บทที่ 2 ฉันขอโทษ
เมื่อเสิ่นอี้โจวออกมายังลานบ้าน ผานเยว่กุ้ยก็ยังคงสาปแช่งและคุกคามหลินตงซิ่วอยู่
ด้วยใบหน้าอันยาวแหลม โหนกแก้มสูง และแก้มที่มีเนื้อมาก จึงทำให้อีกฝ่ายดูดุร้ายที่สุดเท่าที่ใบหน้าของคนคนหนึ่งจะทำได้
หญิงคนนั้นยังคงเท้าสะโพกด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างกำลังชี้ไปทางแม่ของเสิ่นอี้โจวและตำหนิอีกฝ่าย "ตงซิ่ว ทำไมแกถึงเลี้ยงลูกสะใภ้แบบนี้เอาไว้อีก?"
“รีบให้อี้โจวหย่ากับลูกสะใภ้ของแกซะ!”
“หลานสาวคนโตของฉันยังดีกว่านังนั่นตั้งเยอะไม่ใช่หรือไง?”
“ถ้าแกเต็มใจ ฉันจะกลับไปบ้านแม่ และบอกลาแกที่นี่เลย!"
หลินตงซิ่วถูกผานเยว่กุ้ยกดขี่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ตอนนี้เองก็เช่นกัน แต่ด้วยนิสัยที่ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงของเ้าตัว เธอจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกไปว่า "พี่สะใภ้หยุดพูดเกี่ยวกับเื่นี้เถอะค่ะ"
เสียงของผานเยว่กุ้ยดังเสียจนเพื่อนบ้านยังได้ยิน ทำให้หลายคนออกมายืนอยู่หน้าลานบ้านเพื่อมองหาต้นเหตุของมัน
เสิ่นอี้โจวยืนอยู่ที่หน้าประตู ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปลี่ยนเป็เ็าทันที "คุณป้า"
เมื่อเสียงของชายหนุ่มดังขึ้น ผานเยว่กุ้ยก็เงียบไป
เธอเคยชินกับการที่ตนสามารถควบคุมทุกอย่างที่บ้านเอาไว้ได้ และเธอก็มักจะโลภอยากได้ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากครอบครัวนี้อยู่เป็ประจำ แต่ทั้งหมดนี้ก็ทำเฉพาะตอนที่เสิ่นอี้โจวไม่อยู่ที่บ้านเท่านั้น
ชายหนุ่มเดินเข้ามาหาอีกฝ่ายด้วยท่าทางดุดัน บรรยากาศรอบกายของเขาเย็นเยียบเสียจนน่ากลัว "วันนี้จะเกิดเื่อะไรขึ้น แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณป้าด้วย?"
นี่เป็การตั้งคําถามกับหญิงตรงหน้าอย่างชัดเจน
เมื่อเผชิญหน้ากับเสิ่นอี้โจวที่ตัวสูงกว่าเธอมาก ผานเยว่กุ้ยก็รู้สึกกลัวขึ้นมา
อย่าได้มองเพียงแค่รูปลักษณ์ที่เป็มิตรยามปกติของชายหนุ่ม เพราะใบหน้าในตอนนี้ที่อีกฝ่ายแสดงออกอย่างตรงไปตรงมานั้น ค่อนข้างน่ากลัวมากเลยทีเดียว
แต่คำพูดก็หลุดออกไปแล้ว เธอจึงไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้อีกต่อไป
แต่การกระทำของเธอก็ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนเมื่อก่อน ผานเยว่กุ้ยพูดด้วยความกระวนกระวายเล็กน้อย "แต่ที่ฉันพูดก็เป็ความจริง เซี่ยชิงหยวนแต่งงานมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว แต่ท้องของเธอกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยสักนิดไม่ใช่เหรอ?"
“แล้วยังไงคะ? ที่คุณป้า้าขับไล่ฉันออกไปอย่างรวดเร็วแบบนี้ ก็เพื่อที่จะได้มีที่ว่างสำหรับหลานสาวของคุณป้าใช่ไหม?” เสียงที่ไพเราะของหญิงงามดังขึ้น
เซี่ยชิงหยวนวางมือลงบนกรอบประตูและมองไปที่ผานเยว่กุ้ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเยาะเย้ย
เธอสวมชุดเดรสติดกระดุมลายดอกไม้สีชมพูที่มีลายแต้มสีขาวอยู่บนเนื้อผ้าสีชมพูสวย ด้วยเอวที่คอดของหญิงสาว ยิ่งทำให้เธอดูสง่างามยิ่งขึ้น
ใบหน้าที่สดใสและมีเสน่ห์ ข้างใต้เรียวคิ้วหนาสวยประหนึ่งูเาเรียงรายนั้น มีดวงตากลมโตเหมือนลูกแอปริคอตที่ใสแจ๋วและเต็มไปด้วยความเสน่หา
ทว่าในขณะนี้ แววตาคู่นั้นกลับมีเพียงความเ็าที่ทำให้ผู้คนตัวสั่นขึ้นมา
เนื่องจากหญิงสาวเพิ่งตกลงไปในแม่น้ำ ใบหน้าอันงามงดของเธอจึงยังคงไร้สีเืฝาด และด้วยรูปร่างเพรียวบางของอีกฝ่าย ทำให้เซี่ยชิงหยวนในเวลานี้ดูสวยงามทว่าเปราะบางยิ่ง
เสิ่นอี้โจวหันกลับไปหาหญิงสาว ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยเหลือเธอ "คุณออกมาทำไม"
เมื่อเห็นลูกสะใภ้ของเธอตื่นขึ้นมา หลินตงซิ่วก็ยิ้มและพูดว่า "ไม่เป็ไรแล้วเหรอลูก"
แต่ตอนนี้เซี่ยชิงหยวนได้ยินคำพูดทั้งหมดแล้ว ผู้เป็แม่สามีจึงรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
หญิงสาวถือโอกาสพิงไปที่แขนของเสิ่นอี้โจว และะโเรียกหลินตงซิ่วว่า "แม่คะ" ก่อนจะจ้องมองไปทางผานเยว่กุ้ยอย่างเ็า
มุมปากของเซี่ยชิงหยวนกระตุกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเธอก็พูดประชดประชันออกมาว่า "ฉันไม่เป็ไรค่ะ แต่ดูเหมือนจะมีบางคนกลัวว่าฉันจะไม่เป็ไรเอาน่ะสิ"
ในสายตาของผานเยว่กุ้ย แม่สามีและลูกสะใภ้นั้นล้วนจัดการได้ง่ายมาตลอด เธอจึงไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าเยาะเย้ยเธอต่อหน้าผู้คนมากมายแบบนี้
เป็ครั้งแรกที่อีกฝ่ายทำให้เธอตกตะลึงได้ จากนั้นผานเยว่กุ้ยก็ทำท่ายืดคอและพูดว่า "เธอมองมาที่ฉันทำไม ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นซะหน่อย"
เซี่ยชิงหยวนสวนกลับมาอย่างเ็าว่า "ฉันบอกว่าเป็คุณป้าหรือไงคะ จะร้อนตัวทำไมกัน?"
หญิงสาวยืนตัวตรงและขึ้นเสียงอีกเล็กน้อย "คุณป้ากลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ถึงแผนการที่ซ่อนอยู่เต็มท้องของตัวเองหรือยังไงกันคะ?"
“คุณป้าเคยได้ยินคํานี้ไหมคะ? ที่ว่าโลภกับไม่รู้จักพอน่ะ”
“คุณดูแลแค่เื่ห่วย ๆ ในบ้านของตัวเองก็พอ อย่าสอดแขนเข้ามาให้มากนัก ระวังจะโดนฉัน…"
เซี่ยชิงหยวนหยุดพูดชั่วคราว ก่อนจะเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย ป้องมือขึ้นกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคนว่า “สับมันทิ้งซะ!”
คำพูดของเธอทำให้ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดขาวในทันที
ผานเยว่กุ้ยชี้มาที่เธอ ผ่านไปพักหนึ่งกว่าเธอจะพูดขึ้นว่า “ผี…นี่มันผี! เธอต้องโดนพรายน้ำสิงแน่ ๆ”
ด้วยคําอุทานของผานเยว่กุ้ย เพื่อนบ้านจึงพากันมองไปที่เซี่ยชิงหยวนอย่างพร้อมเพรียง
เซี่ยชิงหยวนกัดริมฝีปากแน่นจนแทบไร้ความรู้สึก
ดูเหมือนว่าการที่หญิงสาวไม่ยอมให้ผานเยว่กุ้ยกดขี่เหมือนชาติที่แล้ว ทำให้อีกฝ่ายมุ่งร้ายมาทางเธอยิ่งกว่าเดิม จนเกิดการใส่ร้ายครั้งใหญ่นี้
ในเวลานั้น ชายหนุ่มพลันเข้ามาปกป้องเซี่ยชิงหยวน โดยกันเธอให้อยู่ด้านหลังเขา
เมื่อมองไปยังผานเยว่กุ้ยอีกครั้ง แววตาของเธอกลับดูกังวลเล็กน้อย "คุณป้า สาธารณรัฐประชาชนจีนก่อตั้งมาสามสิบปีแล้วนะคะ อย่าพูดเื่ไร้สาระพวกนี้อีกเลย"
จากนั้นเธอก็เสริมขึ้นอีกว่า "คนที่มีผีในใจล้วนมองว่าทุกคนเป็ผีกันทั้งนั้น"
ผานเยว่กุ้ยก้าวถอยหลัง พลางจ้องเขม็งไปที่หญิงสาวด้วยดวงตาเบิกกว้าง
เธอคิดผิดจริง ๆ !
แม้ว่าเธอในอดีตจะรังแกอีกฝ่ายอย่างรุนแรง เซี่ยชิงหยวนก็จะตอบโต้กลับมาแค่ไม่กี่คำ แล้วซ่อนตัวร้องไห้อยู่ในห้องตามลำพัง แต่วันนี้มันเกิดอะไรขึ้น?
ใบหน้าของผานเยว่กุ้ยซีดลงอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะพูดว่า "ถ้าไม่เชื่อก็ลองถามคุณยายหลงกันดูสิ อย่าปล่อยให้มันทำร้ายใครได้อีก!"
ยายหลงเป็แม่หมอที่อยู่ในหมู่บ้าน
เมื่อพูดจบ ผานเยว่กุ้ยก็กำลังจะจากไป
"เดี๋ยวก่อน" เสิ่นอี้โจวหยุดอีกฝ่ายไว้
ผานเยว่กุ้ยหันกลับมาอีกครั้ง "ทำไม ้าจะทำอะไรอีก"
การแสดงออกของเสิ่นอี้โจวยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และชายหนุ่มก็พูดกับอีกฝ่ายว่า "คุณป้า คุณยังไม่ได้ขอโทษชิงหยวนเลย"
เมื่อเซี่ยชิงหยวนได้ยินคำพูดประโยคนี้ของชายหนุ่ม หัวใจของหญิงสาวก็อบอุ่นขึ้นมาทันที
ชายเลี้ยงสุนัขบอกว่าเขา้าที่จะหย่ากับเธอในวินาทีที่แล้ว แต่ต่อมาเขากลับยังคงปกป้องเธอ
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นอี้โจวทันที โดยพยายามส่งสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักไปให้อีกฝ่าย
แต่ใครจะไปรู้ว่าชายหนุ่มจะยืนตัวตรง และสายตาของเขาไม่ได้อยู่ที่เธอเลย!
เมื่อผานเยว่กุ้ยได้ฟังประโยคนั้น เธอก็โกรธขึ้นมาทันที "ทำไมฉันต้องทำ?"
เธอชี้ไปที่เซี่ยชิงหยวนแล้วชี้กลับมาที่ตัวเอง "เธอเป็ผู้น้อย ส่วนฉันเป็ผู้าุโ! อี้โจวแกสับสนอะไรหรือเปล่า? "
เธอหันไปหาหลินตงซิ่วอีกครั้งเพื่อระบายความไม่พอใจ "ฟังนะ ลูกชายที่ดีของแกกำลังหลงใหลในนังจิ้งจอกตัวนี้!"
ช่างเป็เื่ตลกเสียจริง ถ้าขอโทษเซี่ยชิงหยวน แล้วเธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
หลินตงซิ่วก็ดูจะละอายใจเช่นกัน เพราะั้แ่แต่งงานเข้าตระกูลมา เธอก็เคยชินกับการถูกรังแกไปแล้ว
ยกเว้นก็แต่เสิ่นอี้โจวที่จะช่วยทวงความยุติธรรมให้กับเธอเมื่อพบเจอกับอีกฝ่าย พอเป็แบบนี้แล้ว ใครจะกล้าขอให้ผานเยว่กุ้ยขอโทษกัน?
