[จบ] ยอดยุทธ์ยุคดวงดาว

    บทที่ 16 หน้าใหญ่ใจโต

    บทที่ 16 หน้าใหญ่ใจโต


    "ไม่ธรรมดา?"


    อู่เถิงคงมองอย่างละเอียดแล้วพูดอย่างสงสัย "นอกจากหล่อแล้วก็ดูไม่มีอะไรแปลกนะครับ"


    อู่พั่วเทียนส่ายหัวโดยไม่พูดอะไรต่อ


    เขาก็พูดไม่ออกเหมือนกัน


    แต่การฝึกวรยุทธ์มายาวนานทำให้สัญชาตญาณที่เฉียบแหลมบอกกับเขาว่าเด็กหนุ่มคนนี้เก็บซ่อนกลิ่นอายอันตรายเอาไว้


    ในตอนนั้น หลี่เซี่ยวเฟยก็มองมาทางแก๊งเขี้ยว๬ั๹๠๱เช่นกัน


    สายตาของทั้งสองสบกัน แล้วพยักหน้าให้กันเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร


    ทางด้านนี้


    หลี่เซี่ยวเฟยถอนสายตาแล้วลอบชื่นชมในใจว่าอันดับหนึ่งบนอันดับยอดฝีมือในสลัมสมคำร่ำลือจริง ๆ


    หลังจากมาที่นี่ เขาก็สังเกตเหล่าผู้นำกองกำลัง


    อย่าง เซี่ยจิ้ง หงจิ่วเซิง จวงฮุ่ยหยวน รวมถึงเฉินเหวินเสียน บุคคลที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ให้ความรู้สึกธรรมดามาก


    แม้กระทั่งตู๋กูอี้หลงผู้นำกองกำลังโลหิตทมิฬ เขาก็ไม่รู้สึกกดดันอะไร


    แต่อู่พั่วเทียน ผู้นำแก๊งเขี้ยว๬ั๹๠๱คนนี้ให้ความรู้สึกพิเศษกับหลี่เซี่ยวเฟยอย่างมาก


    ราวเปลวเพลิงยามราตรี ราวดาบคมที่ซ่อนในเศษไม้ผุ


    ร่างกายเฒ่าชรานั้น กลับแผ่ซ่านความน่าเกรงขามที่มิอาจพรรณนาได้


    "ไม่รู้ว่าตู๋กูเชวียตัวละครหลักอีกคนที่ร่วมประลองในวันนี้จะเป็๲อย่างไร?"


    หลี่เซี่ยวเฟยครุ่นคิดในใจ


    ตลอดสามวันที่ผ่านมา เขาไม่ได้นิ่งนอนใจ


    ด้วยการฝึกวิชายุทธ์ขั้นสามอันแยบยลยิ่งขึ้น เทคนิคการหายใจพยัคฆ์คำรามบวกกับยาพลังดวงดาว ทำให้เขาบรรลุสู่จุดสูงสุดอันสมบูรณ์ของขั้นกลั่นดาราระดับสาม


    ภายในตันเถียน วังวนดาราทั้งสามกำลังหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว


    แยกสายพลังดวงดาวออกมาเป็๲เส้น ๆ คอยหล่อเลี้ยงอวัยวะภายใน ทั้งกระดูกและเ๣ื๵๪ไม่ขาดสาย


    ส่วนการเปิดครั้งที่สองของวิหารแห่งกาลเวลาเขายังไม่ได้ใช้


    รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง


    เขาอยากดูการประลองของตู๋กูเชวียก่อนค่อยตัดสินใจว่าจะใช้สามสิบวันนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร


    การต่อสู้กำลังจะเริ่ม ทำไมตู๋กูเชวียยังไม่ปรากฏตัว?


    ทันใดนั้น มีสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เป็๲มิตรและเกลียดชังพุ่งมาทางเขา


    หลี่เซี่ยวเฟยหันไปมอง


    ปรากฏว่าเป็๲คนส่งสารแซ่จางที่โดนซ้อมไปเมื่อสองวันก่อน กำลังยืนอยู่ด้านหลังตู๋กูอี้หลง จ้องเขาดวงตาแทบพ่นไฟได้


    "เฮ้ บังเอิญจังนะ เราเจอกันอีกแล้ว"


    หลี่เซี่ยวเฟยทักทายก่อนด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน


    "หึ วันนี้ในปีหน้าก็จะเป็๲วันครบรอบการตายของแก"


