วันเวลาผ่านไป และขณะนี้ตู้เซ่าฝู่กำลังฝึกวิชาอยู่พลังจากฝ่ามือของเขาเคลื่อนไหวเป็นรูปทรงต่างๆ อย่างรวดเร็วพลังบางอย่างไหลออกมาจากหว่างคิ้ว และพลังนั้นมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆเป็นคลื่นพลังที่อานุภาพรุนแรงมาก พลังที่ปล่อยออกมาเป็นพลังของผู้ฝึกฌานที่ระดับไม่ต่ำกว่าขั้นเบิกนภาแน่นอนเจินชิงฉุนมองมาจากที่ไกลๆ ท่าทางดูตื่นเต้น
“จุดตันเถียนบนอยู่ตรงบริเวณสมองของมนุษย์จุดไท่อี่เป็นจุดหลักที่รวบรวมพลังปราณของร่างกายล้วนเป็นจุดที่สำคัญที่สุดของร่างกาย เป็นที่บรรจบกันของกระแสพลังทั้งร่าง”
ขณะนั้นเอง ตู้เซ่าฝู่พูดพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็เคลื่อนไหวฝ่ามือทำการรวบรวมพลังตรงบริเวณหว่างคิ้ว มีอักษรยันต์จำนวนมากไหลเวียนออกมา เกิดเป็นรัศมีพลังที่น่าพิศวงห่อหุ้มอยู่รอบกาย
“ฟู่ๆ!”
หลังจากนั้น ทันใดนั้นเองตู้เซ่าฝู่ก็มีพลังลึกลับไหลพุ่งออกมาจากร่าง
คลื่นพลังลึกลับนี้พุ่งออกมาราวกับเป็นโซ่สีดำมืดเส้นหนึ่งลักษณะแปลกประหลาดต่างจากคลื่นพลังที่ห่อหุ้มรอบกายตู้เซ่าฝู่ พลังลึกลับเคลื่อนไหวไหลวนรอบร่างของตู้เซ่าฝู่จากนั้นก็พุ่งตรงไปทำลายอักษรยันต์ที่พลุ่งพล่านออกมาจากจุดรวมพลังที่บริเวณหว่างคิ้วของตู้เซ่าฝู่
พลังที่รวบรวมถูกทำลายลง ตู้เซ่าฝู่ปิดตาลงเล็กน้อยสีหน้าบูดบึ้งคิ้วขมวด เห็นเส้นเลือดปูดบนใบหน้าอย่างชัดเจน ท่าทางของเขาราวกับว่ากำลังเจ็บปวดทรมานอย่างรุนแรง
“ฉึก!”
จากนั้น รอบกายของตู้เซ่าฝู่ก็เริ่มมีแสงลึกลับปรากฏขึ้นอีกแสงลึกลับสาดกระจายเป็นเส้นๆ เป็นแสงทึบและทะมึน ทว่าพลังแสงนี้เชื่อมต่อกับเส้นลมปราณเส้นโลหิตและจุดชีพจรในร่างของเขาอย่างหนาแน่นมันพุ่งออกมาบรรจบกันตัดเป็นกากบาทห่อหุ้มร่างของตู้เซ่าฝู่เอาไว้เป็นพลังที่ดุดันน่าสะพรึงกลัว และห้อมล้อมรอบตู้เซ่าฝู่ไว้อย่างแน่นหนามาก
“ตราวิญญาณชีพจรลมปราณกำลังพิทักษ์เจ้าของของมันนี่มันชีพจรลมปราณที่สูงถึงระดับไหนกันแน่นะ!”
