ระหว่างที่เอริคกำลังเดินกลับคฤหาสน์ด้วยความสบายใจ
“นั่นควันไฟอะไรน่ะ?”
ทหารคนหนึ่งชี้ไปยังทิศทางนึง
ควันไฟ?
เอริคเงยหน้ามองไปยังทิศทางที่ทหารคนนึงชี้
ทิศทางนั้น.....
เฮ้ย!บ้านข้าเองนี่หว่า!!
เอริคพลันพุ่งออกไปยังทิศทางตระกูลัทมิฬด้วยความรวดเร็ว
บัดซบมีคนโจมตีตระกูลข้าระหว่างที่ข้าคนนี้ไม่อยู่รึ?
เอริคปลดปล่อยปล่อยจิตสังหารและพลังปราณออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ทางที่เอริคผ่านไปปรากฏซากศพซอมบี้นอนเรียงรายตามทางจำนวนมาก
แม่งเอ้ยยยย
กล้าโจมตีตระกูลข้าไม่พอยังเผาคฤหาสน์ข้าอีกรึ?
ไอ้พวกสารเลวววววววววววว
เอริคมองไปที่คฤหาสน์ที่กลายเป็ซากปรัหักพังด้วยสายตาที่แดงก่ำ.....
หือ?
ซากปรักหักพัง?.......
เอริคมองไปที่ภาพด้านหน้าด้วยความมึนงง
อ้าว?ก็ปกติดี.....
มีควันไฟลอยมากจากด้านในคฤหาสน์
หรือว่ามีคนบุกเข้าไปภายในคฤหาสน์ข้าแล้ววางเพลิงกัน?
เอริครีบพุ่งเข้าไปในคฤหาสน์ด้วยความเร่งรีบ
ปรากฏภาพที่คนในตระกูลถูกสังหารเืไหลเป็สายธารและคฤหาสน์ต่างๆเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายและเผาทำลาย
นั่นคือสิ่งที่เอริคคิด
นั่น........
หม้อ?
ทำไมถึงได้มีหม้อจำนวนมากตั้งอยู่กัน
เอริคเดินเข้าไปดูด้วยความสับสนอย่างมาก
ข้าว...ข้าวต้ม?
เอริคก้มมองสิ่งทิอยู่ในหม้อด้วยความสับสนกว่าเดิม
“อ้าว?เอริคเ้ากลับมาแล้วรึ?เ้าได้รับาเ็รึไม่?”
ลูคัสเดินมาเห็นเอริคเลยรีบเดินมาถามด้วยความเป็ห่วง
“ข้าสบายดีท่านพี่...แล้วหม้อพวกนี้?”
เอริคกำลังโคตรงงของงง
ข้าเห็นควันไฟพุ่งสูงจำนวนมากก็นึกว่าเกิดเหตุร้ายอะไร
กลายเป็ว่าพวกท่านแค่ต้มข้าวต้ม?
“หม้อพวกนี้?ก็ต้มข้าวต้มไง”
ลูคัสมองไปที่เอริคด้วยความไม่เข้าใจ
ทำไมน้องชายข้าถึงทำหน้ายังกับไม่เคยเห็นข้าวต้มกัน
ถึงแม้เราจะกินแต่ข้าวสวยแต่ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยกินข้าวต้มเลยนี่?
หรือน้องชายข้าจะไม่เคยกินจริงๆ?
เอริคเห็นสายตาของลูคัสที่จะสื่อออกมาทำนองนั้นก็แทบกระอีกเืออกมา
แน่นอนว่าข้าเคยเห็นข้าวต้ม!เคยกินด้วย!
แต่ที่ข้าสงสัยก็คือทำไมมีหม้อจำนวนมากมายตั้งอยู่ที่นี่พร้อมกับข้าวต้มจำนวนมากตั้งหาก
“ท่านพี่ทำไมพวกท่านถึงต้มข้าวต้มจำนวนมากเช่นนี้กันล่ะ?”
เอริคฝืนยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยถามลูคัส
“ก็เรามีคนเพิ่มขึ้นถ้ายังใช้แค่พื้นที่ในครัวก็ไม่พอต่อการทำอาหารเลี้ยงผู้คนน่ะสิ”
“คนเพิ่ม?ท่านพี่ถ้าเรารวมคนจากตระกูลกุหลาบขาวด้วยก็ไม่น่าเกิน500คนนี่ขอรับ นี่ก็เป็จำนวนที่หักลบกับคนที่ออกและตายไปแล้วเรียบร้อยด้วยที่สำคัญไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนเรามีคนถึง400คนในตระกูลเลยไม่ใช่รึขอรับ?เพิ่มมาอีกสัก 100 คน โรงครัวก็น่าจะรับไหวนะขอรับไม่เห็นจำเป็ต้องมาตั้งหม้อมากมายข้างนอกเช่นนี้?”
“อ้อเื่นี้เป็เพราะตอนที่เ้าไม่อยู่มีคนเข้ามาเพิ่มอีกนะ”
“เพิ่มอีกเท่าไหร่รึขอรับ”
ถึงเอริคจะถามแบบนั้นแต่ภายในใจเขากลับคิดว่า
คนมันจะเพิ่มมาสักแค่ไหนกันเชียววววว
หรือท่านพี่จะคำนวณปริมาณที่คนรับประทานไม่เป็กัน?
“ประมาณ 1000 คน”
ลูคัตอบออกมา
“อ้อ 1000คนแค่พั........”
“1000คน!!”
เอริคมองไปที่ลูคัสด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
เฮ้ยมาไง?!
“ฮ่าๆอันที่จริงเื่นี้ต้องยกความดีความชอบให้กับเ้า”
ลูคัสมองไปเอริคพร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความพึงพอใจ
“ข้า?ข้าจำไม่เห็นได้ว่าเคยออกไปรวบรวมคนด้วยนะขอรับ?”
เอริคได้ฟังแบบนั้นก็ยิ่งสับสน
ทำไมวันนี้มีแต่อะไรให้สับสนกัน!!
“หึหึ ก็เ้านี่แหละการที่เ้าออกไปไล่เชือดซอมบี้จำนวนมากทุกวันๆเลยส่งผลให้จำนวนซอมบี้น้อยลงมากคนเลยสามารถออกมาจากที่ซ่อนตัวได้”
“แต่พอพวกเขาออกมาแล้วก็ไม่รู้จะไปที่ไหนดีบังเอิญเขาพบว่า ตระกูลใหญ่ที่ยังเหลือรอดมีเพียงตระกูลัทมิฬเท่านั้นชาวบ้านพวกนี้เลยแห่กันมาที่ตระกูลเรานี่แหละ”
“เป็เช่นนี้....”
เอริคพยักหน้าเป็เชิงเข้าใจ
แม้ว่าจะเกิดซอมบี้บุกที่ใจกลางเมืองแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะโดนฆ่าหมดยังก็ย่อมมีชาวบ้านที่หนีรอดมาได้แล้วซ่อนตัวอยู่เป็ธรรมดา
“หือ?”
เอริคเหมือนกับคิดอะไรขึ้นมาได้
“เมื่อครู่ท่านพี่บอกว่าเหลือเพียงแค่ตระกูลเราตระกูลเดียว”
“ใช่ ตระกูลบุปผาล่มสลายแล้ว!!”
ลูคัสฉีกยิ้มกว้างออกมาด้วยความสุข
“ดียิ่งนัก!!”
เอริคเองก็ดีใจเช่นกัน
ยังงี้ก็กลายเป็ว่าเราได้ยึดครองเมืองนี้แล้วสินะ?
ฮ่าๆๆ์!
ยอดเยี่ยม!ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!!
“แต่ท่านพี่ถ้าคนในตระกูลบุปผายังอยู่ไม่ใช่ว่าจะมีปัญหา”
เอริคไม่ได้หวาดกลัวตระกูลบุปผาแต่เขากลัวว่าในอนาคตพวกเขาจะสร้างความวุ่นวายมากกว่า
ถ้าไม่ถอนรากถอนโคนล่ะก็ปัญหาในอนาคตจะมาไม่สิ้นสุด!!
ขณะที่เอริคกำลังคิดที่จะออกไปไล่สังหารผู้ที่เหลือรอดของตระกูลบุปผา
“เ้าจำเป็ต้องกังวลในเื่นั้นหรอกคนในตระกูลกุหลาบขาวที่เหลือรอดเพียง 2 คนได้อยู่ที่นี่แล้ว”
“ห่ะ?อยู่นี่?”
เอริคมองไปที่ลูคัสราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
์!!บนโลกนี้จะมีอะไรที่ดีเช่นนี้ด้วยรึ?
“เ้าไม่จำเป็ต้องแปลกใจขนาดนั้นก็ได้ตระกูลพวกนางล่มสลายลงหมดแล้วก็เป็ธรรมดาที่พวกนางต้องขอมาพึ่งพิงพวกเรา ยังไงเราก็ไม่ได้มีปัญหากับตระกูลบุปผาอยู่แล้วและพวกนางยังเป็คนบอกกับพวกเราเองว่าตระกูลบุปผาล่มสลายแล้วบนทวีปนี้จะไม่มีตระกูลบุปผาอีกต่อไป”
“อืม ถ้าเช่นนั้น”
เอริคจับคางพลางขมวดคิ้วคิด
การที่พวกนางพูดออกมาเช่นนี้เท่ากับยอมรับชะตากรรมแล้วสินะยังไงคนในตระกูลนางก็โดนสังหารหมดแล้วข้าคงไม่จำเป็ต้องสังหารพวกนางทิ้งหรอกระมัง?
ถ้าข้าทำเช่นนั้นก็ดูจะโหดร้ายเกินไปหน่อย
เอริคถอนหายใจ
สำหรับคนยุคนี้การที่ยอมรับว่าตระกูลล่มสลายก็แทบไม่ต่างจากตัดเส้นทางการฟื้นฟูตระกูลของตัวเองแล้ว
“ตกลงท่านพี่งั้นข้าจะปล่อยพวกนางไปแล้วกัน”
เอริคตอนนี้ก็มีครอบครัวเลยไม่ได้ตัวคนเดียวโดดเดี่ยวอีกแล้วทำให้ความโหดร้ายและความเ็าของเอริคลดลงไปเป็จำนวนมาก
ที่สำคัญเมื่อกี้ท่านพี่ลูคัสบอกว่าพวกนาง?หรือว่าจะเป็ฝาแฝดสาวแห่งตระกูลบุปผากันนะ?
หึหึแบบนี้ก็ดีไม่ใช่น้อย
ระหว่างที่เอริคกำลังฝันหวานไปพลางๆ
ปัง!!
“ท่านพี่ลูคัสท่านเป็ไรรึไม่!!แล้วท่านพี่เอริคล่ะ?”
อาเรียที่ตามมาหลังจากเห็นควันไฟก็รีบะโข้ามกำพงคฤหาสน์ก่อนจะมาหยุดยืนถามลูคัสด้วยความเป็กังวล
“ข้า....ข้าไม่เป็ไร..แต่ว่า”
ลูคัสมองไปที่พื้นด้วยความสงสาร
“ที่พื้นมี....”
อาเรียเห็นลูคัสมองไปที่พื้นนางก็มองตามด้วยความสงสัย
“อ่า!ท่านพี่เอริคใครทำร้ายท่านกัน”
อาเรียยืนอยู่บนตัวเอริคพร้อมกับกรีดร้องออกมา
ใครงั้นรึ?
ก็เ้าไง!!ใน้องสาวที่ไหนะโมาทับพี่ชายตัวเองแล้วถามว่าใครทำร้ายไหม?
“เ้าลงไปก่อน....”
อาเรียเห็นว่าตัวเองกำลังทับอยู่ก็รีบลุกออกไป
เอริคพลิกตัวเตรียจะลุกแต่ทว่า....
ปัง!
“เอริคใครให้เ้าวิ่งออกมาคนเดียว!”
เอวาที่ะโตามมาได้ะโมาทับตรงเป้าเอริคพอดิบพอดี
อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
“ไข่ข้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา”
เอริคกรีดร้องออกมาสุดเสียง