ผู้เป็มารดาส่งสายตาอ้อนวอนไปทางชายหนุ่มโดยไม่รู้ตัว แต่บุตรชายเพียงแค่ส่งสายตาอ่อนโยนมาให้ แล้วเธอก็ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก
เื่นี้ลูกสะใภ้ย่อมผิดแน่นอน
แต่ถ้าลูกชายไม่ยืนหยัดเพื่อเธอ เขาจะยังเป็ผู้ชายของเธอได้อยู่อีกหรือ?
สายตาของเสิ่นอี้โจวมืดลง "เมื่อก่อน ชิงหยวนอดทนกับคุณป้าเพราะเห็นว่าเป็ผู้ใหญ่ในตระกูล”
“แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ใหญ่ก็ควรทำตัวสมกับเป็ผู้ใหญ่เหมือนกัน”
“คุณป้าจะได้รับความนับถือได้ยังไง ถ้าคุณป้ายังไม่ทำตัวให้สมกับอายุ หรือจะอ้างความาุโเพื่อรังแกคนอื่น? คุณป้าควรขอโทษที่ใส่ร้ายชิงหยวนตามใจชอบ"
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ผานเยว่กุ้ยก็อ้าปากกว้างและอยากจะร้องกรีดออกมาเสียตรงนั้น
เสิ่นอี้โจวกล่าวเสริมขึ้นอีกว่า "หรือว่าผมควรเชิญคุณลุงมาตัดสินเื่นี้?"
ทันใดนั้น หญิงชราก็หยุดอยู่แค่นั้น
หากเสิ่นสิงรู้ว่าเธอมาก่อปัญหาที่นี่อีกครั้ง เพราะอี้โจวไม่สามารถส่งเงินแปดหยวนที่ควรจะส่งให้กับครอบครัวทุก ๆ เดือนละก็ อีกฝ่ายได้ตีเธอจนตายแน่
เซี่ยชิงหยวนเองก็รู้ถึงความคิดของอีกฝ่ายดี จึงได้พูดออกมาว่า "เฮ้ เดือนละแปดหยวนเลยนะ"
เมื่อได้ยินแบบนี้ ผานเยว่กุ้ยก็กล่าวสาปแช่งอย่างดุเดือดอยู่ในใจ ‘เ้าพวกเด็กสารเลว!’
จากนั้นเธอก็พูดสิ่งที่อีกฝ่าย้าออกมาอย่างไม่เต็มใจ "ฉันขอโทษ"
เมื่อเห็นสภาพที่น่าสมเพชของผานเยว่กุ้ย เซี่ยชิงหยวนก็รู้สึกพอใจมาก
เธอกอดอกและหันหูเข้าหาอีกฝ่าย "คุณป้ากำลังพูดว่าอะไรนะ ฉันไม่เห็นได้ยินเลย"
ผานเยว่กุ้ยหน้าแดงก่ำไปด้วยความโกรธทันที
แม้จะโกรธแต่สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงะโออกไปว่า "ฉันขอโทษ!"
หลังจากพูดจบ เธอก็ไม่สามารถทนอยู่ได้อีกต่อไป จากนั้นจึงหันหลังและเดินจากไป
หลังจากผานเยว่กุ้ยเดินหายไป ผู้ชมต่างพูดคุยกันสองสามคำก่อนจะแยกย้ายกัน
หลินตงซิ่วแลดูกังวล แต่ก็ยังไม่พูดอะไรและเข้าไปในครัว
เซี่ยชิงหยวนยื่นมือออกไปกระตุกชายเสื้อของชายหนุ่ม และยิ้มอย่างสดใส "อี้โจว ขอบคุณนะ"
สายตาของเสิ่นอี้โจวมองไปที่มือของเธอที่จับเสื้อผ้าของเขาอยู่ ดวงตาของเขาก็ลุ่มลึกขึ้นและขมวดคิ้วเล็กน้อย
ก่อนที่หญิงสาวจะได้ยินอีกฝ่ายพูดว่า "ชิงหยวน ฉันขอโทษ"
เซี่ยชิงหยวนนิ่งอึ้งไป "..."