ภายในห้องสมุดที่เงียบสงัดเสียงพัดลมเพดานหมุนดังเบาๆ ริวนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจพูดขึ้น ท่ามกลางความเงียบนั้น
“จุนโกะครับ…”
จุนโกะที่ได้ยิน เธอก็เงยหน้าขึ้นทันทีราวกับรอฟังอยู่แล้ว “หืม อะไรเหรอริว”
ริวเม้มริมฝีปากแน่นเหมือนกำลังเลือกคำพูดอยู่ “ก็…เื่ก่อนหน้านี้…ที่ผมเคยเตือนคุณ”
จุนโกะลดหนังสือลงจากหน้าดวงตาจับจ้องเขาอย่างตั้งใจ “เื่มาเบลนั่นเหรอ”
“ครับ ผมแค่… อยากบอกให้คุณอยู่ห่างๆคนพวกนั้นไว้นะครับ”
“ผมรู้ว่าผมเคยพูดไปแล้ว แต่…ก็ยังอยากจะบอกคุณอีกครั้งครับ”
“ผมเข้าใจว่าคุณเป็เพื่อนกับพวกเขามานานแล้วต่างจากผม… แต่เชื่อผมนะครับ คนพวกนั้นน่ะ ไม่ได้เป็อย่างที่คุณเห็นแน่”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้แข็งมาก แต่แววตาใต้กรอบผมคู่นั้นกลับดูจริงจังยิ่งกว่าอะไร มันทำให้จุนโกะนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่แทนที่เธอจะดูใหรือกังวลเธอกลับยิ้มบางๆ
“ริวเป็ห่วงเราหรอ”
คำถามนั้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้ริวถึงกับชะงักหัวใจของเขาหล่นวูบราวกับถูกอ่านใจออก ก่อนจะเบนสายตาหนีไปทางชั้นหนังสือ แต่ยังคงพยายามทำสีหน้าให้เป็ปกติ
“ก็… ประมาณนั้นครับ” เขาตอบเสียงเบา
จุนโกะมองเขาอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกำลังสังเกตอะไรบางอย่าง ก่อนจะปิดหนังสือ แล้วพูดต่อ
“ไม่ต้องห่วงหรอก มันก็มีบ้างแหละน่า ที่คนเราจะโมโหแล้ววีนแตกบ้างเราก็เห็นมาเบลวีนใส่แฟนเขาอยู่บ่อยครั้ง”
“ถ้าริวโดนมาเบลวีนใส่ยังไงเราต้องขอโทษแทนด้วยนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆสบายๆ
คำตอบของจุนโกะทำให้คิ้วของริวขมวดขึ้นทันทีก่อนที่เธอจะหันมาสบตาเขาตรงๆแล้วถามขึ้นอีกครั้ง
“ทำไมถึงคิดว่าพวกเขาอันตรายล่ะ”
คำถามนั้น ไม่ได้ฟังดูเหมือนแค่ถามธรรมดาแต่มันเหมือนกำลังมองลึกเข้ามา ริวเงียบ… คำตอบติดอยู่ที่ปลายลิ้นแต่เขาพูดไม่ได้ เพราะไม่รู้จะอธิบายยังไง ในเมื่อเหตุการณ์ที่เขาเห็นมันไม่มีหลักฐานมีแค่ดวงตาที่ยืนยันว่ามันคือความจริง ริบหลุมสายตาลง แล้วพูดต่อด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ผมแค่… ไม่อยากให้คุณไปยุ่งกับคนพวกนั้นครับ”
จุนโกะมองเขานานกว่าปกติเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาเป็รอยยิ้มที่ดูใสๆไร้เดียงสาเหมือนทุกครั้ง แล้วจึงพูดต่อ
“ริวไม่ต่องกห่วงนะ ถ้าพวกเขาทำอะไรเรา เราจะไปฟ้องแม่เราแน่!”
