เกี้ยวรักท่านอ๋อง ฉบับชายาข้ามมิติ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 133 หน้าด้านหน้าทนติดอยู่กับนาง

            หรงซิวขยับเข้ามาชิด ย่นระยะห่างของทั้งสองมองนางด้วยรอยยิ้ม ถามเสียงต่ำว่า “มิไหวแล้วหรือ?”

            เขาขยับนิ้วอย่างคลุมเครือปลายนิ้วไล่ลงมาจากใบหน้านาง ตอนที่อยากจะทำต่อ กลับถูกนางจับมือไว้

            นางลืมตามองมาที่เขา เม้มปากแล้วพูดว่า"อย่าคิดว่าพูดคำหวานกล่อมข้าแล้วข้าจะให้อภัยนะเพคะ!"

            "กระนั้นต้องทำอย่างไรเจ้าจึงจะให้อภัย?"หรงซิวยังไม่หยุดขยับ เอามือข้างหนึ่งจับข้างลำตัวนางลุกขึ้นมองจากข้างบนลงมา ถามต่อ “หือ?”

            ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้กันเกินไปลมหายใจของทั้งสองแลกเปลี่ยนกัน ประชิดเสียจนทำให้หน้าหูแดงไปหมด

            อวิ๋นอี้แก้มร้อนผ่าว ผลักเขาก่อนพูดว่า“ฝ่าบาทคิดอย่างไรกับหว่านฉือ?”

            “กระไรคิดอย่างไร?” หรงซิวงงกับคำถามของนาง

            อวิ๋นอี้คิดว่าเขาจงใจแกล้งทำเป็นโง่จึงเอ็ดเสียงเตือนเขา “ฝ่าบาทคิดอย่างไรกับนาง ความสัมพันธ์ระหว่างพวกท่าน...”

            “ตั้งแต่ข้าแต่งกับเจ้าข้านับนางเป็นน้องสาวมาตลอด” หรงซิวเม้มปากพูด

            ได้ยินคำว่าน้องสาว ริมฝีปากของอวิ๋นอี้พลันยกขึ้นพูดเสียดสี “เหอะ น้องสาวอย่างไรกันเพคะ? น้องสาวที่ชอบกันได้แบบบุรุษสตรีหรือ?”

            “อย่าพูดไร้สาระ" หรงซิวพูด“ใจของข้ามีเพียงเจ้าคนเดียว”

            อวิ๋นอี้เอนตัวไปด้านหลังบังเอิญไปพิงเข้ากับโต๊ะกลมพอดี นางเปิดปากพูดอีกครา “เหตุใดพวกท่านถึงเลิกกันเพคะ? เมื่อก่อนความสัมพันธ์ลึกซึ้งเสียเช่นนั้นเหตุใดถึงเลิกกันเล่าเพคะ?”

            จู่ๆ ในห้องก็พลันเงียบลง

            ค่ำคืนอันหนักหน่วงกำลังใกล้เข้ามาปกคลุมทุกสิ่งด้วยความมืดมน

            คนสองคนนั่งตรงข้ามกัน โครงหน้าสะท้อนแสงใต้ชายคาคนหนึ่งสงบ อีกคนเย็นชา

            ความอ่อนโยนของหรงซิว ลดลงฮวบอย่างมองเห็นได้ชัด

            เขาเปลี่ยนไปเป็นเย็นชาและน่าเกรงขาม

            อวิ๋นอี้เอาแขนกอดอกรอคำตอบ ไม่เร่งไม่รีบ

            จากนั้นไม่นาน บุรุษหนุ่มก็เปิดปากขึ้นช้าๆ“เพลานั้นนางสุขภาพไม่ดี หมอหลวงบอกว่านางจะอยู่ได้อีกไม่นานนางอยากจะออกไปข้างนอก จึงทิ้งข้าไป”

            “เช่นนั้นแสดงว่าพวกท่านมิได้มีการเลิกกันอย่างเป็นทางการหรือเพคะ?”การได้รับรู้เรื่องนี้ทำให้อวิ๋นอี้ไม่พอใจ

            นางนึกว่านางคือตัวจริงเป็นความรักที่เกิดจากทั้งสองฝ่ายทว่าที่แท้นางกลับเป็นบุคคลที่สามที่เข้ามาแทรกงั้นหรือ?

            หรงซิวมิรู้ว่าอวิ๋นอี้พยายามจะถามกระไรหรือบางทีนางอาจจะรู้กระไรบ้างแล้ว ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ชัดเจนนี้เขาทำได้เพียงซ่อนมันไว้ต่อไป

            เขามิอยากจะต้องยอมรับต่อหน้านางว่าการอภิเษกกับนางเมื่อสามปีก่อนเป็นเพียงแผนการของเขา

            เพราะหากพูดออกไปแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไม่มีวันหวนกลับ

            อย่างที่เขาพูด ตอนนี้เขารักนางและมิอยากเสียนางไป

            หรงซิวเงียบไปนาน จนทำให้อวิ๋นอี้รู้สึกแย่ต่อเขา

            นางจ้องไปที่เขาเป็นเวลานาน จู่ๆนางก็รู้สึกไม่สบายใจ เมื่อคิดถึงการสนทนาของทั้งสองในวันที่ไปเล่นว่าว

            เมื่อก่อนเป็นเพราะหว่านฉือสุขภาพไม่ดีต้องการออกจากเมืองหลวงจึงเลิกรากันไป ทว่าตอนนี้หว่านฉือกลับมาแล้วนางช่างอ่อนแอและน่าสงสารเหลือเกิน ทำให้หัวใจของเขาหวั่นไหวอีกครั้งได้ใช่หรือไม่?

