บทที่ 27 คำขอร้อง?
เดิมทีแม่นมหลินยังมีเื่จะถามอีกมากมาย ทว่าจิ้งจอกเฒ่านั้นกลับรีบร้อนเข้ามาเสียก่อน ฉินหยวนจึงส่งสายตาให้กับแม่นมหลินและหงอวี้ ก่อนจะแสร้งทำท่าทีประหลาดใจและดีใจ
“ท่านพ่อ ท่านมาได้อย่างไรกัน?” ฉินหยวนลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อฉินจงเจิ้งมาถึง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ยังไม่ทันที่นางจะเดินเข้าไปหา ฉินจงเจิ้งก็รีบตรงเข้ามาจับมือนางไว้แน่น
“หยวนเอ๋อร์ พ่อได้ยินมาว่าวันนี้องค์ชายหนิงเชิญเ้าไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนของท่าน เื่นี้เป็ความจริงหรือไม่?” ฉินจงเจิ้งเบิกตากว้าง ทำท่าทางเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ่นี้เขารู้ดีว่า เพราะเื่ที่ฉินหยวนช่วยชีวิตคุณชายไว้ องค์ชายหนิงจึงเอ็นดูนางเป็พิเศษ เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ยังส่งบัตรเชิญไปร่วมงานเลี้ยงใหญ่ที่วังหลวง
วันนี้ยังเชิญนางไปที่จวนเพื่อร่วมงานเลี้ยงอีกหรือ?
ฉินจงเจิ้งจำได้ว่า ภายในงานเลี้ยงที่จวนองค์ชายหนิง นอกจากฮ่องเต้แล้ว มีเพียงขุนนางผู้ใกล้ชิดขององค์ชายอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เข้าร่วม
แล้วเหตุใดเด็กสาวผู้นี้ถึงได้รับเชิญเล่า? ตอนที่เขาได้ยินข่าวนี้จากปากของหงอวี้ เขายังคิดว่านางล้อเล่นเสียอีก แต่พอเห็นท่าทางจริงจังของนาง เขาจึงอดใจไม่ไหวที่จะมายืนยันให้แน่ใจ
หากเป็เช่นนั้นจริง ๆ เขาคงต้องเอาใจเด็กสาวคนนี้ให้ดี สำคัญที่สุดคือให้นางพาเขาไปด้วย นั่นคงจะเป็เื่ที่ดีที่สุดแล้ว…
ฉินหยวนทำท่าทีราวกับว่านางไม่รู้เื่อะไรเลย จงใจปล่อยให้เขาร้อนใจอยู่สักพัก แล้วจึงค่อย ๆ เอ่ยปาก “เื่นี้เป็ความจริงเ้าค่ะ”
“แต่ข้าได้ยินมาว่า วันนี้อนุหลี่จะขึ้นเขาไปไหว้พระไม่ใช่หรือ? ในยามนี้ที่จวนคงจะเหลือรถม้าอยู่คันเดียว ลูกใช้มันไปร่วมงานเลี้ยงได้? ถึงอย่างไร ลูกก็เป็บุตรสาวของฮูหยินใหญ่ของท่านพ่อ หากสะเพร่าเกินไป เกรงว่าจะถูกคนหัวเราะเยาะเอาได้” ฉินหยวนเบิกตากว้าง ก่อนจะเอ่ยเล่าเื่ราวทั้งหมดอย่างใจเย็น
ฉินหยวนรู้ว่าในเวลาเช่นนี้ ยิ่งนางไม่สนใจ ชายตรงหน้าก็จะยิ่งร้อนใจ!