คำว่า แม่ที่หลุดออกมาทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงทันที ทำให้ริวเงียบไปชั่วครู่ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรก่อนที่จุนโกะเรียกชื่อเขาเบาๆอีกครั้ง น้ำเสียงของเธอยังคงนุ่มนวลเหมือนเดิม
“นี่ๆริว…”
“ครับ”
“แล้ว… ครอบครัวของริวเป็ยังไงเหรอ”
คำถามนั้น มาแบบไม่ทันตั้งตัว ริวชะงักไปทันทีสายตาแข็งค้างอยู่ชั่วขณะเหมือนโดนแตะจุดที่เขาพยายามไม่บอกใคร ถ้าหากไม่จำเป็
“ทะ…ทำไมคุณถึง… ถามผมแบบนั้นล่ะครับ” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย
“เราแค่สงสัยน่ะ ที่บ้านเราเคยอยู่กับแม่สองคนแต่ก็…อาจจะแค่เคย…นะ” จุนโกะยิ้มบางๆพูดพลางยิ้มบางๆ น้ำเสียงของเธอเรียบๆไม่ได้เศร้า ไม่ได้ฝืน เหมือนแค่เล่าเื่ธรรมดา
แต่คำว่า เคย ถูกพูดออกมาโดยไม่มีน้ำหนังมากแววตาของเธอก็ว่างเปล่าผิดไปจากก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าไม่ได้ผูกพันธุ์อะไรนักนั่นก็เป็เพียงภายนอกที่ริวสังเกตได้ ก่อนเขาจะถามต่อ
“แล้ว… ตอนนี้แม่ของคุณเป็ยังไงบ้างล่ะครับ” เสียงของเขาก้างๆเกรงๆ
“แม่เราก็… ทำงานเป็พยาบาลในโรงเรียนน่ะ” เธอพูดพลางก้มมองโต๊ะ รอยยิ้มบางๆยังคงประดับอยู่บนใบหน้า “เมื่อก่อนเราป่วยหนักจนต้องนั่งรถเข็น แต่แม่ก็ยังดีที่แม่ยังคอยดูแลเรา”เธอเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย “แม่รักเรามากเลยนะ”
“ทุกวันแม่นะก็จะเลิกงานก่อนเราเลิกเรียนแม่เลยได้กลับบ้านก่อน และรอให้เรากลับบ้านไป…”
ภาพในบ้านหลังใหญ่แต่กลับว่างเปล่าก็ปรากฏขึ้นในหัวข้องจุนโกะแต่สำหรับริวที่ไม่รู้เื่ เขายังเข้าใจตามที่เธอพูดทั้งหมด แต่แล้วจุนโกะหันมามองเขาด้วยแววตานิ่งๆอย่างตั้งใจ ก่อนจะถามย้อนกลับ
“แล้วริวล่ะ”
คำถามนั้นเบากว่าเสียงพูดก่อนหน้า แต่น้ำเสียงกลับหนักกว่าเดิมริวที่ได้ยินแบบนั้น เขาหลุบตาลงเล็กน้อย มือที่วางอยู่บนโต๊ะกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“พ่อแม่ของผม... ก็รักผมเหมือนกันครับ”
จากนั้น ริวก็เริ่มเล่าถึงวันวานที่เขายังมีพ่อกับแม่อยู่ด้วยทั้งวันที่ดี หรือแม้แต่วันที่แย่ ทั้งสองยังคงพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่อยงราวของครอบครัวจนกระทั่ง มาถึงวันที่เขาต้องสูญเสีย เขาก็พูดต่อด้วยเสียงของเขาเบาลง
“แต่พวกท่านก็เสียไปแล้ว จากเป็อุบัติเหตุ…อย่างที่เขาว่ากันน่ะครับ แฮะๆ” ริวหัวเราะเบาๆแต่สีหน้าและแววตากลับไม่ตลกด้วยเลยสักนิด
“เสียใจด้วยนะริว” จุนโกะพูดเสียงเบา
“ครับแต่… ผมคิดว่ามันมีคนอยู่เื้ั แล้วผมก็… กำลังตามหาเขาอยู่”
จุนโกะพยักหน้า “มันคงเหนื่อยน่าดูเลยสินะที่ต้องทำเื่หมดด้วยตัวคนเดียวแบบนั้น…”
“เราก็… เข้าใจความรู้สึกริวนะ ริวน่ะอยากปกป้องอะไรสักอย่างเอาไว้ เพราะบางที...การสูญเสียมันก็เ็ปเกินกว่าจะรับไหว”
คำว่า เข้าใจ เป็คำธรรมดา แต่เป็คำที่เขาโหยหามาตลอดสิบปีนับั้แ่เกิดเื่กับครอบครัว ทว่าตอนนี้… ในสายตาของริว จุนโกะดูเหมือนเพียงคนเดียวที่มองเห็นเขาจริงๆในโลกที่แสนโหดร้าย
แววตาของจุนโกะหม่นลงเล็กน้อย ก่อนจะขยับมือมาวางใกล้ๆมือของริวบนโต๊ะแม้ว่าเธอไม่ได้ััแต่ริวกลับรู้สึกถึงไออุ่นบางๆ
“เหมือนกับเราที่มีแค่แม่คนเดียวเราเลยต้องพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง เพื่อที่จะอยู่กับแม่ให้นานที่สุด”
“ยังไงเราขอให้ริวหาตัวคนร้ายในเจอเร็วๆนะ!”
