แน่นอนว่า คำถามนี้ถึงอย่างไรก็ไม่เหมาะจะถามต่อหน้าคนหมู่มาก
"หลายปีมานี้ในจวนเจิ้นกั๋วกง เสื้อผ้าอาหารการกินของเ้าล้วนดีกว่าพวกอนุภรรยาในจวนอื่น ๆ อยู่ขั้นหนึ่งเสมอ ั้แ่เ้าป่วยเป็โรคนอนไม่หลับ หมอชื่อดังทุกสายในเมืองหลวงล้วนถูกเชิญมาตรวจอาการเ้าจนครบ ข้าในฐานะนายหญิงของบ้าน กล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าคนในจวนนี้ั้แ่บนลงล่าง ไม่มีใครเคยปฏิบัติอย่างอยุติธรรมหรือกลั่นแกล้งเ้าแม้แต่กระเบียดนิ้ว!"
ชุยซื่อมองหร่วนซื่อที่มีสีหน้าเหม่อลอยไปบ้างแล้วเอ่ยว่า "ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เ้ายังไม่ยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยม พูดให้ชัดก็คือความไม่รู้จักพอ! อนุภรรยาที่ไม่รู้จักพอคนหนึ่ง บอกว่าแค่อยากมีลูกเพื่อจะได้อยู่เป็เพื่อนข้างกาย ต่อให้เป็ตัวเ้าเองเถอะ กล้าเชื่อคำพูดนี้หรือ"
นางกล้าฟันธงได้เลยว่า ต่อให้เด็กคนนั้นจะเกิดมา การที่มีอี๋เหนียงอย่างหร่วนซื่ออยู่ วันข้างหน้าย่อมไม่มีทางเป็คนที่ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นอย่างแน่นอน— แค่การที่เด็กได้เกิดมาบนโลกนี้ ก็ล้วนมาจากการคิดคำนวณของมารดาผู้ให้กำเนิดแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเส้นทางในอนาคต!
อย่ามาอ้างเื่มีลูกอยู่เป็เพื่อนแล้วจะไม่โดดเดี่ยวกับนางเลย ก่อนหน้านี้นางจะสอนหร่วนซื่อเล่นไพ่หม่าเตี้ยว หร่วนซื่อยังไม่เต็มใจเล่นเลยสักนิด วิธีคลายเหงาบนโลกนี้มีตั้งมากมาย แต่หร่วนซื่อกลับเลือกวิธีที่ชั่วร้ายที่สุด!
นั่นสิ...
สวี่ิอี้พยักหน้าเห็นด้วยอีกครั้ง
ชีวิตคนเราก็สั้นนัก หร่วนซื่อยังจะเลือกเดินเส้นทางลัดอีก— พอเจอคนแบบนี้ นอกจากจะโมโหโกรธาแล้ว ยังจะมีวิธีไหนอีกเล่า
มีชีวิตอยู่ดี ๆ มีชีวิตอยู่ให้นานขึ้นอีกหน่อยมันไม่ดีหรืออย่างไร
สิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่ควรจะพูดก็พูดไปหมดแล้ว ส่วนตัวนางเป็คนใจร้อน เพียงแต่เพิ่งจะ 'กลับมา' ในปีที่อายุสิบหกปีจึงยังไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไรนัก อีกทั้งยังแอบหวังลึก ๆ ว่าจะได้อยู่กับคนในครอบครัวนานขึ้นอีกหน่อย ได้ฟังพวกเขาพูดคุยกันให้มากขึ้น ถึงได้นั่งฟังเงียบ ๆ อยู่ที่นี่มาตั้งนาน—
และตอนนี้ นางจะถามคำถามที่้าจะถามจริง ๆ เสียที
"เ้าบอกว่าตอนนั้นท่านพ่อไปที่เรือนซีหยวนแล้ว ถึงได้ตัดสินใจให้คนส่งยาไปให้ อีกทั้งยังบอกว่าการที่ท่านแม่มีเพียงิสือแค่คนเดียวก็เป็เพราะเกรงใจข้า" สวี่ิอี้มองหร่วนซื่อแล้วเอ่ยถาม "ความคิดพวกนี้ เ้าเอามาจากไหน"
เมื่อครู่นางสังเกตดูสีหน้าของหร่วนซื่อตอนที่พูดเื่เหล่านี้แล้ว ไม่มีท่าทีลังเลหรือหวาดกลัวเลยสักนิด ดูไม่เหมือนข้อสรุปที่ได้มาจากการจินตนาการไปเองของนางเลย
"ย่อมเป็สิ่งที่ข้าเห็นมากับตาตัวเองน่ะสิ!" สีหน้าของหร่วนซื่อเริ่มดูคลุ้มคลั่งขึ้นมาบ้างแล้ว
"เป็สิ่งที่เ้าเห็นกับตาตัวเองจริง ๆ หรือ หรือว่าฟังคำพูดที่มีจุดประสงค์แอบแฝงของคนอื่นมา ในดวงตาของเ้าถึงเกิดความอคติ จากนั้นก็มองอะไรเป็ภูตผีปีศาจไปเสียหมด"
ครั้งนี้ ไม่ทันให้หร่วนซื่อตอบ สวี่ิอี้ก็ตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "หากข้าเดาไม่ผิด คนที่คอยเป่าหูเ้ามาตลอดหลายปี ก็คงจะเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดกับเ้าในครั้งนี้สินะ"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ดวงตาที่เกือบจะขุ่นมัวของหร่วนซื่อก็สั่นไหวเล็กน้อย
"ผู้สมรู้ร่วมคิดอะไรกัน..."