เมื่อรู้แน่ชัดว่าเป็เื่จริง ฉินจงเจิ้งก็ดีใจราวกับเก็บสมบัติล้ำค่าได้ แทบจะอดใจไม่ไหวที่จะอุ้มฉินหยวนขึ้นมาโยนขึ้นเพื่อระบายความตื่นเต้นในใจ
“เื่แค่นี้จะมีปัญหาอันใด! เื่ทำบุญไหว้พระไว้ทีหลังค่อยไปก็ย่อมได้! เทียบกันแล้ว แน่นอนว่างานเลี้ยงขององค์ชายหนิงสำคัญกว่ามาก แต่หยวนเอ๋อร์ เ้ายังเด็กนัก… หากออกไปผู้เดียวเช่นนี้ พ่อก็อดเป็ห่วงเ้ามิได้ ให้พ่อไปเป็เพื่อนเ้าด้วยดีหรือไม่?” เป็ไปตามคาด เมื่อรู้ว่าเป็เื่จริง ฉินจงเจิ้งก็เผยธาตุแท้ของตนออกมาทันที
ฉินจงเจิ้งคิดว่า หากคราวนี้เขาได้ไปด้วย ความฝันที่อยากจะเป็พ่อค้าหลวงคงไม่ไกลเกินเอื้อม ส่วนเด็กสาวคนนี้ รวมถึงพวกผู้หญิงของตระกูลไป๋ รอจนถึงวันที่เขาใช้ประโยชน์จนหมดสิ้นแล้ว ค่อยกำจัดให้สิ้นซากก็ยังไม่สาย! ฮ่าฮ่า!!!
ทุกอย่างช่างราบรื่นและสมบูรณ์แบบเสียจริง!
เมื่อได้ฟังดังนั้น แม้ภายนอกฉินหยวนจะไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ แต่ภายในใจกลับหัวเราะเยาะอย่างเ็า นางรู้ทันแผนการของเขาตั้งนานแล้ว
เขาย่อมต้องคิดเช่นนี้เป็แน่ ในงานเลี้ยงขององค์ชายหนิง ไม่เพียงแต่องค์ชายหนิงเท่านั้น ยังมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เขาอยากจะติดต่อด้วย โอกาสดีเช่นนี้ หากเขาไม่คิดจะเข้าไปผูกมิตรด้วยแล้ว ก็คงไม่ใช่ฉินจงเจิ้งแล้ว!
“ท่านพ่อเช่นนี้คงไม่ค่อยดีนัก ถึงอย่างไรองค์ชายหนิงก็ยังบอกไว้อีกว่า ให้ไปร่วมงานได้แค่เพียงลูกคนเดียวเท่านั้น” ฉินหยวนแกล้งหวีผมเล็กน้อย ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ เริ่มรับทานอาหารเช้าอย่างไม่ใส่ใจ
ฉินหยวนตื่นั้แ่เช้าตรู่ ทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย จนตอนนี้นางหิวจนทนไม่ไหวแล้ว ในยามเช่นนี้ แทนที่จะเสียเวลาไปกับชายผู้นี้ สู้ใช้เวลานี้กินอะไรเสียหน่อยดีกว่า…
ฉินจงเจิ้งได้ยินดังนั้น ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มก็พลันจืดจางลงในทันที หึ! นางก็แค่ได้คบหากับองค์ชายเท่านั้น ดูเถิด! นางเด็กคนนี้ก้นแทบจะชี้ฟ้าแล้ว!
นางช่างเหมือนกับพวกตระกูลไป๋ไม่มีผิดและมันก็เป็สิ่งที่เขาเกลียดมากที่สุด!
“หยวนเอ๋อร์ เ้ากำลังหมายความว่า ข้าไม่มีสิทธิ์ไปร่วมงานเลี้ยงขององค์ชายหนิงงั้นหรือ?” เขายืนอยู่ตรงหน้าฉินหยวนพร้อมกับสีหน้าเ็า แล้วเอ่ยถามอย่างดุดัน
ความจริงแล้วฉินหยวนอยากจะตอบว่าใช่ แต่นางรู้ว่าในยามนี้ ท่านแม่ของนางยังไม่กลับมา นางเองก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ สำหรับชายน่ารังเกียจผู้นี้ นางก็ยังไม่อาจเมินเฉยได้อย่างสิ้นเชิง
นางกัดขนมไปคำหนึ่ง พร้อมกับแสดงสีหน้าน่าสงสาร “ท่านพ่อ ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร? ลูกมิได้ไม่อยากพาท่านไปด้วยกัน แต่ว่าเื่งานเลี้ยงขององค์ชายหนิงเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป ครั้งแรกที่ไป ยังไม่ทราบสถานการณ์และไม่รู้ท่าทีขององค์ชายหนิงดี หากพาท่านพ่อไปอย่างรีบร้อน เกรงว่าจะไม่ค่อยดีนัก… เช่นนี้แล้วกันท่านพ่อ งานเลี้ยงครั้งนี้ให้ลูกไปคนเดียวก่อน แล้วจะช่วยสืบเื่ราวให้ท่าน ครั้งหน้าค่อยพาท่านไปด้วยกัน ท่านว่าอย่างไร?”
ฉินหยวนพาเขาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ให้นั่งลง แล้วเริ่มพูดจาอย่าสุภาพกับเขา ในยามเช่นนี้ หากพูดเช่นนี้เขาคงจะดีใจยิ่งนัก หึ! แต่นางก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีครั้งหน้าหรือไม่? ต่อให้มีจริง ๆ เขาก็คงไม่มีวันได้ไป!
ถึงเวลานั้น นางคงพาท่านแม่และน้องชายออกจากจวนตระกูลฉินไปแล้ว
และนับั้แ่นั้นไปจวนตระกูลฉินและฉินจงเจิ้งก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับพวกเขาอีก
ฉินจงเจิ้งผู้ซึ่งแต่เดิมโกรธเคืองไม่พอใจ ทว่าหลังจากถูกฉินหยวนใช้วาจากล่อมไปรอบหนึ่ง ก็พลันรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “เื่นี้จริงหรือ?”
ฉินหยวนเห็นเขาติดกับแล้ว ในใจอดไม่ได้ที่จะด่าว่าช่างโง่เขลาเสียจริง แต่ภายนอกกลับพยักหน้าอย่างจริงใจว่า “เ้าค่ะ ท่านคือบิดาของหยวนเอ๋อร์นะเ้าคะ! หากมีเื่ดี ๆ อันใด คนแรกที่หยวนเอ๋อร์จะนึกถึงก็คือท่านพ่ออยู่แล้ว! ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อวันข้างหน้าของพวกเราตระกูลฉิน ท่านพ่อว่าจริงหรือไม่?”
เมื่อพูดจบ ฉินหยวนก็ยักคิ้วหันหน้าไปมองแม่นมหลินและคนอื่น ๆ อดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่
เดิมทีฉินหยวนก็ไม่ใช่คนที่ชอบพูดจาเอาใจผู้ใดอยู่แล้ว แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ หากไม่พูดจาเอาใจเขาเสียหน่อย เกรงว่าเขาจะไม่ยอมเลิกรา และยังอาจจะทำเื่บ้าคลั่งอะไรขึ้นมาอีกก็ได้
เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ฉินหยวนจำเป็ต้องกลั้นความรู้สึกอยากอาเจียนนี้เอาไว้ แล้วพูดจาดี ๆ นั้นออกไปแทน
เมื่อแม่นมหลินและคนอื่น ๆ เห็นว่าฉินหยวนกลอกตา พวกนางเกือบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่… คุณหนูเกลียดชังนายท่านมากแค่ไหน พวกนางย่อมรู้ดีที่สุด!
ในยามปกติต่อหน้าพวกนาง คุณหนูจะไม่ยอมเรียกแม้แต่คำว่าท่านพ่อ แต่ในยามนี้ นางกลับเรียกเขาต่อหน้าว่าท่านพ่อ ช่างเป็การทำให้นางลำบากใจจริง ๆ
“ใช่แล้ว หยวนเอ๋อร์ เ้ายังเด็กแต่กลับเข้าใจได้ขนาดนี้ ถือว่าหาได้ยากยิ่งนัก! ที่พ่อทำไปมากมายก็เพื่อให้ตระกูลฉินของเราเจิดจรัสรุ่งโรจน์ และเพื่อให้เ้ากับแม่ของเ้า และซูเอ๋อร์ได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้น! ดังนั้น! เพื่อวันข้างหน้าอันสดใสเหล่านี้ ่บ่ายเมื่อเ้าไปในงานเลี้ยง จงอย่าลืมช่วยพูดแทนพ่อด้วย!” ฉินจงเจิ้งทำท่าทางพอใจ เมื่อมองแล้วทำให้ฉินหยวนรู้สึกอยากอาเจียนเล็กน้อย