เจินชิงฉุนที่คอยมองดูอยู่ห่างๆนัยน์ตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยเขาใช้เพียงสายตาคาดคะเนไม่อาจคาดเดาได้ว่าเป็นชีพจรลมปราณระดับใด ตราวิญญาณชีพจรลมปราณจะพิทักษ์เจ้าของของมันได้โดยตัวของมันเองนี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีชีพจรลมปราณธรรมดาทั่วไปสามารถทำได้นี่ขนาดชีพจรลมปราณยังฟื้นฟูได้ไม่มาก หากชีพจรลมปราณฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่แล้วคิดไม่ออกเลยว่าจะมีพลังสูงส่งถึงขั้นไหน
หลังจากตกตะลึงไปเพียงไม่นาน เจินชิงฉุนก็ตั้งสติกลับมาได้ตะโกนบอกตู้เซ่าฝู่ไปว่า “เจ้าหนู ไม่ต้องสนใจตราผนึกรากปราณตราผนึกรากปราณตอนนี้ถูกตราวิญญาณชีพจรลมปราณสกัดเอาไว้อยู่ สิ่งที่เจ้าต้องทำคือเปิดจุดหนีหวันกงที่อยู่บริเวณกลางสมองสมองคืออวัยวะที่เป็นจ้าวเหนืออวัยวะทุกอย่างในร่าง คือจุดรวมประสาทแหล่งรวมความลี้ลับของมนุษย์ สมองเป็นจุดรวมพลังปราณ ตำแหน่งที่สร้างชีวิตและความรู้สึกเป็นบ่อเกิดแห่งขุนพลัง จุดสร้างพลังจิตและเป็นห้องเก็บวิญญาณ จุดนี้สามารถสร้างเงาแห่งจินตนาการให้เป็นจริงได้กระตุ้นต่อมพลังทั้งหลายในร่าง สามารถรวบรวมพลังแห่งฟ้าดินเป็นบ่อเกิดแห่งความเป็นธรรม หรือเรียกกันว่าจุดหนีหวันกง จุดหนีหวันกง เป็นศูนย์รวมพลังจิตและประสาททุกอย่าง……”
ตู้เซ่าฝู่ที่สีหน้าบิดเบี้ยวทรมานค่อยๆฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ พลังสีมืดครึ่มที่อยู่รอบกายของเขากำลังถูกพลังแสงพิสดารนี้ควบคุมไว้อยู่อักษรยันต์ไหลพลุ่งพล่านออกมาจากหว่างคิ้วอีกครั้ง
“ฟู่ๆ ๆ!”
อักษรยันต์เปล่งแสงไหลวนเวียนเป็นสายอยู่กลางอากาศสุดท้ายก็ไหลย้อนกลับเข้าไปที่จุดบริเวณกลางหว่างคิ้วอีกครั้งเกิดเป็นวัฏจักรวนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไม่หยุดคลื่นพลังที่ไหลเข้าออกจุดบริเวณหว่างคิ้วแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในร่างกายของเขากำลังเปิดประตูพลังบานหนึ่งบริเวณใกล้ๆจุดนี้
“ภายในศีรษะเป็นศูนย์รวมพลังจิตและประสาททุกอย่าง เปิดจุดหนีหวันกง”
ในที่สุด พลังที่พลุ่งพล่านออกมาจากตู้เซ่าฝู่ก็ไหลเวียนเป็นรูปร่างที่เปลี่ยนไปเมื่อเขาบรรลุและตะโกนประโยคนั้นออกมาบริเวณอากาศรอบกายของเขาก็มีอักษรยันต์ไหลท่วมท้นออกมาไม่หยุด มันวนเวียนอยู่รอบร่างของตู้เซ่าฝู่และจากนั้นก็เริ่มทำการเรียงตัวเปลี่ยนรูปร่างใหม่ มีแสงจ้าระเบิดออกมา เป็นงดงามและทรงพลังดั่งแสงจันทร์ยามคืนจันทร์เพ็ญ
“โครม!”
มีเสียงดังระเบิดออกมาอักษรยันต์รอบสุดท้ายพุ่งกลับเข้าไปที่บริเวณหว่างคิ้วของตู้เซ่าฝู่เป็นคลื่นพลังจิตที่มีความหนาแน่นสูง ลักษณะคล้ายกับคลื่นยักษ์ซัดโครมเข้าไปตรงกลางคิ้วอย่างแรงพื้นที่บริเวณรอบๆ ตอนนั้นสั่นสะเทือนโครมครามเป็นระลอกใหญ่
คลื่นพลังจิตห่อหุ้มร่างตู้เซ่าฝู่ที่ขณะนี้กำลังนั่งขัดสมาธิเกิดเป็นระลอกคลื่นพลังที่เอ่อล้นทะลักต่างจากปกติ กำเนิดพลังแห่งฟ้าดิน พลังนี้เป็นจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่าง
“พลังจิตแข็งแกร่งเหลือเกินเจ้าเด็กเลวแสนพิลึกคนนี้เหตุใดจึงพิลึกได้ถึงเพียงนี้คาดว่าเมื่อเทียบกับคนระดับขั้นเท่ากันน่าจะไม่สามารถมีใครเทียมเขาได้ความแข็งแกร่งของเขาเกี่ยวข้องอะไรกับรากปราณพิเศษของเขาที่ถูกผนึกไว้หรือเปล่านะ”
เจินชิงฉุนพูดกับตัวเองใบหน้าอัปลักษณ์ของเขากำลังแสดงสีหน้าตะลึง เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเขารู้สึกได้ถึงพลังจิตที่อัดแน่นอยู่ในร่างตู้เซ่าฝู่ว่ามีความพิเศษและร้ายกาจไร้เทียนทานกว่าผู้ฝึกฌานขั้นเดียวกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักเวทยันต์คือพลังจิตและพลังจิตของเด็กหนุ่มพิลึกคนนี้ก็แข็งแกร่งเหนือล้ำกว่าใครๆทั้งนี้ทั้งนั้นยังเป็นมนุษย์ที่สามารถใช้วิชาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ได้ต่อไปหากมีวันใดได้ก้าวออกไปจากเมืองสือเฉิง ตะลอนไปทั่วยุทธจักรเขาเชื่อว่าชายหนุ่มคนนี้จะเหนือกว่ายอดฝีมือวัยรุ่นทุกคนที่พบเจอแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อกรยอดฝีมือที่อายุมากกว่าเขาเป็นสีปี่
ผ่านไปครึ่งชั่วยามพลังมืดลึกลับที่ออกมาพยายามพันธนาการตู้เซ่าฝู่ได้หายไปตาข่ายแสงที่ไหลเวียนรอบกายเองก็หายไป ทุกอย่างตรงนั้นมีแต่ความเงียบสงบ
“ฟึบๆ!”
ตาทั้งสองข้างของตู้เซ่าฝู่เปิดออกดาวตาของเขาสดใส มีแสงสีทองอ่อนๆ เปล่งออกมา อักษรยันต์จางหายไปแล้วท่าทางของเขาเปี่ยมด้วยความอาจหาญและทรงพลัง ทั้งยังดูแล้วไม่ธรรมดายิ่งกว่าเดิม
“นี่ข้าบรรลุเป็นนักเวทยันต์สองดาวแล้วหรือวิชานี้แข็งแกร่งจริงๆ ทั้งวิชาด้านนี้และวิชาลมปราณต่างแข็งแกร่งแตกต่างกันออกไป”
ตู้เซ่าฝู่พูดกับตัวเองเขารับรู้ได้ถึงพลังจิตที่เต็มเปี่ยมถูกเก็บไว้ในจุดหนีหวันกงเพราะช่วงนี้เขาฝึกอย่างหนัก การฝึกวิชาสำหรับสายอาชีพนักเวทยันต์จึงพัฒนาไปได้เยอะเลยในที่สุดก็ได้เป็นนักเวทยันต์สองดาวแล้ว และอยู่ในขั้นสร้างรากฐานระดับขั้นนี้เทียบเท่าได้กับขั้นสร้างรากฐานในของขั้นเบิกนภาสำหรับผู้ฝึกฌาน
“รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
ร่างเงาของเจินชิงฉุนเกิดมาอยู่ตรงหน้าของตู้เซ่าฝู่เขาจ้องมองตู้เซ่าฝู่ด้วยสายตาราวกับว่ากำลังจ้องมองสัตว์ประหลาด
“ไม่เลวเลย หากบรรลุได้ไวกว่านี้หน่อยก็คงจะดีกว่านี้” ตู้เซ่าฝู่พูดอย่างพอใจ
เจินชิงฉุนจ้องเด็กหนุ่มพิลึกคนนี้รู้สึกเหนื่อยหน่ายพูดอะไรไม่ออกราวกับมีภาพประกอบเป็นอีกาหน้านิ่งบินผ่านไปและมีจุดๆ ๆ เกาะท้ายตามหลัง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมากมายใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆเวลาเพียงเท่านี้เจ้าบ้าคนนี้ก็บรรลุเป็นนักเวทยันต์สองดาวได้แล้วเขาไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร เด็กหนุ่มคนนี้ช่างน่าโมโหเสียเหลือเกิน
แม้ว่าในการฝึกนักเวทยันต์ทำได้ถึงระดับนี้เป็นเพราะมีแบ่งเวลาไปฝึกฌานบ้าง แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางพัฒนาการของเขาได้มากมายแค่สร้างระดับความยากในการฝึกเป็นนักเวทยันต์ให้เพิ่มสูงขึ้นบ้าง
ฝึกเป็นนักเวทยันต์และผู้ฝึกฌานพร้อมกันทำให้ต้องแบ่งแยกสมาธิทว่าเด็กหนุ่มคนนี้ก็ยังสามารถบรรลุขั้นสองดาวได้ในเวลาหนึ่งเดือนกว่า
ปกติแล้วในโลกใบนี้ จากจุดเริ่มต้นตั้งใจศึกษานักเวทยันต์จนบรรลุเป็นนักเวทยันต์สองดาวต่อให้มีพรสวรรค์และเป็นผู้ที่มีรากปราณที่แข็งแกร่งเหนือชั้น ก็ใช้เวลาหลายปีในการบรรลุทว่าเจ้าเด็กเลวคนนี้ใช้เวลาเพียงเดือนกว่าก็ทำได้ความพิลึกของเขาช่างไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้นเจินชิงฉุนชัดเจนว่าหากทุกวันเขาไม่ได้เตือนให้ตู้เซ่าฝู่สะกดการฝึกเก็บไว้บ้างเพื่อรักษารากปราณให้แข็งแรง เด็กหนุ่มพิลึกคนนี้น่าจะบรรลุได้ก่อนหน้านี้ไปแล้ว
เจินชิงฉุนจ้องมองตู้เซ่าฝู่เขาไม่อยากคิดถึงเรื่องระยะเวลาในการฝึกฌานกับเด็กเลวแสนพิลึกคนนี้อีกแล้วหากนำมาเปรียบมีแต่จะทำให้โมโห ความคิดเดียวที่พอจะระงับความเซ็งในใจของเขาได้คือการที่เจ้าเลวสุดพิลึกคนนี้แข็งแกร่งขึ้นเป็นเพราะเขาเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่เป็นคนสอนเขามาเองกับมือ
“เปิดจุดหนีหวันกงแล้วในที่สุดเจ้าก็บรรลุได้เป็นนักเวทยันต์ที่มีระดับขั้นเสียทีพัฒนาการทางด้านการสกัดยาก็ทำได้ไม่เลว ดังนั้น……”
เจินชิงฉุนหยุดพูดไปครู่หนึ่งและมองบนใส่ตู้เซ่าฝู่ก่อนที่จะพูดต่อ“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะสอนค่ายกลยันต์กับเจ้า นักเวทยันต์สองดาวเพียงพอที่จะรับความรู้และสัมผัสวิชาค่ายกลยันต์บ้างแล้วล่ะ”
“ข้าบอกแล้วว่าข้าเรียนรู้ได้ไว”
ตู้เซ่าฝู่หัวเราะชอบใจในใจเขาเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ยอดฝีมือนักเวทยันต์ในตำนานที่ร่ำลือใช้ค่ายกลยันต์วิชาเดียวก็สามารถต่อกรกับจักรวรรดิทั้งจักรวรรดิได้ค่ายกลยันต์ที่แข็งแกร่งสามารถพลิกฟ้าม้วนทะเล เปลี่ยนสีห้วงนภายังได้เลย
เจินชิงฉุนสีหน้าบูดบึ้งไม่อยากสนใจความคิดเพ้อฝันของเด็กเลวสุดพิลึกคนนี้ จึงพูดต่อไปว่า “ค่ายกลยันต์เมื่อนำมาเปรียบกับการหลอมอาวุธและสกัดยามีความลึกซึ้งและซับซ้อนยิ่งกว่ามากต้องใช้พลังวิญญาณแห่งฟ้าดินทั้งห้าธาตุพร้อมกันได้จึงสามารถเป็นนักเวทค่ายกลก่อนอื่นต้องเข้าใจในอักษรยันต์ให้มากพอ บรรลุอักษรยันต์ทุกตัวที่ต้องใช้การเรียงอักษรยันต์แห่งฟ้าดินห้าธาตุได้ดั่งใจจึงจะสามารถร่ายค่ายกลยันต์ได้”
“ค่ายกลยันต์ยังแบ่งได้เป็นค่ายกลเงาลวง ค่ายกลโจมตีค่ายกลป้องกัน แต่ก่อนอื่นที่เจ้าต้องเรียนก็คือการทำความเข้าใจอักษรยันต์พลังงานแห่งฟ้าดินห้าธาตุ…………”
ตู้เซ่าฝู่ฟังคำบรรยายให้ความรู้จากเจินชิงฉุนด้วยสีหน้าท่าทางตั้งใจมากนัยน์ตาของเขาเป็นประกาย แสดงให้เห็นว่ามีความสนใจอย่างมาก เขาพยักหน้าเป็นระยะฟังอย่างมีสมาธิฟังไปคิดไป
ทุกครั้งที่เจินชิงฉุนมาสอน อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนก็ไม่ได้หนีไปไหนคอยมองดูเจินชิงฉุนและตู้เซ่าฝู่อยู่ไม่ไกลราวกับว่ามันคอยสังเกตและหาประโยชน์บ้างจากการสอนไปด้วย