- 3 -
การถูกจองจำ
“ป๋อเหวิน....”
นับั้แ่วันที่จอมมารโมโหร้ายเพราะโดนจิตมารสิงสู่ ป๋อเหวินก็เอาแต่เงียบไม่พูดจา ไม่ว่าเพ่ยอิงจะทำตัวก่อกวนน่ารำคาญเพียงไหนก็ตาม
“ท่านยังสบายดีอยู่ใช่ไหม?”
“.....”
“นายท่านขอรับ ข้าต้องกลับไปที่นั่นสักพัก อย่างไรก็ดูแลตัวเองด้วย” ซัวเหิงเอ่ยลานายตัวเอง เขาปิดปากเงียบไม่ยอมบอกเพ่ยอิงว่าไปที่ใด
“ซัวเหิง จะกลับมาหรือเปล่า”
“ข้า...เอ่อ ข้าจะกลับมา” ชายชุดดำตอบเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ
เพ่ยอิงกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับป๋อเหวินตามลำพังอีกครั้ง ชุดหนาชิ้นที่เอามาก็ยังไม่อุ่นกับร่างกาย เขาแอบคิดว่าหุบเขาหนึ่งรัตติกาลแท้จริงเป็น้ำแข็งหรือเปล่า
“อู้ว! หนาวชะมัด หนาวอะไรขนาดนี้”
พรึ่บ..!! หุบเขาที่เคยมืดสว่างขึ้นมาด้วยเปลวเพลิง โดยที่เพ่ยอิงยังไม่ได้ไปแตะต้อง
“ป๋อเหวิน ท่านเป็คนจุดมันขึ้นมาหรือ?”
“....”
ไร้การตอบรับจากจอมมารหนุ่มเช่นเคย เห็นเพียงดวงตาแดงก่ำที่มองมาแวบหนึ่ง
เมื่อหลายร้อยปีก่อน ป๋อเหวินโดนจองจำเพราะบุกถล่ม์ โดยไม่มีผู้ใดรู้เหตุผลที่แท้จริงของเขา คราวที่องค์ยูไลซักถามเขา ป๋อเหวินปิดปากเงียบไม่ยอมพูดจา
‘โซ่ตรวนรัดตรึงของเราเกิดจากบาปในใจของเ้า ป๋อเหวิน หากอยากหลุดพ้นก็จงปล่อยวาง’
จอมมารผู้ยิ่งใหญ่เหลือเพียงชื่อ เพราะหลังจากนั้นไม่นานชินอ๋องเยี่ยหลาง ก็แต่งตั้งให้เสวี่ยชิงเหอขึ้นเป็ประมุขของเผ่ามาร ไม่มีผู้ใดอยากช่วยป๋อเหวิน เผ่ามารเลือกเมินเฉยไม่สนใจ
เพ่ยอิงรับรู้ได้ถึงบางสิ่งบางอย่างกำลังมา ป๋อเหวินเองก็เช่นกัน เมื่อเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้เรื่อย
“โอ้ะ! ป๋อเหวินมีคนดูแลอย่างดีเลย ที่นี่หนาวเย็นจนร่างกายข้าแสบไปหมด”
“เสวี่ยชิงเหอ”
“อุ้ยตาย เ้ารู้จักข้าหรือหนุ่มน้อย” นางพญามารส่งยิ้มสยองให้ หน้าตาของนางสะสวย แต่เพ่ยอิงเห็นเพียงความน่าขนลุกเท่านั้น
“ประมุขเผ่ามารมาทำอะไรที่นี่?”
“คู่หมั้นของข้าโดนกักขังอยู่ในนั้น จอมมารป๋อเหวินน่ะ” เสวี่ยชิงเหอชี้ไปที่ศิลาแก้วตรงหน้า ดวงตาแดงก่ำของป๋อเหวินเองก็มองกลับมาเช่นกัน
นางพญามารเดินไปใกล้ศิลาแก้ว วาดรอยยิ้มสวยงามให้กับป๋อเหวิน จอมมารหนุ่มยังคงนิ่งสงบไม่โต้ตอบสิ่งใดกลับ “ป๋อเหวิน เ้าอยากออกมาหรือไม่?”