แม้จะเป็เพียงกำลังใจเล็กๆ แต่ก็ทำให้กำแพงในใจของริวเริ่มสั่นคลอนจากที่เคยคิดว่าจุนโกะเป็เพียงเด็กสาวอ่อนโยนและไร้เดียงสาที่ต้องได้รับการปกป้องพอมาถึงตอนนี้ เขากลับรู้สึกว่าเธอคือคนเดียวที่เข้าใจเขา ทว่าริวไม่ได้ตอบอะไรเพียงอมยิ้มและหลุบตาลงเพื่อปกปิดความรู้สึกแต่ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกที่เอ่อล้นออกมาผ่านแววตา ก็ยังคงชัดเจนอยู่ดี ก่อนที่จุนโกะพูดต่อ
“ถ้าริวอยากพูด… ก็บอกเราได้นะ เราพร้อมฟังเสมอ”
ริวหันมาสบตาเธอพร้อมกับยิ้มบางๆให้ แล้วตอบ“…ครับ”
เพียงคำตอบสั้นๆ แต่ความรู้สึกข้างในนั้นไม่สั้นเลยเป็ครั้งแรกในรอบนาน ที่เขารู้สึกว่า มีใครสักคนเข้าใจ
และเมื่อสิ้นสุดการสนทนานั้น ความเงียบก็เข้าปกคลุมทั่งห้องและในความเงียบของห้องสมุดนั้น ระยะห่างระหว่างคนสองคนค่อยๆแคบลง โดยที่เนิวเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังเปิดใจให้กับใครบางคนไปมากแค่ไหน
ต่อมาไม่นาน เสียงออดดังขึ้นแทรกความเงียบภายในห้องสมุดบ่งบอกเวลา16:30 น. เสียงนั้นกังวานไปทั่วอาคาร ริวเงยหน้าขึ้นจากหนังสือเล็กน้อยสายตาเลื่อนไปมองจุนโกะที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอก็เงยหน้าขึ้นเช่นกันดวงตากลมใสสบตาเขาอย่างเป็ธรรมชาติ ก่อนจะยิ้มบางๆ
“หมดเวลาพักแล้วสินะ” จุนโกะพูดเสียงเบาพลางปิดหนังสือลงอย่างเรียบร้อย
“ผมก็คงต้องกลับแล้วเหมือนกันครับ”
“อึ้ม งั้นไว้เจอกันใหม่นะริว”
“ครับ… คุณก็ดูแลตัวเองด้วยนะครับ”
คำพูดนั้นหลุดออกไปโดยไม่ทันคิดนักแต่พอพูดออกไปแล้ว ริวก็ชะงักเล็กน้อย เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป
จุนโกะเอียงศีรษะนิดๆก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “ริวก็เหมือนกันนะ”
หลังจากนั้น ทั้งสองก็ได้แยกทางกัน ริวผลักประตูห้องสมุดออกมาแสงแดดยามบ่ายสาดเข้ามากระทบสายตา เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะก้าวออกไปด้านนอก โดยที่ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าภายใต้แววตาที่ดูเห็นอกเห็นใจของจุนโกะกลับมีความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่งซ่อนอยู่และเธอกำลังจดจำทุกรายละเอียดของความเ็ปที่ถูกเล่าออกมา เพื่อเก็บไว้ใช้ทำลายตัวเขาในวัน… ที่เขาไม่ได้ระวังตัว
ทางฝั่งของริวที่เดินออกมา ตามทางเดินสายตาของเขาเหลือบมองไปยังสนามฟุตบอลเห็นว่านักเรียนกลุ่มหนึ่งยังคงวิ่งไล่เตะบอลกันอยู่ เสียงหัวเราะเสียงะโเรียกบอลดังขึ้นเป็ระยะ บางคนนั่งอยู่ขอบสนามคอยดูเพื่อนเล่นอย่างสบายใจภาพนั้นทำให้เขาหยุดมองอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเบือนสายตาหนีแล้วเดินต่อ ไม่นาน ประตูรั้วสีขาวของโรงเรียนก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าริวก้าวผ่านมันออกไป
ขณะที่ริวเดินไปตามฟุตบาทข้างทางอย่างเงียบๆมือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกข้างสะพายกระเป๋าไว้บนไหล่ แสงแดดใน่นี้อ่อนลงกว่าตอนกลางวันเล็กน้อยสีของมันดูนุ่มนวลขึ้น ทอดเงายาวไปตามพื้นทางเดินนักเรียนภายในโรงเรียนเหลืออยู่ไม่มากแล้วเสียงจอแจที่เคยดังระงมใน่เลิกเรียนแรกๆเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
ณ หอพัก
