บทที่ 4 จะไม่ทำให้ชีวิตลูกต้องพัง
"เลิกร้องไห้ได้แล้ว เช็ดหน้าเช็ดตาซะหน้าตาแกก็ขี้เหร่อยู่แล้ว พอมีน้ำหูน้ำตาก็ยิ่งขี้เหร่เข้าไปใหญ่" จ้าวซิ่วหลานทำลายความเงียบในห้อง สีหน้าของเธอดูเรียบเฉยมาก
เธอพูดกับสวีลี่ลี่ว่า "ร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกนะก็แกน่ะมันขี้เหร่มาั้แ่เกิดแล้ว ใครใช้ให้มาเกิดเป็ลูกฉันล่ะทำไมไม่ไปเกิดเป็ลูกของคนอื่น พ่อแกก็ขี้เหร่ ฉันก็ไม่สวย ลูกทั้งสี่คนที่ฉันคลอดออกมาก็เลยหน้าตาเป็แบบนี้ไงบ้านเราไม่ได้มีแค่แกคนเดียวที่หน้าตาขี้เหร่นะ พวกเราทุกคนก็หน้าตาไม่ดีกันทั้งนั้นแต่พวกเราน้อยใจที่มีหน้าตาแบบนี้กันหรือเปล่าล่ะ?"
สวีเถาเถารู้สึกว่าแม่ของเธอมีทักษะการด่าที่ร้ายกาจมากจะพูดอะไรกับสวีลี่ลี่ก็พูดไปสิทำไมต้องลากพวกเธอเข้าไปเกี่ยวด้วย ได้ยินแม่พูดแบบนั้นเธอเองก็รู้สึกอึดอัดใจเหมือนกัน
สวีต้ากวงและลูกชายทั้งสองคนเองก็ทำสีหน้าไม่ค่อยดีหนักความรู้สึกอยากปลอบใจสวีลี่ลี่เมื่อครู่ก็จางหายลงไปด้วย
แต่ทว่า เื่ก็ยังไม่จบแค่นั้น จ้าวซิ่วหลานยังคงพูดต่ออีกว่า"ถึงฉันกับพ่อแกจะขี้เหร่ แต่ก็ยังแต่งงานมีครอบครัวด้วยกันได้ ไม่ได้ทำให้ชีวิตของพวกเราพังเลยนะ แกมีอะไรจะต้องน้อยใจขนาดนั้นลูก ๆ บ้านอื่นยังไม่เคยได้กินเนื้อกันเลยสักครั้ง แต่วันนี้บ้านเราได้กินหมูตุ๋นที่ร้านอาหารของรัฐเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะแกเป็ลูกของฉันกับพ่อแกอาจจะไม่ได้กินก็ได้นะ เพราะฉะนั้นแค่ได้เท่านี้แกก็ควรจะพอใจได้แล้วนะ"
"แต่ฉันก็ไม่อยากได้คนขี้เหร่ลูกที่เกิดมาก็ต้องขี้เหร่ตามไปด้วย! ฉันสงสารลูก ฮือ ๆ ๆ "
สวีลี่ลี่โดนจ้าวซิ่วหลานเทศนาไปชุดใหญ่ ทำให้ความเสียใจที่มีลดลงไปบ้าง แต่พอคิดว่าตัวเองจะมีลูกหน้าตาขี้เหร่ ก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาอีก
สวีลี่ลี่จ้องพี่ใหญ่และพี่รองที่อยู่ข้าง ๆ แล้วพูดด้วยความอิจฉา "พูดก็พูดเถอะ ฉันกับน้องเล็กน่าสงสารกว่าพวกพี่อีก ผู้ชายจะขี้เหร่หรือไม่ขี้เหร่ขนาดไหน ขอแค่หาเงินได้ก็พอแล้ว แต่ผู้หญิงที่ขี้เหร่นี่แต่งงานยากจะตายไปไม่ใช่เหรอ"
สวีเถาเถารู้สึกเห็นอกเห็นใจพี่สาวจนน้ำตาคลอ
เธอช่างน่าสงสารจริง ๆ อีกอย่างที่พี่สาวพูดมาก็มีเหตุผลเธอจะเกิดมาขี้เหร่ยังไงก็ช่างเถอะ แต่ต่อไปลูกของเธอก็จะขี้เหร่ตามไปด้วย นั่นมันบาปกรรมชัด ๆ ลูกต้องโทษเธอแน่ที่ทำให้เขาเกิดมาหน้าตาไม่ดีไม่ได้! ก่อนที่จะสวย เธอจะไม่มีลูกเด็ดขาด ห้ามเด็ดขาด!
สวีกั๋วหัวและสวีกั๋วเฉียงก็ทำหน้าเศร้าเหมือนน้องสาวทั้งสอง บ่นถึงความไม่ยุติธรรมของโชคชะตา พวกเขาทั้งสองหน้าตาเหมือนสวีต้ากวง ตัวใหญ่ล่ำสัน ตาเล็ก จมูกโต พูดจาเสียงแหบห้าว โตมาขนาดนี้ก็ยังไม่เคยได้จับมือผู้หญิงเลย มักจะถูกสาว ๆ รังเกียจอยู่เป็ประจำ
พอได้ยินน้องสาวคนโตพูดแบบนี้พวกเขาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ลำบากเท่าไหร่ โชคดีแค่ไหนแล้วที่พวกเขาไม่ได้เกิดมาเป็ผู้หญิง
จ้าวซิ่วหลานจ้องลูกสาวคนโต "พูดมาตั้งเยอะ แล้วจะกินหมูตุ๋นน้ำแดงไหม? ถ้าไม่กิน ฉันจะให้น้องเล็กของเธอกินให้หมด"
สวีลี่ลี่รีบเช็ดน้ำตาทันที "กิน!"
เื่แต่งงานค่อยว่ากันทีหลัง มีหมูตุ๋นน้ำแดงหอมขนาดนี้อยู่ตรงหน้า จะไม่กินได้ยังไงกัน
สวีเถาเถาลองชิมหมูตุ๋นน้ำแดงชิ้นหนึ่ง อยากลองฝีมือพ่อครัวร้านอาหารของรัฐในยุคนี้มานานแล้ว แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เนื้อหมูนั้นเหนียวและแห้ง น้ำซุปก็ไม่ซึมเข้าเนื้อ สำคัญที่สุดคือเนื้อหมูเย็นแล้ว ไขมันเริ่มจับตัวแข็งอยู่้า ทำให้ดูแล้วไม่น่ากินเลยหลังจากนั้นเธอก็ไม่ยอมกินมันอีกเลย
จ้าวซิ่วหลานคีบให้เธอแต่เธอก็ไม่กิน ทำให้จ้าวซิ่วหลานโมโหคิดว่าลูกสาวคนเล็กเลือกกิน จึงตีหลังมือของสวีเถาเถาด้วยตะเกียบ
"หมูตุ๋นน้ำแดงอร่อยขนาดนี้ยังจะมาเลือกกินอีก แกกินน้ำเปล่าแทนไปเลยดีกว่า!"
สวีเถาเถาพยายามเอาอกเอาใจด้วยการแบ่งเนื้อให้สวีต้ากวงและจ้าวซิ่วหลานคนละชิ้น "หนูไม่ได้รังเกียจหรอก แต่หนูยังเด็ก อีกหน่อยอยากกินเมื่อไหร่ก็คงได้กินพ่อแม่อายุมากแล้วต้องกินของดี ๆ บำรุงร่างกายหน่อยนะ พวกคุณเป็เสาหลักของบ้านเรา ขาดใครก็ขาดได้ แต่ขาดพ่อกับแม่ไม่ได้เลยนะ!"
สีหน้าของจ้าวซิ่วหลานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดสวีต้ากวงมองลูกสาวคนเล็กด้วยความซาบซึ้ง "กินสิ กินเถอะ กินให้หมด เดือนหน้าถ้าพ่อได้คูปองเนื้อมา พ่อจะให้พี่ชายไปซื้อมาให้พวกแกกินอีก!"
สวีลี่ลี่จ้องมองทั้งสามคนแล้วเบ้ปาก พร้อมกับบ่นพึมพำเบา ๆ "น้องเล็กนี่เก่งเื่ประจบประแจงจริง ๆ "
พูดจบก็นึกขึ้นได้ว่าหมูตุ๋นน้ำแดงนี่เป็เนื้อหมูที่เธอให้หวังลี่ แต่พี่ใหญ่กับพี่รองไปแย่งมาจากหวังลี่ นั่นก็เท่ากับว่านี่เป็หมูตุ๋นน้ำแดงที่เธอซื้อมา เพราะงั้นเธอก็ต้องกินให้มันเยอะ ๆ หน่อยแล้ว
สวีกั๋วเฉียงมองน้องสาวคนโตที่แย่งกินหมูตุ๋นน้ำแดงกับเขาด้วยสีหน้ารังเกียจ "น้องสาว เมื่อไหร่เธอจะหัดเรียนรู้แล้วเอาอย่างน้องเล็กบ้าง"
สวีลี่ลี่กินเนื้อโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง "จะเลียนแบบน้องไปทำไม?"
น้องสาวของเธอก็หน้าตาขี้เหร่เหมือนกับเธอ แถมยังมีนิสัยขี้ขลาด ขี้กลัว ตอนเด็ก ๆ เวลาโดนแกล้งก็มีแต่เธอที่ช่วยไล่พวกเด็กเกเรออกไป เธอจะเลียนแบบอะไรจากน้องสาวของเธอได้
เมื่อสวีกั๋วเฉียงเห็นน้องสาวคนโตพูดไปก็แย่งกินเนื้อไป เขาก็โมโหจนแทบะเิ "เธอก็หัดกินเนื้อหมูตุ๋นน้ำแดงให้มันน้อย ๆ หน่อยสิ! ตัวใหญ่ขนาดนี้แล้วยังจะกินต่ออีกเหรอ! ต่อไปจะมีผู้ชายคนไหนอุ้มเธอไหวกัน!"
สวีเถาเถา "..."
เธอหันไปมองทางสวีลี่ลี่ และก็เป็อย่างที่เธอคิด สวีลี่ลี่ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาหยดลงบนโต๊ะอาหาร
"ฮือ ๆ ๆ " สวีลี่ลี่โยนตะเกียบทิ้ง เธอไม่กินข้าวแล้วคว่ำหน้าลงบนโต๊ะแล้วร้องไห้
"เฮ้อ…"
สวีเถาเถาถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้มรู้สึกว่าปากของพี่รองนี่มัน... น่าโดนสั่งสอนสักครั้งจริง ๆ
"นี่แกทำให้เธอร้องไห้อีกแล้วเหรอ! ฉันจะตีแก! มานี่! มาให้ฉันตีเดี๋ยวนี้!"
กว่าจะปลอบให้หยุดร้องไห้ได้ใช้เวลาเกลี้ยกล่อมอยู่นานสองนานแต่ก็ทำให้เธอร้องไห้อีกแล้วจ้าวซิ่วหลานหยิบตะเกียบขึ้นมาหมายจะฟาดหัวลูกชายคนรอง
สวีกั๋วเฉียงพยายามหลบหลีกพลางแย่งเนื้อกิน พี่ใหญ่ไม่สนใจเื่รอบข้าง มุ่งแต่จะกินหมูตุ๋นน้ำแดงอย่างเดียวจนน้ำมันเลอะเต็มปาก หวังว่าแม่จะสั่งสอนน้องรองเยอะ ๆ เขาจะได้กินหมูตุ๋นน้ำแดงคนเดียว สวีลี่ลี่ก้มหน้าร้องไห้ไปแล้วส่วนพ่อก็เข้าไปปลอบโยนลูกสาวคนโตด้วยคำพูดอ่อนหวานเหมือนเคย
สวีเถาเถา "..."
สวีเถาเถารู้สึกปวดหูกับเสียงอึกทึกครึกโครมที่เกิดขึ้น
ทำไมครอบครัวของพวกเราไม่สามารถกินข้าวกันอย่างสงบ ๆ ได้เลยนะ???
สุดท้ายเื่จบลงด้วยคำสัญญาที่พี่รองพูดไว้ว่า เดือนหน้าเมื่อได้เงินเดือนมาจะซื้อลูกกวาดหนวดัให้น้องสาวคนโตเื่ราวบนโต๊ะอาหารวันนี้จึงสงบลง
เพราะคืนนี้หมูตุ๋นน้ำแดงเป็อาหารจานหลักทุกคนจึงไม่ค่อยได้กินขนมพุทรากวนที่สวีเถาเถาซื้อมามากเท่าไหร่นักสุดท้ายจ้าวซิ่วหลานจึงตัดสินใจมอบขนมนั้นให้สวีเถาเถาต่อหน้าลูก ๆ ทุกคน"ตอนเย็นน้องเล็กกินข้าวน้อยมาก ขนมพวกนี้ก็เป็ของที่น้องซื้อมา พวกแกห้ามแย่งน้องกินนะ สวีลี่ลี่ ถ้าแกกล้าแอบกินขนมของน้อง แกระวังจะโดนแม่ตี"
จ้าวซิ่วหลานเน้นย้ำเตือนสวีลี่ลี่เป็พิเศษ เพราะเธอนอนห้องเดียวกับสวีเถาเถา
สวีลี่ลี่ตอบอย่างไม่เต็มใจมากนัก "ฮึ รู้แล้วน่าว่าแม่ลำเอียงขนาดไหน"
ตอนกลางคืน
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จและกลับมาที่ห้องสวีเถาเถาเปิดประตูเข้ามาก็เห็นสวีลี่ลี่กำลังแอบขโมยกินขนมพุทรากวนที่วางอยู่ข้างหัวเตียงของเธอ
สวีลี่ลี่ได้ยินเสียงประตูเปิดก็ใสะดุ้ง พอหันมาเห็นว่าเป็สวีเถาเถาก็รีบเอามือทาบอกตัวเองด้วยความโล่งใจ
"ใหมดเลย นึกว่าแม่เข้ามา" พูดพลางกลอกตาไปมา แล้วหันไปพูดกับสวีเถาเถาอย่างเอาใจว่า"น้องจ๋า ยังไงเธอก็ไม่ชอบกินของหวานแบบนี้อยู่แล้วใช่ไหมงั้นฉันกินหมดเลยได้ไหม"
สวีเถาเถามองเศษขนมที่เลอะเต็มหน้าพี่สาว เธอก็ไม่ได้ชอบกินขนมหวานแบบนี้จริง ๆ จึงพยักหน้าตกลงไปอย่างว่าง่าย
"ให้ก็ได้ แต่เก็บไว้สองชิ้นให้พี่ใหญ่กับพี่รองพรุ่งนี้ด้วยนะ ที่เหลือถ้าจะกินก็เอาไปเลย"
สวีลี่ลี่รีบยิ้มกว้างให้สวีเถาเถาทันที "ฉันรู้อยู่แล้วว่าน้องสาวของฉันใจดีที่สุด!"
อาจเพราะขนมพุทรากวนนั่นเป็ของเธอแล้ว สวีลี่ลี่จึงไม่ได้รีบกินจนเกินไปพี่น้องทั้งสองคุยกันสักพัก แล้วต่างก็ขึ้นเตียงตัวเองเตรียมตัวเข้านอน
บ้านตระกูลสวีมีพื้นที่จำกัด แต่ว่ามีลูกหลายคน โชคดีที่ยังไม่มีใครแต่งงาน เด็กสองคนสามรถนอนอยู่ห้องเดียวกันได้ แม้ว่าพื้นที่จะแคบมาก แต่ก็เพียงพอสำหรับวางเตียงสองชั้นได้พอดี สวีเถาเถานอนชั้นบน ส่วนสวีลี่ลี่นอนชั้นล่าง
เ้าของร่างเดิมชินกับเตียงเล็ก ๆ แบบนี้แล้ว แต่สวีเถาเถากลับไม่คุ้นชินเลย อีกทั้งเมื่อเธอได้ยินเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวของสวีลี่ลี่ที่นอนอยู่ข้างล่างนั่นยิ่งทำให้เธอนอนไม่หลับ
[โฮสต์ ให้ฉันเปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้นดีไหม]ระบบพูดอย่างเอาใจใส่
สวีเถาเถาลืมตาขึ้นในความมืด แล้วพูดกับระบบด้วยน้ำเสียงเ็า [อ้อ ที่แท้เธอก็มีฟังก์ชันนี้ด้วย วันนี้ฉันเพิ่งรู้นะ]
ระบบ [...]
สถานการณ์ช่างน่ากระอักกระอ่วนใจมาก
[คือว่า ก่อนหน้านี้โฮสต์ไม่ยอมเชื่อมต่อสักทีนี่ ถ้าไม่เชื่อมต่อ ระบบนี้ก็จะยังไม่ได้เป็ของโฮสต์ ดังนั้นระบบจึงไม่สามารถฝ่าฝืนกฎระเบียบได้ โฮสต์เข้าใจนะ]
สวีเถาเถาเชื่อมันก็โง่แล้ว
เสียงของระบบค่อย ๆ เบาลง แม้แต่ตัวมันเองก็ยังทนฟังเื่ที่โกหกนั้นไม่ได้
ตอนแรกมันแอบสะใจที่โฮสต์นอนไม่หลับ เพราะอยากจะแกล้งโกรธที่โฮสต์ไม่ยอมเชื่อมต่อกับมัน แต่ความจริงแบบนี้มันพูดออกไปไม่ได้โดยเด็ดขาด
สวีเถาเถาไม่สนใจความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในใจของระบบ เธอหลับตาลงแล้วพูดว่า [เปิดเพลงเถอะ]
ยังไง ๆ ซะ ระหว่างเธอกับระบบก็เป็เพียงความสัมพันธ์ที่หวังแค่ผลประโยชน์ซึ่งกันและกันอยู่แล้วในสังคมที่ไร้ความปรานีแบบนี้ไม่คุ้มค่าที่จะให้เธอใส่ใจ
ระบบที่สามารถสแกนความคิดในใจของโฮสต์ได้ รับรู้แบบนั้นก็ยิ่งรู้สึกละอายใจ จึงเลือกที่จะเปิดเพลงกล่อม ให้เธอได้รับรู้ถึงความรู้สึกอบอุ่นและนุ่มนวล
สวีเถาเถาหลับใหลไปในพริบตา