“เสวี่ยชิงเหอ! ถอยออกจากป๋อเหวินเดี๋ยวนี้ ท่านกำลังคิดทำสิ่งใด”
“ข้าทำสิ่งใด? แค่สนทนากับเขานิดหน่อย”
“ก่อนหน้านี้ที่เขาโดนจองจำในหุบเขาหนาวเหน็บ เราไม่เห็นเผ่ามารสนใจอยากจะมาเยี่ยมหา ก็น่าแปลกใจเช่นกันที่ตอนนี้พวกท่าน มองเห็นความสำคัญของเขา”
“์กีดกันเรา ข้าเองก็โดนสั่งห้ามไม่ให้มา”
“จริงหรือ? ผู้ใดบน์ที่กีดกันท่าน เอ่ยชื่อคนผู้นั้นออกมาเสวี่ยชิงเหอ” สองสายตาประสานอย่างไม่ยอมกัน นับั้แ่เขาลงมาอยู่กับป๋อเหวินในที่แห่งนี้ ความกล้าในตัวก็เหมือนจะมีมากขึ้น
“เทพอย่างเ้า ไร้มารยาทถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“ไม่ใช่เทพอย่างเราเสวี่ยชิงเหอ แต่เป็ประมุขเผ่ามารที่ก้าวล่วงเข้ามาในสถานที่ต้องห้าม!”
จอมมารป๋อเหวินมองเห็นทุกสิ่งอย่าง ร่างกายของเขามันผิดปกติไปหมด จิตที่เคยควบคุมเอาไว้ได้ก็เริ่มต่อต้าน อีกไม่ช้านานเขาคงเป็มารร้ายสมดังหวัง
“ข้าคือเสวี่ยชิงเหอ ประมุขของเผ่ามาร และเทพอย่างเ้าไม่มีสิทธิ์มาพูดจาอวดดี!!” เพ่ยอิงกรอกตามองบนอีกรอบ ครั้งแรกป๋อเหวินก็พูดเช่นนี้ สมกับเป็คู่หมั้นคู่หมาย
“หยุดเดี๋ยวนี้!!!”
“ป๋อเหวิน! เ้า ฮึก....ข้าคิดถึงเ้า” เสวี่ยชิงเหอหันกลับไปมองที่ศิลาแก้ว
“กลับไปเสวี่ยชิงเหอ ข้าไม่อยากเห็นความวุ่นวายมากกว่านี้”
“วุ่นวายหรือ? ข้ากลายเป็ความวุ่นวายของเ้าั้แ่เมื่อไรกัน ป๋อเหวินเ้าโกรธข้า –”
“พอ!!!”
เสวี่ยชิงเหอยังพูดไม่จบ จอมมารป๋อเหวินก็ตะคอกเสียงดังแทรกขึ้นมา นางพญามารจึงต้องหุบปากลงไม่กล้าพูดสิ่งใดต่อ ส่วนเพ่ยอิงนั้นชินแล้วกับคำพูดขอป๋อเหวิน
ดวงตาของนางวาวโรจน์แดงก่ำ คงเคืองใจที่ป๋อเหวินพูดจาไม่ดีด้วย ร่างบางเดินฝ่าดงหมอกออกไปทันที เพ่ยอิงคิดว่ามันแปลกที่คนในเผ่ามารทยอยมาหาป๋อเหวิน
“ป๋อเหวิน....”
“ออกไป!!! ไปให้หน้าข้า!!!” เพ่ยอิงเองก็ต้องรับอารมณ์ร้ายของป๋อเหวิน แรกเริ่มก็เข้าใจว่าเป็เพราะโดนจองจำ แต่ตอนนี้เขาคิดว่ามันคงเป็นิสัยส่วนตัวของจอมมาร ขนาดคู่หมั้นก็ยังโดนอาละวาดใส่ขนาดนั้น
“หยุด!!!!”
“....”
“อย่ามาใช้อารมณ์กับเราป๋อเหวิน ที่ผ่านมาเราพยายามเข้าใจท่านทุกอย่าง เราอยากให้ท่านหลุดพ้นจากการโดนจองจำ เราหวังดี –”
“หวังดี?”