นางหัวเราะออกมาโดยไม่มีสีหน้าใด ๆ มากนัก เงยหน้าขึ้นมองสวี่ิอี้ "ลูกไม้ตื้น ๆ แค่นี้ ยังต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยหรือ"
"ขนาดยันต์คุ้มภัยยังพกติดตัวไว้เลย หากไม่มีคนคอยให้ความกล้าแก่กัน เกรงว่าคงก้าวข้ามก้าวนี้มาไม่ได้หรอก อีกอย่าง ลูกไม้ตื้น ๆ ก็ยัง้าช่องทางด้วย—" เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "หญ้านิทรายาวที่มาจากแดนตะวันตกนี้ ขนาดในแดนตะวันตกยังเป็ยาต้องห้าม ในเมืองหลวงยิ่งไม่ใช่ของที่จะหาซื้อได้ตามใจชอบหรอกนะ"
แววตาของหร่วนซื่อชะงักงันไปชั่วขณะ
"แดนตะวันตก?"
สวี่ฉีเหวยขมวดคิ้ว "เจาเจากำลังจะบอกว่า พิษนี้มาจากแดนตะวันตกงั้นหรือ"
สวี่ิอี้พยักหน้า
"ใช่เ้าค่ะ อาขุยเป็คนบอกข้า"
ทุกคนจึงเบนสายตาที่แฝงด้วยการรอคอยการยืนยันไปที่อาขุย
"..."
ภายในวันเดียวต้องรับสายตาแบบนี้มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว อาขุยกำนิ้วที่สั่นเทาแน่น พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะพยักหน้าอย่างใจเย็น "ใช่เ้าค่ะ"
ถึงแม้นางจะไม่เคยได้ยินชื่อหญ้านิทรายาวอะไรนี่มาก่อนเลยก็ตาม แต่คุณหนูบอกว่าเป็อะไรก็ต้องเป็อย่างนั้นแหละ...
"แดนตะวันตก..."
ชุยซื่อทวนคำนี้เบา ๆ สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป
มารดาบังเกิดเกล้าของคุณหนูหลิ่วที่พักอยู่ในจวน คนที่นางแต่งงานใหม่ด้วยดูเหมือนจะเป็พ่อค้าชาวแดนตะวันตก!
ในเมื่อนางคิดได้ สวี่ฉีเหวยและคนอื่น ๆ ย่อมต้องนึกขึ้นมาได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน
นี่ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมก่อนหน้านี้ สวี่ิอี้ถึงได้สงสัยหลิ่วอี๋ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย—
ก่อนหน้านี้ตอนที่นางอยู่ที่เมืองหยางโจว พอได้ยินหมอเทวดาฉิวบอกว่าพิษนี้มาจากแดนตะวันตก นางก็คิดถึงหลิ่วอี๋ขึ้นมาทันทีตามสัญชาตญาณ
แน่นอนว่า ตอนนั้นเป็เพียงแค่ความสงสัยเพียงนิดเดียวเท่านั้น และหลังจากสกุลสวี่เกิดเื่ หลิ่วอี๋ที่ไม่ยอมแต่งงานมาตลอดย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย แม้จะรักษาชีวิตไว้ได้เพราะไม่ใช่สายเืเดียวกัน แต่ก็ยังมีจุดจบต้องถูกเนรเทศ— ดังนั้นนางจึงหมดหนทางที่จะตามสืบความจริง
"มาถึงตอนนี้เ้ายังปากแข็งไม่ยอมบอกชื่อผู้สมรู้ร่วมคิดออกมาอีก ก็คงเป็เพราะอยากจะทิ้งภัยร้ายแฝงไว้ในจวนเจิ้นกั๋วกงสินะ!"
สวี่ฉีเหวยตบโต๊ะลุกขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว "คิดว่าตัวเองฉลาด ที่แท้เพียงแค่หาเื่ใส่ตัวเท่านั้น!"
เขาไม่ใช่ผู้นำตระกูลที่ต้องมานั่งห่วงหน้าตาอะไรหรอกนะ!