            “ลุกขึ้นเลยเพคะ!"อวิ๋นอี้ยืนขึ้นด้วยความโกรธ คว้าหรงซิวแล้วดึงแขนขึ้น "ออกไปเลยเพคะ!"

            หรงซิวได้สติจากความตกใจ เขาสับสนอย่างบอกไม่ถูกทว่ามิกล้าขัดขืนสาวน้อย แต่มิอยากถูกผลักออก จึงต้องเดินออกไปข้างนอกพลางขอความเมตตา “เมียจ๋า เป็นกระไรไป?”

            “ออกไปให้พ้นเพคะ!”

            หรงซิวทำกระไรไม่ถูก “เมียจ๋า ข้าผิดไปแล้วข้าผิดไปแล้ว อย่าไล่ข้าไปเลยนะ!”

            เขาจับประตูแน่นไม่ยอมออกไปพลันโดนอวิ๋นอี้ถีบจึงเริ่มแสดงทันที เบ้ปากตะโกนร้อง “ข้าเจ็บเจ็บเจ็บ...เจ็บ!เจ็บจะตายอยู่แล้ว!”

            ปลอม!

            อวิ๋นอี้ดึงมือของเขาออก แล้วเหวี่ยงออกไปตนเองพิงประตู แล้วพูดกับเขาด้วยใบหน้าเย็นชา "ข้าจะนอนแล้วฝ่าบาทออกไปเถิดเพคะ!"

            “ไม่นะ!” เขารีบยื่นมือออกไปยื้อ“ข้าอยากนอนกับเจ้า!"

            "เช่นนั้นฝ่าบาทก็จัดการความสัมพันธ์กับหว่านฉือให้เด็ดขาด!"

            "ข้ากับนางมิมีกระไรกันจริงๆนี่!" หรงซิวถูกกล่าวหา จึงพูดด้วยใบหน้าเศร้า

            อวิ๋นอี้กลอกตาขาว มิอยากฟังเรื่องไร้สาระของเขาปิดประตูดังปึง ลงกลอนอย่างดี แล้วกลับไปนอนลงบนเตียง

            เสียงเคาะประตูดัง นางหรี่ตามองไปทางนั้นสมองไม่รับรู้กระไร

            ใบหน้าของหรงซิวและหว่านฉือสลับกันไปมามิรู้ว่าเพราะเหตุใด นางกลับจำได้ว่า ในตอนที่เขาพูดถึงสาเหตุของการเลิกราแววตาของเขาราวกับมีสิ่งใดซ่อนอยู่

            เขากำลังหลีกเลี่ยงบางอย่างหรือกำลังซ่อนกระไรบางอย่างจากนาง

            อวิ๋นอี้คิดไม่ตก รู้สึกว่ามีกระไรแปลกๆ เสมอในที่สุดเสียงเคาะประตูด้านนอกก็หยุดลง สุดท้ายนางก็ผล็อยหลับไปในขณะที่คิดว้าวุ่น

            วันรุ่งขึ้นนางถูกเซียงเหอปลุกขึ้น

            ตอนเช้าในฤดูร้อนที่ดีถูกทำลายด้วยเสียงตะโกนดัง

            ที่แท้หรงซิวเฝ้าอยู่ที่ประตูทั้งคืนเมื่อคืนนี้เซียงเหอมาปรนนิบัตินางในตอนเช้าพลันได้เห็นองค์ชายนอนนิ่งอยู่บนพื้น ตกใจมากจึงตะโกนเสียงดัง

            “......”

            อวิ๋นอี้ลืมตาขึ้น พยักหน้าให้เข้ามาเซียงเหอหลังตึงขึ้น ค่อยๆ แต่งหน้าให้นาง

            ข้างหลังพวกนาง หรงซิวยืนอยู่ด้วยใบหน้าห่อเหี่ยวมีเพียงดวงตาคู่นั้นที่จ้องมองอวิ๋นอี้ตลอด

            มิรู้ว่าเป็นความเข้าใจผิดของเขาเองหรือไม่แต่ดูเหมือนว่าวันเวลาผ่านไป นางยิ่งดูงดงามขึ้นทุกวัน

            เช่นนางในขณะนี้ ผิวสวยขาวราวหิมะ ปากแดง ฟันขาวตอนที่ไม่แต่งหน้าดูน่ารักสดใส ทว่าพอแต่งหน้ากลับงามสะกดใจในทันใด

            หรงซิวเสียงแหบ ถามอย่างระมัดระวังว่า"เจ้า... วันนี้เจ้าจะออกไปข้างนอกหรือ?"