“เทพอย่างเราไม่คิดร้ายกับผู้ใด หากจิตใจท่านไม่มืดบอดจนเกินไปก็น่าจะมองเห็น”
“กลับไปซะ! อย่ามาวุ่นวายกับข้าอีก”
“ต้องทำอย่างไร? ท่านถึงยอมละความแค้นทั้งหมดป๋อเหวิน” เพ่ยอิงแสนเหนื่อยกับจอมมารใจบอด ที่ผ่านมาเขาไม่ต้องปรับทัศนคติ แค่ลงโทษพวกมันก็กลัวหัวหดหมด
แต่กับป๋อเหวินมันไม่ง่ายขนาดนั้น ทุกคนดูให้ความสำคัญกับป๋อเหวินเป็พิเศษ แม้แต่มหาเทพจวิ้นหวาง องค์ยูไล หรือจะเป็เง็กเซียนฮ่องเต้เอง ต่างก็อยากให้ป๋อเหวินดีขึ้น
“เห็นเ้าตายล่ะมั้ง ข้าคงจะหายแค้นไปเยอะ”
“ได้!”
ป๋อเหวินไม่คิดว่าเพ่ยอิงจะใจกล้าบ้าบิ่น คว้าเอากริชเวทย์แทงคอตัวเอง ร่างจิตของเขาก็พุ่งเข้าหาอีกคนทันที เทพหนุ่มล้มก้นกระแทกซ้ำของเก่า
“ทำบ้าอะไรของเ้า!!”
“ตายไง”
“โง่!!! จะเป็เทพไปทำไม สมองของเ้ามันฟั่นเฟือนไปแล้ว”
“นั่นก็ไม่พอใจ นี่ก็ไม่พอใจ จะเอายังไงป๋อเหวิน?” เพ่ยอิงไม่ได้จะตายจริงหรอก ก็แค่ขู่จอมมารให้รู้สึกบ้าง อย่างเขาน่ะหรือจะตายได้
“......”
“แต่เดี๋ยวนะ! ร่างจิตของท่านออกมาอีกแล้ว”
ป๋อเหวินหันกลับไปมองตัวเองที่อยู่ในศิลาแก้ว ร่างจริงยังหลับตานิ่งสงบ ส่วนดวงจิตของเขากลับสมบูรณ์เสมือนร่างจริง
“อ่า ร่างจิตของข้าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ฮ่าฮ่า!”
“อย่าใช้ทำเื่ชั่วร้ายก็พอ ไม่อย่างนั้นเราจะผนึกจิตของท่านไม่ให้ออกมา”
“เทพอ่อนแออย่างเ้าน่ะรึ?”
ป๋อเหวินแค่นยิ้มให้เทพหนุ่มเพ่ยอิง พลังของเขายิ่งใหญ่เทียมฟ้า ครองดาบอัคนีปีศาจที่สามโลกให้ความยำเกรง แต่ดูเ้าเด็กหนุ่มตัวขาวนี่สิ! เป็เพียงเทพต่ำต้อยแต่ยืนขู่เขาไม่รู้จักเจียมตัว
เพ่ยอิงไม่อยากโต้ตอบให้มากความ เขารู้อยู่แล้วว่าป๋อเหวินทะนงตัวเอง พลังของเขาร้ายกาจจนได้รับการยอมรับจากสามโลก เขาคงมั่นใจในดาบอัคนีปีศาจของตัวเองมาก
วังเหลียนฮวา องค์มหาเทพจวิ้นหยางมองลงมาที่หุบเขาหนึ่งรัตติการ พบว่าป๋อเหวินสร้างร่างจิตของตนเองสำเร็จ ่นี้ดูเหมือนจะควบคุมจิตมารได้ดีขึ้น
“พลังขององค์ยูไลยังเอาเ้าไม่อยู่ ป๋อเหวินชอบให้มีของกระตุ้นอย่างนั้นสินะ”
จอมมารป๋อเหวินก็ยังต้องอยู่ในหุบเขาหนึ่งรัตติกาล ร่างจิตของเขายังไม่สามารถออกออกไปด้านนอกได้ มีพลังขององค์ยูไลควบคุมที่ชั้นนอกไว้ ป๋อเหวินเดินไปมาครุ่นคิดหาวิธีออกไปเอาดาบอัคนีปีศาจ
“เป็อะไรไป?”
“ข้าอยากออกไปข้างนอก ไปสูดอากาศให้เต็มที่” จอมมารตอบกลับทันที
“สูดอากาศ? ในหุบเขาหนึ่งรัตติกาลไม่ได้มีท้องฟ้าสวยงาม ลมพัดโชย แสงแดดอ่อน อย่าบอกนะว่าท่านไม่รู้ป๋อเหวิน”
อย่างที่จอมมารหนุ่มคิดไว้ในใจ เพ่ยอิงเป็เทพน่ารำคาญ เขาอยากขย้ำคอทิ้ง หรือไม่ก็ควักลูกตาฟ้าครามแวววาวนั่นทิ้งไปซะ เพียงแต่ตอนนี้เขายังต้องพึ่งพาเทพอยู่
“เ้าอยากกลับ์หรือไม่?”
เพ่ยอิงเงยหน้ามองคนถาม จอมมารหนุ่มจะมาแผนไหนกับเขาอีก “ใครจะไม่อยากกลับ ท่านชอบที่นี่นักหรืออย่างไร”
“งั้นก็ช่วยข้าสิ ช่วยทุกอย่างที่ข้า้า แล้วข้าจะยอมปลดปล่อยความแค้น”
“เอ๋!...”
“ว่าอย่างไร? ช่วยข้าเพ่ยอิง เ้าได้กลับ์ ส่วนข้าก็ได้หลุดพ้น”
“แบบนั้นเราจะเชื่อใจท่านได้ยังไง?”
ของแบบนี้เพ่ยอิงไม่ยอมตกหลุมเซ่อซ่าให้ตัวเองโง่หรอก เขาคือคนของมหาเทพเชียวนะ สติปัญญาย่อมล้ำเลิศตามผู้เป็เ้านาย แถมยังเป็ศิษย์เอกขององค์ยูไลด้วย
“ตัวข้ารักษาสัจจะเท่าชีวิต”
“อ่อ...”
“อะไรของเ้า!”
“เดาว่าคงกำลังหาทางไปตามดาบอัคนีปีศาจ แล้วก็เอามาฟาดฟัน์ล้างแค้น แบบนั้นเลยกล้ารับปากว่าจะยอมปลดปล่อยความแค้น”
“เพ่ยอิง!!!! มากไปแล้ว”
“ท่านเห็นเทพเป็อะไร? เป็พวกต่ำต้อยโง่เง่าหรือป๋อเหวิน ท่านอย่าได้คิดร้ายต่อ์เป็อันขาด! เราไม่ยอมให้ท่านได้สมใจแน่นอน”
“แล้วถ้า์ที่เ้าภักดีมันโสโครกเล่า?”
“ใจมืดบอดของท่านต่างหากที่โสโครก!” เพ่ยอิงคิดว่าตัวเองควรต้องดัดนิสัย รวมไปถึงปากเสียๆของจอมมารป๋อเหวิน นี่ยังไม่รวมอารณ์โกรธที่ทำทุกอย่างสั่นะเืจนเวียนหัว
“ป๋อเหวิน!”
“อาจารย์ / องค์ยูไล!!” ทั้งสองใไม่ต่างกัน องค์ยูไลเดินเข้ามาหาทั้งคู่ด้วยท่าทีสงบ
“สร้างร่างจิต มารร้ายจะเข้าแทรกเ้า จนต้องกลายเป็เครื่องมือของผู้อื่น”
“อย่ามาสอนข้า!”
“ป๋อเหวิน!!! อย่าทำตัวหยาบคายกับอาจารย์ของเรา”
องค์ยูไลมองเห็นนิมิตบางอย่างที่ประหลาด แวะไปที่วังเหลียนฮวาก็ไม่พบมหาเทพจวิ้นหยาง ราวกับเป็ด่านเคราะห์กรรมของชีวิตทั้งสอง
“ปลดปล่อยตนเองป๋อเหวิน อย่าใช้ร่างจิต”
“ข้าไม่ –”
“จิตมารของป๋อเหวิน แก้ไขอย่างไรหรือท่านอาจารย์” องค์ยูไลมองหน้าศิษย์รักของตน รู้อยู่แล้วว่าเพ่ยอิงต้องเข้ามาช่วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทว่า..ป๋อเหวินนั้นจะเอาชนะมันได้หรือไม่
จอมมารป๋อเหวินหันไปมองเทพหนุ่มน่ารำคาญ เพ่ยอิงไม่ควรมาสนใจเื่ชีวิตของเขา เป็เทพสุขสบายก็ดีอยู่แล้ว ไม่รู้หรือไงว่ากำลังหาเื่วุ่นวายใส่ตัว
“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับป๋อเหวิน”
สิ่งที่องค์ยูไลเอ่ยเตือนจอมมาร วนเวียนอยู่ในสมองของเพ่ยอิง เทพหนุ่มนั่งใจลอยอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง หากป๋อเหวินต้องกลายร่างเป็มารร้าย โลกทั้งสามคงพินาศแน่นอน