราไปอ่านบทกวีด้วยกันดีไหม ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยส่ายหน้า นางยกถ้วยสุราขึ้นมาดมอย่างพินิจ ทว่าคำพูดของนางนั้นกลับเย็นชาและเฉยเมยยิ่ง
“ระยะนี้ข้าไม่มีเวลา เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถิด”
“……อืม” เสิ่นเฉียวเตี๋ยนึกว่าหากนางพูดเช่นนี้จะเป็นการช่วยหาข้อแก้ตัวให้จงหลีรั่วสุ่ย จงหลีรั่วสุ่ยจะได้ใช้ข้อแก้ตัวนี้ออกไปพร้อมนาง เพราะถึงเยี่ยงไร การที่จงหลีรั่วสุ่ยมาเยือนร้านสุรานี้ก็ถือเป็นการไว้หน้าหลี่เฉินอันมากพอแล้ว อยู่ที่นี่ต่อไปคงไม่เกิดประโยชน์อันใด
ทว่าคุณหนูสามกลับไม่ยอมออกไปพร้อมกับนาง
นางจึงเดาว่าคุณหนูสามน่าจะมาพร้อมกับคุณชายทั้งสองท่านนี้เป็นแน่
ดังนั้น เสิ่นเฉียวเตี๋ยจึงจะออกจากร้านสุราไป แต่จู่ ๆ เฉิงเจ๋อก็เรียกนางไว้
“ช้าก่อน ! ”
เสิ่นเฉียวเตี๋ยนึกว่าคุณชายผู้สูงศักดิ์ท่านนี้มีอะไรจะบอกนาง แต่นางกลับเห็นว่าเฉิงเจ๋อมองไปยังหลี่เฉินอัน แล้วชี้มาที่นาง “เช่นนั้นเจ้าขายสุรา 1 เหลียงในส่วนของนางให้ข้าได้ไหม ? ”
หลี่เฉินอันพยักหน้า “แบบนี้ได้”
“นี่เงิน 200 อีแปะ เอาสุรามาได้เลย ! ”
“คุณชายรอสักประเดี๋ยว”
เสิ่นเฉียวเตี๋ยตกตะลึงด้วยความไม่เข้าใจ นี่มันอะไรกัน ? จะขายสุราทั้งที ยังขายแบบจำกัดจำนวนอีกหรือ ?
คุณชายผู้สูงศักดิ์ท่านนี้พูดสำเนียงจิงตู ทั้งยังนั่งร่วมโต๊ะเดียวกับคุณหนูสามแห่งจวนจงหลี…....เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาจะเป็นนายน้อยคนโตแห่งจวนกั๋วกง ?
เขามาที่เมืองกวงหลิงเพื่อขอหมั้นหมายกับจวนจงหลีไม่ใช่หรือ ? แต่เหตุใดพวกเขาทั้งสองถึงมาที่ร้านสุราของหลี่เฉินอันได้ ?
คงเป็นเพราะคุณหนูสามกำลังหลอกใช้หลี่เฉินอันมาเป็นข้ออ้างขอปฏิเสธการหมั้นหมาย แต่เจ้าโง่หลี่เฉินอันน่าจะยังไม่รู้ตัว
ทว่า……หากสามารถผูกมิตรกับผู้สูงศักดิ์ระดับนั้นได้ มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่ออนาคตของทั้งตระกูลเสิ่นและตระกูลฮั่ว
นางกำลังจะกลับมานั่งอีกครั้ง แต่จู่ ๆ เฉิงเจ๋อก็โบกมือไล่นาง “ส่วนของเจ้ากลายเป็นของข้าแล้ว หากเจ้าอยากดื่ม ไว้วันพรุ่งนี้ค่อยกลับมาใหม่ ! ”
เสิ่นเฉียวเตี๋ยหน้าแดงด้วยความอับอาย นางหันไปหมายจะขอความช่วยเหลือจากจงหลีรั่วสุ่ย แต่นางก็เห็นจงหลีรั่วสุ่ยกำลังจิบสุราพอดี
“เป็นสุราดีจริงด้วย ! ”
นางเอ่ยชมมาเยี่ยงนี้ ทำให้ฉีจือเสวี่ยที่นั่งอยู่ข้างกันรู้สึกคับข้องใจขึ้นมา เพราะสุราของเขาถูกเฉิงเจ๋อแย่งไปดื่มหมดแล้ว จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้ลิ้มรสชาติของสุรานี้เลย
“ท่านต้องชดใช้สุราให้ข้า ! ”
เฉิงเจ๋อเลิกคิ้วขึ้น “เจ้าสามารถต่อสู้ชนะข้าได้อย่างนั้นหรือ ? ”
ฉีจือเสวี่ยพูดไม่ออกทันที เขาหันไปมองค้อนเฉิงเจ๋อ สุดท้ายสายตาของเขาก็ตกไปที่สุราอีกถ้วยที่อยู่ตรงหน้าจงหลีรั่วสุ่ย พลางอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายของตนลงไป
จงหลีรั่วสุ่ยดันถ้วยสุราไปตรงหน้าเขาอย่างใจกว้าง ฉีจือเสวี่ยดีใจมาก เขายกถ้วยสุราขึ้นดื่มจนหมดในคราเดียว ก่อนที่จะยกแขนขึ้นและตะโกนเสียงดังด้วยความตื่นเต้น “สุรานี้ดีจริง ๆ ! ”
“รสชาติเข้มข้น สัมผัสติดลิ้นยาวนาน กลิ่นหอมกลมกล่อม เป็นสุราที่…ยอดเยี่ยมมาก ! ”
“หลงจู๊ วันนี้ปิดร้านสุราของเจ้าให้แค่พวกข้าสักวันจะเป็นไรไป ? ”
เมื่อเห็นว่าหลี่เฉินอันนำสุรามาให้เฉิงเจ๋ออีกถ้วย ฉีจือเสวี่ยจึงพูดอย่างกระตือรือร้นว่า “เจ้าสามารถเพิ่มราคาขึ้นเป็นเท่าตัว ไม่สิ เพิ่มเป็นสามเท่าตัวเลย ให้ข้าได้ดื่มสุรานี้ให้หนำใจได้หรือไม่ ? ”
เสิ่นเฉียวเตี๋ยถึงกับตะลึง
สุราที่เขาหมักเองนั้นยอดเยี่ยมจริงหรือ ?
สุราเหลียงละ 200 อีแปะ…… แต่คุณชายท่านนั้นกลับยอมควักเงินจ่ายในราคาที่สูงขึ้นสามเท่าตัว……เท่ากับว่ายอมจ่ายเหลียงละ 600 อีแปะ…… คิดเป็นชั่งละ 6 ตำลึงเงิน นี่มันแพงกว่ากวงหลิงซ่านหลายเท่าตัวเชียวนะ ?
นางกลืนน้ำลายอย่างเหลือเชื่อ ในใจคิดว่าคุณชายท่านนั้นเสนอราคาให้สูงขนาดนี้ ต่อให้หลี่เฉินอันเป็นคนโง่เขลา เขาก็ต้องยอมขายมันอย่างแน่นอน !
แต่แล้วนางก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง
“ต้องขออภัยคุณชายด้วย” หลี่เฉินอันวางถ้วยสุราในมือลงตรงหน้าเฉิงเจ๋อ เขามองไปยังฉีจือเสวี่ยแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นี่คือกฎของร้านสุราข้า หากไม่มีกฎก็ไม่อาจรักษามาตรฐานได้ ดังนั้น……กฎนี้ไม่อาจจะยกเว้นได้ ! ”
“พูดได้ดี ! ”
ทว่าในยามนี้ ก็ได้มีบุรุษห้าคนเดินเข้ามาในร้านสุรา
บุรุษกลุ่มนี้เป็นบุรุษวัยกลางคนแต่งตัวดี นอกจากบุรุษร่างผอมบางที่อยู่ด้านหน้าสุดแล้ว อีกสี่คนที่เหลือล้วนเป็นคนมีพุงทั้งนั้น
“สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนทำการค้าก็คือ ‘กฎ’ น้องชายไม่เพียงแต่มีฝีมือในการกลั่นสุราเท่านั้น แต่ยังมีจิตใจสูงส่งอีกด้วย ข้าไช่เจิงเหยา นับถือน้องชายคนนี้จริง ๆ ! ”
“รบกวนน้องชายช่วยนำสุรามาให้พวกข้าคนละหนึ่งเหลียงด้วย ! ”
ทั้งห้าคนเลือกโต๊ะแล้วนั่งลง เสิ่นเฉียวเตี๋ยมองไปยังไช่เจิงเหยา เขาผู้นี้เป็นถึงพ่อค้าธัญพืชรายใหญ่อันดับสองของเมืองกวงหลิง ท่านลุงฮั่วกังวลเรื่องการเก็บเกี่ยวธัญพืชในฤดูใบไม้ร่วงของมณฑลเจียงหนานมานานแล้ว ท่านพ่อของนางบอกว่าไช่เจิงเหยาคนนี้หยั่งรากลึกในเจียงหนานมานานหลายปี…...ตระกูลเสิ่นไม่ขายธัญพืชให้หลี่เฉินอัน แต่ไช่เจิงเหยาผู้นี้กลับมาที่ร้านสุราแห่งนี้ด้วยตนเอง !
หรือว่าเขาสนใจที่จะขายธัญพืชแค่ไม่กี่ชั่งให้แก่ร้านสุราเล็ก ๆ ของหลี่เฉินอันกัน ?
แววตาของนางคล้ายกับมีความคิดบางอย่างฉายออกมา ก่อนที่นางจะเดินออกจากร้านไป
หลี่เฉินอันกำลังตักสุราให้โต๊ะของไช่เจิงเหยา ยามนี้ จงหลีรั่วสุ่ยกลับเดินเข้าไปหาเขา
นางโน้มตัวพิงที่แท่นคิดเงิน สองมือเรียวเท้าคางขณะจับจ้องไปยังหลี่เฉินอันที่กำลังยุ่งอยู่กับการตักสุรา เสียงหวานเอ่ยกระซิบถามเขาว่า “นี่ เจ้าพอจะตักสุราใส่ขวดเล็ก ๆ ให้ข้านำกลับไปได้หรือไม่ ? ”
หลี่เฉินอันตอบทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ
“ไม่ได้ ! ”
จงหลีรั่วสุ่ยมุ่ยริมฝีปากบางของตนเองทันที “ตระหนี่จริงเชียว ! ”
และจู่ ๆ ในตอนนี้เอง ดวงตาของนางก็เป็นประกายขึ้นมา “ไม่เช่นนั้น……เจ้าเสนอราคามา ข้าจะซื้อตัวเจ้าและร้านสุราของเจ้าไปพร้อมกันเลย ! ”
“เจ้าว่าเยี่ยงไรนะ ? ”