            ปกติในวันที่อยู่บ้าน นางจะไม่ตั้งใจแต่งหน้าแต่งตัวเช่นนี้

            อวิ๋นอี้ได้ยินเสียงเขาก็ลืมตาขึ้นหันไปมองพลันมุ่ยปากพูด"เหตุใดยังมิออกไปอีกเพคะ?"

            "เจ้าอยู่ที่นี่ข้ามิไปที่ใดทั้งนั้น" หรงซิวพูดอย่างน่าสงสาร "เมียจ๋าเจ้าจะไปที่ใดหรือ ไปกับผู้ใด?”

            อวิ๋นอี้หยุด แล้วตอบไปตามตรงว่า “จะไปตงเฉิง [1] กับท่านมหาเสนาบดีลู่เพคะ”

            “ลู่จงเฉิง?” สัญญาณเตือนภัยในใจหรงซิวทำงาน“มีแค่พวกเจ้าสองคนหรือ?”

            “......” อวิ๋นอี้ยิ้มพูด“ใช่สิเพคะ มีปัญหากระไรหรือ?”

            “มิได้! ข้าไม่ยอม!"ท่าทีอิดโรยของหรงซิว หายวับไปทันที เขาก้าวไปข้างหน้ามองดูสาวงามตัวน้อยแล้วถามว่า “สตรีบุรุษอยู่ด้วยกันสองต่อสอง เหมาะสมหรือ?”

            “แล้วฝ่าบาทกลับจวนไปกับหว่านฉือมิคิดหรือเพคะว่าสตรีบุรุษสองต่อสองไม่เหมาะสม?”

            “......” หรงซิวพูดไม่ออกกับคำพูดของนางตอกกลับคอแข็ง “มันไม่เหมือนกัน ตอนนั้นนางป่วย!”

            “ฝ่าบาทมิใช่หมอหลวงเสียหน่อยไปแล้วช่วยการใดได้เพคะ? จะช่วยต่อชีวิตนางหรือ?” นางเอ่ยปากอย่างเฉียบขาด ทำให้เขาพูดไม่ออก “อีกอย่างที่ข้าไปตงเฉิงครานี้เพราะมีเรื่องเร่งด่วนต้องทำ”

            “เรื่องเร่งด่วนกระไร?”

            “เปิดสาขาน่ะสิเพคะ!"อวิ๋นอี้มองตนเองในกระจก รู้สึกว่าแต่งหน้าพอแล้วก็โบกมือให้เซียงเหอถอยออกไปลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ หัวของนางถึงแค่คางของหรงซิวเท่านั้น

            เขาก้มหน้าลงด้วยความเข้าใจดี"เกี่ยวกับโรงเตี๊ยมหรือ เช่นนั้นก็มิได้ ข้ามิวางใจ ข้าจะไปด้วย”

            อวิ๋นอี้พูดไม่ออก “ฝ่าบาทจะไปด้วยทำไมเพคะ? โรงเตี๊ยมเป็นเรื่องของข้ากับเขามิเกี่ยวกระไรกับฝ่าบาทสักหน่อย!"

            "ผู้ใดบอกว่ามิเกี่ยวกับข้าเจ้าเป็นชายาข้า เจ้าไปที่ใด ข้าต้องตามไปด้วย” หรงซิวโต้กลับเขามองสตรีตรงหน้าอีกคราแล้วพูดว่า “ไปเจอเขาก็เจอสิจะแต่งตัวให้งามเช่นนี้ทำไม...”

            “เช่นนั้นหว่านฉือป่วยฝ่าบาทจะร้อนรนเข้าไปยุ่งทำไมเพคะ?” อวิ๋นอี้โกรธมากนางผลักเขาออกไปแล้วเดินผ่านไป "ฝ่าบาท เรื่องที่ข้าให้ท่านอธิบายท่านยังอธิบายไม่ชัดเจนเลยนะเพคะฝ่าบาทจัดการเรื่องความสัมพันธ์กับหว่านฉือได้เด็ดขาดแล้วค่อยมายุ่งเรื่องข้าเถิดเพคะ!”

            มิได้

            หรงซิวรู้ตัวดีว่าเขามิใช่สุภาพบุรุษกระไรเขารู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะเถียงกับสาวน้อย ไปๆ มาๆ ก็วกเข้าเรื่องหว่านฉือเพียงแค่รอให้นางขึ้นรถ แล้วตามไปก็เท่านั้น

            อย่างไรเสียเขาจะหน้าด้านหน้าทนตัวติดนางจะไม่ให้ลู่จงเฉิงได้โอกาสแม้แต่น้อย!

            ใช่!

            เท่านั้นแหละ!

            เชิงอรรถ

            [1] ตงเฉิง 东城 ชื่อสถานที่ในเรื่อง ตง 东 แปลว่าทิศตะวันออก เฉิง城 แปลว่าเมือง อนุมานได้ว่าตงเฉิงน่าจะเป็นสถานที่ที่อยู่ทางตะวันออก

    คล้ายกับเรื่องเกี้ยวรักท่านอ๋อง ฉบับชายาข้ามมิติ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน