หลังเลิกงานผมผมลงมารอไอ้ตำรวจจอมจุ้นหน้าโรงงานเหมือนเดิม แต่วันนี้มันช้าหน่อย เข้าใจมันแหละครับ เพราะมันใส่เครื่องแบบมาเดินงานพวกนี้ไม่ได้ ไม่ใช่เวลาราชการ ก็ต้องไปเปลี่ยนชุดนิดหน่อย
“พี่ตาม เพื่อนพี่ไม่มาแล้วมั้งครับ เขากลับบ้านกันหมดแล้วเนี่ย” เสียงไอ้เมฆที่ขับรถไปกับไอ้เกมส์ดังขึ้น ไอ้สองตัวนี้ทะเลาะกันเก่ง แต่ก็ชอบไปไหนด้วยกันสองคน
“เื่ของกู มันไม่มากูก็ขับรถกลับ” ผมตอบมันกลับไปด้วยท่าทางกวนตีน
“อ่อ งั้นพวกผมไปแล้ว”
“เออ จะไปไหนก็ไป”
ผมนั่งรอหน้าโรงงานสักพักรถไอ้เ้าบ่าวก็มาจอดเทียบถนนหน้าโรงงาน
“ช้าจังวะ” ผมถามไปด้วยท่าทางหงุดหงิด
“กูติดงานที่ค้างอยู่เมื่อบ่ายด้วย ยุ่งวะ”
“เหนื่อยมั้ยมึง” จากท่าทางหงุดหงิดเปลี่ยนเป็น้ำเสียงที่เป็ห่วงทันที เห็นผมกวนตีนแบบนี้ เวลาเห็นใครเหนื่อย ท้อแท้ ผมจะเปลี่ยนกลับเป็คนที่ขอบให้กำลังใจคนอื่นทันที แล้วก็ไม่ชอบกวนตีนใส่ใครในเวลาที่ไม่ควรด้วยครับ
“ก็เหนื่อยนะ แต่เห็นหน้ามึงกูก็หายเหนื่อยแล้ว” ไอ้ตำรวจพูด พร้อมส่งยิ้มมาให้ผม
แหม ผมไม่กวนตีนใส่มันหน่อย มันนี่รีบกวนผมกลับเลยนะ ไอ้นี่มันร้าย มัวแต่กวนตีนผม แล้ววันนี้จะได้ไปไหมเนี่ย งานวัด
“แล้วมึงจะออกรถได้ยังไอ้คุณตำรวจ”
“ไปทางไหน มึงก็บอกกูมาดิ”
“ตรงไปไง แล้วเลี้ยวซ้ายแยกหน้าเนี่ย ไม่นานก็เจอวัดแล้ว”
ไอ้เ้าบ่าวขับรถมาจอดแถวหน้าวัด พอดีคนที่ยืนโบกรถรู้จักกับมันพอดี รู้สึกจะเป็อาสาสมัคร ที่เคยเข้าไปช่วยงานที่ทำงานมันแหละครับ มันเลยได้จอดที่ดีหน่อย ปลอดภัยและเดินไม่ไกลมาก
“ไงตัวแสบ ไปไหนกันก่อนดี”
“สวนสนุกไหม ปาโป่ง ยิงเป้า อะไรแบบนี้”
เสียงดนตรีเพลงดังสนั่นจากเครื่องเสียงที่ทางวัดจัดหาไว้ แสงไฟที่ประดับตกแต่งทั่วงานอย่างสวยงาม เพื่อความสนุกจากเดิมขึ้นอีกระดับ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เดินเที่ยวงานวัด แน่นอนเสน่ห์ของงานวัดคือ เครื่องเล่นและเกมส์ประลองผีมือต่างๆ ผมเดินนำตรงไปที่ร้านปาโป่ง ที่คุ้นเคย
“แข่งกันป่าวเจ็ดดอกยี่สิบ” ผมยักคิ้วเชื้อเชิญไอ้เ้าบ่าว ทั้งๆที่เคยให้คะแนนความแม่นตัวเองสองเต็มสิบ
“มึงจะแข่งกับกูจริงหรอ” ไอ้เ้าบ่าวยักคิ้วกับอย่างมีเลสนัย
“พี่ครับ ผมขอสองชุด” ผมบอกกับพี่คนขาย
ผมหยิบลูกดอกได้ก็ปาไปกรอบไม้หน้าผมที่มีลูกโป่งยัดอยู่เต็มกรอบ ขนาดที่ไอ้เ้าบ่าวหักๆงอๆ ลูกดอกที่มันได้มาจากพี่คนขาย ลูกแรกเอ้า โดนสิครับ ลูกที่สองแตกไปอีกหนึ่ง วันนี้สงสัยดวงขึ้นผมจึงปาลูกต่อไปอย่างไม่รอช้า ผลปรากฏว่า ติดขอบ ลูกที่สี่เข้าเป้าเดิมที่โดนไปแล้ว ห้าติดขอบ หกติดขอบ เจ็ดด้วยความโมโห ขว้างไปเต็มกำลังครับครั้งนี้ โน้น ไปปักตุ๊กตา้า
“แหม ทำเป็ท้ากูนะมึง”
“มึงรีบปาเร็วๆเข้าเหอะ”
ไอ้เ้าบ่าวเลยปาลูกดอกแบบรัวๆ เชี่ยยยย โดนลูกโป่งทุกดอก
“ได้รางวัลครับ เอาอะไรดี” คนขายลูกดอกถาม
“ไอ้ตูมตาม มึงอยากได้อะไรมึงก็บอกพี่เขา”
“มึงไม่เอาหรอวะ”
“เออ มึงจะเอาอะไรก็รีบเอา”
ตุ๊กตาของรางวัลก็มีให้เลือกไม่กี่แบบครับ ผมเลือเอาตุ๊กตาตัวหนอนสีเขียว ที่ดูท่าทางน่ารักที่สุดมา
“เดี๋ยวกูจะทำให้ดู ว่าความแม่นที่แท้จริงมันเป็ยังไง” ไอ้เ้าบ่าวเอ่ยขึ้นพร้อมเดินนำผมไปที่ร้านยิงปืน พอเดินถึงมันจ่ายเงินพี่เ้าของร้านแล้วเล็งไปที่เป้ากระดาษ ยิ่งไปครั้งแรก ไม่โดนจุดดำครับ เฉียดไปข้างๆ ผมยอมรับว่าขนาดนี้ก็แม่นมากแล้ว แต่มันไม่สมราคากับที่มันคุยไว้นี่
“โหย อะไรว้า ไม่ได้แม่นอย่างที่คุยนี่หว่า”
คุณตำรวจเลยรัวปืนอีกหลายลูก ไม่ได้ยิงใส่ผมนะครับ ยิงไปที่เป้ากระดาษที่มันเล็งอยู่แล้ว แต่ทุกนัดที่มันกระหน่ำยิงมันไม่โดนจุดสีดำตรงกลางเลยครับ โดนรอบๆหมดเลย และะุพลาสติกนัดสุดท้ายที่ยิงไป ทำให้จุดสีดำตรงกลางขาดไปเลยครับ โอ้โห่ มันจะเทพเกินไปแล้ว คนเชี่ยอะไรวะ ยิงจนกระดาษขาด
“ยังไง แม่นมั๊ยล่ะ”
“เออ กูขอคาราวะเลย” ผมพูดพร้อมกับท่าทางอึ่งทึ่ง ต่างคนต่างเงียบกันสักพัก
“แล้วจะไปไหนกันดี” ไอ้เ้าบ่าวถามขึ้นมา
“ชิงช้า์ไหม”
“เออ ตามใจมึงเลย”
ผมกับไอ้เ้าบ่าวเดินเล่นกันต่อ ไปนั่งชิงช้า์ กลับมายิงปืน เดินแว้บไปดูคอนเสิร์ต กลับมาระบายสี ซึ่งโซนที่พวกผมอยู่ส่วนใหก็โซนเครื่องเล่นนี่แหละครับ พวกของกินไม่ค่อยได้ผ่านไป
“ไอ้ตูมตาม มึงลืมอะไรป่าววะ” คุณตำรวจถามผมขึ้นมา
“ก็ไม่ได้ลืมอะไรนะ ของก็ยังอยู่ครบเลย” ผมทำท่าทางเลิ่กหลั่ก กล้มดูซ้ายขวา
“ไอ้เหี้ย กูหิว มึงลืมกินข้าวป่าววะ”
“เอ้า มึงไม่บอกกูล่ะ”
“หิวจนจะกินมึงได้ทั้งตัวแล้วเนี่ย กูก็สงสัยอยู่ว่ามึงจะชวนกูไปกินข้าวเมื่อไหร่”
“มึงจะกินกูเลยมั๊ยล่ะ” ผมพูดพร้อมยักคิ้วให้มันสองที
“มึงอย่าท้ากูนะไอ้ตาม” อูย ผมโดนสายตาพิฆาตของตำรวจเข้าแล้วครับ
“เออ กินอะไร ผัดไทยมั๊ย” ผมรีบถามมันกลับไป
“เออ ไปเหอะ กูหิว” โอ๋เอ๋ ตำรวจั์ผู้น่าสงสาร 555+
ผมรีบเดินนำไปร้านขายผัดไทยหอยทอด ไอ้เ้าบ่าวรีบวางของแล้วเดินไปสั่ง
“มึงเอาอะไร ผัดไทยหนึ่งนะ” ไอ้เหี้ย ไม่รอคำตอบจากกูหน่อยหรอ โชคดีที่คนไม่เยอะมาก ผมจับไอ้บ่าวจึงได้กินเร็วหน่อย
“ไหนมึงบอกมึงจะกินผัดไทย” ผมถามพร้อมกับแม่ค้าหยิบจากหอยวางตรงหน้ามัน ส่วนของผมเป็ผัดไทยครับ แต่ไม่เป็ไร อะไรผมก็กินได้หมดแหละ แต่ตอนนี้ขอแกล้งคนหน่อยดีกว่า
“เชี้ย หอยทอดหน้ากินจังวะ” ผมพูดพร้อมมองไปที่เพื่อนผม ที่ตักหอยทอดเข้าปากคำแรก
“มึงอย่าตอแหล มึงไม่ชอบกินหอยทอด” ไอ้เ้าบ่าวตอบกับอย่างเร็วพร้อมตักหอยทอดเข้าปากเป็คำที่สอง
“กูก็อยากกินหอยทอดกับมึงไง”
“มึงจะสั่งเพิ่มมั๊ย เดี๋ยวกูเรียกป้าให้”
“ไม่ กูอยากกินในจานมึง”
“มึงจะกินมึงก็กิน อย่าพูดมาก” ไอ้เ้าบ่าวพูดพร้อมตักหอยทอดที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนแป้งมาให้ผมหนึ่งตัว
“เออ ขอบคุณ” ผมพูดพร้อมกับยิ้มให้มัน
… มันกินต่อไม่ได้ตอบอะไรผมมาครับ
“กูว่าเยอะไปวะ มึงเอาคืนไปบ้างป่าว” ผมเอ๋ยปากถามไอ้เ้าบ่าวอีกรอบ
“เออ ก็ได้” ไอ้เ้าบ่าวพูดพร้อมทำท่าจะตักหอยทอดจากจานผมไป
“เดี๋ยวกูตักให้” ผมบอก พร้อมตักถั่วงอกดิบข้างไปให้มันทั้งหมด
“ไอ้สัด มึงหาเื่ไม่กินผักใช่มั๊ย”
“ก็ถั่วงอกดิบมันไม่อร่อย”
“เออ กูกินแทนมึงเอง สำหรับกู ถ้าได้กินอะไรกับมึงกูก็อร่อยหมดแหละ” อี๋ กูจะอวกเลยครับ
จากนั้นผมก็ไปกล้าแกล้งอะไรมันอีกเลย กลัวมันเล่นมุขเสี่ยวๆสวนผมกลับ ผมรับไม่ได้
หลังจากผมกับไอ้เ้าบ่าวอิ่มกันแล้วปมนั่งย่อยที่ร้านกันสักพัก ไอ้เ้าบ่าวก็ถามผม จะไปเล่นอะไรต่อไหม หรือกบับกันเลย
“เ้าบ่าว มึงเคยไปอ่างเก็บน้ำที่อยู่แถวๆนี้ป่าววะ” ผมถามวันกลับไป
“เคยขับรถผ่านอยู่ บรรยากาศดีนะ กลางคืนไฟเยอะ ไม่มืดไม่เปลี่ยว มึงอยากไปหรอ”
“เออ ไปเดินเล่นกันไหม”
“ป่ะ”
หลังจากขับรถมาถึงอ่างเก็บน้ำที่ว่าแล้ว ผมลงจากรถ บรรยากาศดีอย่างที่ไอ้เ้าบ่าวมันบอกจริงๆ เป็อ่างเก็บน้ำที่ไม่ใหญ่มากครับ ตั้งอยู่ติดกับถนนเลย สามารถจอดรถริมอ่างได้ มีฟุตบาทให้เดินเล่น ไฟสีส้มจากถนนส่องถึงทำให้มีแสงสว่างชัดเจน ริมอ่างมีราวเหล็กกั้นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ลมที่พัดมาจากฝั่งเขื่อน หอบความเย็นจากน้ำมากระทบตัว รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ผู้คนไม่มากไป ไม่น้อยไป มองเห็นกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ไกลๆในชุดนักศึกษานั่งเล่นกับเพื่อนห้าหกคน อีกฝั่งนึงมีคู่ชายหญิงนั่งจับมือกัน แหม ยิ่งเห็นคนมีความรัก ยิ่งทำให้ผมรู้สึกดี
“อารมณ์ไหนของมึงวะ” ไอ้เ้าบ่าวถามผมออกมา
“ก็เหงาๆ คิดถึงบ้าน คิดถึงแม่”
“เดี๋ยวก็ได้กลับแล้วไง”
“มึงว่าคนสองคนกว่าจะได้รักกันมันยากมากไหมวะ” ผมพูดพร้อมกับมองไปที่ชายหญิงคู่นั้น
“ยากดิ กว่าจะเจอคนที่ใช่ก็ยากมากแล้ว ยิ่งทำให้เขารักเรายิ่งยากมากกว่าอีก นี่ยังไม่รวมเื่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากรักกันแล้วนะ”
“แล้วทำไมมึงถึงอยากมีแฟนวะ”
“กูไม่ได้อยากมีแฟน กูอยากมีแค่มึงเป็แฟน”
“ถ้าไม่ใช่กู มึงก็จะไม่มีแฟนใช่ป่ะ” ผมพูดพร้อมกับนำหลังพิงกับราวริมอ่างเก็บน้ำ หันหน้าเข้าหาไอ้เ้าบ่าว
“ก็ใช่ไง ครั้งแรกที่กูเจอมึง กูก็รู้สึกดีกับมึงแล้ว แต่กูว่ามันไม่ใช่ความรักนะ กูแค่รู้สึกดี อยากติดตาม อยากรู้จัก ที่เขาเรียกกันว่าชอบ นั่นแหละมั้ง”
“อ่อ แล้วไงต่อวะ”
“แต่พอกูได้รู้จัก ได้คุย จนกระทั่งได้อยู่กับมึงทุกวันนี้ กูก็รู้สึกว่ากูอยากอยู่กับมึงไปนานๆ กูก็ไม่มั้งใจเหมือนกันว่ามันเรียกว่ารักได้ไหม แต่ที่กูคิดออกตอนนี้คือ ถ้าอยากดูแลมึงไปนานๆ ก็ไม่น่าจะมีสถานะไหนแล้ว นอกจากสถานะแฟน”
“กูหล่อขนาดนั้นเลยหรอวะ”
“มึงตัดเื่รูปร่างหน้าตา ทิ้งไปเลยได้ไหมวะ”
“เออ กูจะบอกว่ากูก็รู้สึกดีเหมือนกันที่ได้อยู่กับมึงตอนนี้ และเวลานี้ด้วย” ผมเริ่มเห็นรอยยิ้มออกมาจากหน้าหล่อๆของคุณตำรวจ “แต่กูไม่เคยรักคนแบบมึงหรือคนแบบเดียวกับกู”
“มึงหมายถึงรักผู้ชายใช่ไหม”
“เออ นั้นแหละ กูจะพยายามเปิดใจให้ได้นะ ที่กูจะขอมึงวันนี้ กูขอให้มึงรอกูก่อนได้ไหมวะ กูขอเวลาอีกนิดนึง กูจะพยายาม”
“ได้ดิ กูรอมึงมานานกว่าที่มึงคิดเยอะ”
“ั้แ่ตอนไหนวะ”
ไอ้เ้าบ่าวยิ้มมุมปากหน้าตาเ้าเล่ห์ “ไว้มึงยอมเป็แฟนกูเมื่อไหร่ กูค่อยบอกมึงแล้วกัน”
“ไอ้สัด มึงนี่แมร่ง” ถึงเวลาที่ไอ้เ้าบ่าวทำหน้าสะใจ และยักคิ้วให้ผมสองทีบ้างแล้ว