ริวเปิดประตูเข้าไปในอาคารอย่างเงียบเชียบเหมือนทุกวันกลิ่นอับจางๆของอาคารเก่าลอยแตะจมูกเบาๆ เสียงพัดลมเพดานหมุนดังเบาๆอยู่ตรงโถงด้านล่างเขาเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง เสียงฝีเท้าดังก้องเบาๆในความเงียบก่อนจะหยุดลงที่หน้าห้องของตัวเอง แล้วไขกุญแจไขแล้วเปิดประตูเข้าไปด้านใน
เมื่อเข้ามาด้านใน ริวเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟแป๊ะ!แสงสีขาวสว่างขึ้น เผยให้เห็นห้องเดิมๆที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก่อนจะวางกระเป๋าไว้และทิ้งตัวลงนอนหงายบนที่นอนอย่างแรงเล็กน้อย
ฟุบ… ที่นอนยวบลงรับน้ำหนักร่างของเขาริวนอนนิ่งอยู่แบบนั้น สายตามองขึ้นไปบนเพดานว่างเปล่า มีเสียงหายใจแ่เบาของตัวเองความเงียบค่อยๆแผ่กระจายไปทั่วห้อง แต่ในความเงียบนั้น ความคิดกลับไม่เงียบเลยแม้แต่น้อย
ภาพของจุนโกะผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน น้ำเสียงของเธอ…รอยยิ้มบางๆ… และสายตาที่มองเขาโดยไม่หลบเลี่ยง ริวหลับตาลงช้าๆ
นี่คงเป็ครั้งแรกในรอบหลาสิบยปีเลยสินะครับที่ผมได้คุยกับใครสักคนจริงๆแบบนี้…
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางหลับตาลง แต่แทนที่เขาจะคิดเื่อื่นแต่ภาพ่เวลาที่ได้คุยกัยของจุนโกะเมื่อก่อนหน้า คำพูดทีาไม่ได้สวยหรูไม่ได้พิเศษอะไร แต่มันกลับทำให้เขาเบาใจอย่างประหลาด จนทำให้เขาไม่อยากไปคิดเื่อื่น
ผมควรอยู่ตรงนั้นให้นานกว่านี้หรือเปล่า…
มือของริวค่อยๆยกขึ้นวางพาดบนหน้าผาก ลมหายใจของเขาช้าลงเล็กน้อยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันก็ค่อยๆคลายออก และแทนที่ด้วยไออุ่นบางๆ เหมือนมีที่ว่างเล็กๆที่เขาสามารถวางตัวเองลงไปได้
“เฮ้อ… ช่างมันเถอะ” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ไม่สิครับ ผมต้องไม่ลืมว่า... ผมมานที่นี่เพื่ออะไรเพราะงั้นจะเสียเวลามากไม่ได้
แม้ว่าเขาบอกตัวเองแบบนั้นแต่ลึกๆในใจที่เคยปิดตาย กลับมีพื้นที่เล็กๆ ที่เขาเผลอเปิดรอให้ใครบางคนไว้แล้วโดยที่เขาไม่รู้เลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของบางอย่าง… ภายใต้ความเงียบในห้องเล็กๆนี้ มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ทางฝั่งจุนโกะที่ในโรงเรียน แสงแดดยามบ่ายอ่อนลงมากแล้วทางเดินของอาคารเรียนดูโล่งกว่า่ก่อนหน้า เสียงนักเรียนมีเพียงประปราย เธอยังคงเดินกลับเข้าห้องเรียนอย่างไม่รีบร้อนอะไรพร้อมกับหนังสือถูกรวบไว้แนบอกก
ทว่าในจังหวะนั้น ยูริก็เดินสวนทางมา ทั้งสองปรายตามองกันเพียงเสี้ยววินาก่อนที่จะเผยรอยยิ้มบางๆที่มุมปากออกมาพร้อมกัน เป็รอยยิ้มที่สื่อความหมายทุกอย่างโดยไม่ต้องใช้คำพูดอะไร มีเพียงโบว์ที่ผูกอยู่ที่ผมหางม้าของทั้งสองที่สั่นไหวเบาๆไปตามแรงลมแล้วต่างฝ่ายก็เดินสวนกันไปอย่างเงียบเชียบ
ทว่า อีกฝั่งหนึ่งของทางเดิน แนนโน๊ะยืนพิงผนังอยู่เงียบๆแขนทั้งสองข้างกอดอกหลวมๆ ั์ตาสีเข้มใต้กรอบผมหน้าม้าของเธอมองทอดตามแผ่นหลังของสองสาวโบว์แดงและโบว์ขาวที่กำลังเดินแยกจากกันไปคนละทิศคนละทาง โดยไม่มีรอยยิ้ม มีเพียงสายตาที่นิ่งๆแต่ลึก…และเหมือนมองทะลุไปไกลกว่านั้น
“เฮ้อ…” เสียงถอนหายใจแ่ๆหลุดออกมา
จากนั้น แนนโน๊ะคลายแขนออกช้าๆก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปอีกทาง ปล่อยให้สายลมพัดพาความเงียบเข้าสู่ทางเดินกลับเข้าสู่ทางเดินนั้น