เื่ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของหลานสาว วันนี้เขาต้องสืบเื่นี้ให้กระจ่างแจ้งให้จงได้!
ชุยซื่อฟังความหมายของท่านปู่ผู้เฒ่าออก จึงเรียกบ่าวหญิงผู้ใช้แรงงานสองคนที่เฝ้าอยู่นอกโถงเข้ามาทันที
ทว่าสิ้นเสียงสั่งการ ก็ได้ยินเสียงกระดูกลั่น 'กรอบ' ดังขึ้น ตามด้วยเสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนาของหร่วนซื่อ—
เป็อาจูที่ทนรอไม่ไหว ทว่ากลับมีสีหน้าเรียบเฉย หักแขนของอีกฝ่ายไปข้างหนึ่งแล้ว
นางรอมานานเกินไปแล้ว ในที่สุดก็รอจนเ้านายยอมเปิดปาก แน่นอนว่านางย่อมไม่ยอมปล่อยโอกาสดี ๆ แบบนี้ให้คนอื่นแน่
เมื่อบ่าวหญิงทั้งสองเห็นภาพนี้ หลังจากสบตากันแล้ว ก็ไปยืนอยู่ด้านหลังอาจูอย่างเงียบ ๆ
หร่วนซื่อเ็ปจนหน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดโป้งร่วงกราว
ทว่าในใจยังคงฝืนทนไว้ นางกัดฟันแน่น ไม่ยอมปริปากพูดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
และในเวลานั้นเอง มือของอาจูก็ได้จับแขนอีกข้างของนางเอาไว้แล้ว...
จับแน่นแล้วก็คลายออกเล็กน้อย ทำท่าเหมือนจะหักแต่ก็ยังไม่หัก—
เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ ท่ามกลางความทรมานอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ความอดทนในใจของหร่วนซื่อที่ใกล้จะพังทลายเต็มที ท้ายที่สุดก็แตกสลายไปจนได้
"เป็หลิ่วอี๋! เป็นาง!"
...ไม่ใช่ว่านางทนไม่ไหวหรอกนะ แต่เห็นได้ชัดว่าคนสกุลสวี่เดาได้ว่าเป็หลิ่วอี๋แล้ว ต่อให้นางจะปากแข็งต่อไป มันก็ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว!— หร่วนซื่อกรีดร้องอย่างเศร้าสลดและสิ้นหวังในใจ ก่อนจะเ็ปจนสลบไป
เวลานี้ ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำผู้หนึ่งเดินมาที่หน้าโถง
นั่นก็คือจูซิ่ว บิดาของอาจู
"เื่ที่คุณหนูให้ข้าไปสืบเมื่อบ่ายวันนี้ มีผลลัพธ์แล้วขอรับ พ่อค้าชาวแดนตะวันตกที่ฉินซื่อแต่งงานด้วย ได้พาฉินซื่อออกจากเมืองหลวงไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อนแล้วขอรับ ร้านขายเครื่องหอมแดนตะวันตกที่พวกเขาเปิด ก็ถูกคนอื่นเช่าไปเปลี่ยนเป็ร้านขายเครื่องเขียนเมื่อสิบวันก่อนแล้วขอรับ"
สวี่ฉีเหวยมีสีหน้าโกรธจัด
...ต้องเป็เพราะได้ยินข่าวว่าคุณหนูจวนเจิ้นกั๋วกงป่วยเป็โรคหลับใหลผิดปกติ แล้วรู้ตัวว่าแผนการของหลิ่วอี๋อาจจะความแตก กลัวว่าจะถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย ถึงได้หนีออกจากเมืองหลวงไปแน่ ๆ!
"ไปพาตัวหลิ่วซื่อมาสอบถามเดี๋ยวนี้!"
ราตรีมืดมิดและร้อนอบอ้าว
ท่ามกลางความสลัว หลิ่วอี๋กอดห่อผ้าใบใหญ่ที่หนักอึ้งเอาไว้ ร้อนรนจนเหงื่อเปียกชุ่มไปทั้งตัว
เดิมทีนางคิดจะอาศัย่กลางคืนหลบหนีไป แต่กลับพบว่าทั่วทั้งจวนเจิ้นกั๋วกงผิดปกติไปจากเดิม มีคนคอยเฝ้ายามอยู่อย่างแ่าในทุกทิศทาง!
แม้แต่ประตูเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยได้เปิดใช้ ก็ยังถูกเปลี่ยนแม่กุญแจใหม่ทั้งหมด!
การบุกฝ่าออกไปตรง ๆ ย่อมเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว
นางฝืนตั้งสติให้มั่น ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็วิ่งเหยาะ ๆ ไปยังเรือนที่มีแสงไฟสว่างไสวซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปเบื้องหน้า