    จางจื่อหานกัดฟันพูด "วันนี้แกต้องตายเท่านั้น"


    หลี่เซี่ยวเฟยเพียงยักไหล่ "ใครจะรู้ว่าใครจะตายกันแน่ อาจจะเป็๲ครอบครัวของนายก็ได้"


    ตู๋กูอี้หลงหันมาทางหลี่เซี่ยวเฟยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอาฆาต "พวกจากกองกำลังเมฆาอาจจะมีชีวิตรอด ถ้าพวกนั้นยอมคุกเข่าขอความเมตตา แต่ว่าแกเป็๲ข้อยกเว้น ชายชราผู้นี้สาบานเลยว่าแกจะต้องตายอย่างทรมานที่สุด"


    หลี่เซี่ยวเฟยนิ่งเฉย "ผมก็แค่ฆ่าลูกสาวที่วิปริตของคุณ ไม่เห็นต้องโกรธแค้นกันใหญ่โตขนาดนี้เลย"


    คนรอบข้างที่ได้ยินต่างสูดหายใจลึก


    กล้าพูดออกมาได้ยังไง?


    ยิ่งทำเอาตู๋กูอี้หลงทั้งโกรธและเกือบหายใจไม่ออก


    "เปลี่ยนใจแล้ว"


    ชายผู้นั้นพูดด้วยน้ำเสียงโกรธจัด "เพราะประโยคที่แกพูดเมื่อกี้ ทุกคนที่อยู่ในกองกำลังเมฆาจะต้องตายเป็๲เพื่อนแกให้หมด"


    จงหยาง จงหลิง ฉู่อวิ๋นเทียน และคนอื่น ๆ จากกองกำลังเมฆาได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที


    จงหลิงรีบดึงแขนเสื้อหลี่เซี่ยวเฟยแล้วต่อว่า "พี่พูดให้น้อยลงหน่อยได้มั้ย?"


    จงหยางก็พูดขึ้น "ใช่แล้ว พี่เขย ระวังคำพูดจะเป็๲ภัยต่อตนเอง"


    หลี่เซี่ยวเฟยเหลือบมองคนทั้งสองด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ


    ความแค้นฆ่าพ่อไม่ใช่เ๱ื่๵๹เล็ก


    ทว่าเจอศัตรูตรงหน้า กลับไม่คิดแก้แค้น ซ้ำยังไม่กล้าจะพูดคำโหดร้ายสักคำ


    อาจารย์เป็๲วีรบุรุษทั้งชีวิต แต่ไหงเลี้ยงลูกหลานให้มีนิสัยขี้ขลาดกลัวตายได้ขนาดนี้


    "วางใจเถอะ"


    เขาพูดด้วยน้ำเสียงเนิบ ๆ "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะรับผิดชอบเอง"


    จงหลิงส่ายหัวด้วยความผิดหวัง


    มาถึงตอนนี้แล้ว ยังอวดดีอีก


    พ่อเลือกคนไร้เดียงสาและหยิ่งผยองแบบนี้มารับ๰่๥๹ต่อ คงจะเป็๲เ๱ื่๵๹ผิดพลาดครั้งใหญ่แล้ว


    "ฉันจะไปคุยโทรศัพท์ก่อน"


    เธอหยิบมือถือแล้วเดินไปด้านข้าง โทรออกไปหนึ่งสาย


    เมื่อกลับมา จงหลิงพูดกับหลี่เซี่ยวเฟยอีกครั้ง "เดี๋ยวนายอย่าพูดจาพล่อย ๆ อีกนะ ฉันติดต่อกับคนคนหนึ่งไว้แล้ว เดี๋ยวเขาจะมาช่วย เมื่อเขามาถึง กองกำลังโลหิตทมิฬก็คงไม่กล้าทำอะไรเราแล้ว"


    หลี่เซี่ยวเฟยหันไปมอง


    ถ้าหากว่ามีเส้นสายแบบนี้จริง ๆ พ่อของเธอก็ไม่ต้องตาย


    ตอนนี้ มีคนราว ๆ สามสี่พันคนมารวมตัว


    นอกจากสมาชิกทั้งเจ็ดกองกำลัง ยังมีชาวบ้านจำนวนมากที่อยากรู้อยากเห็น พวกเขามาดูความคึกคัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประลองบนเวทีเทพยุทธ์ ถือเป็๲งานระดับสูงในหมู่สลัมที่นิยมการต่อสู้ แม้จะต้องหิวโหย หลายคนก็เต็มใจที่จะมาเปิดหูเปิดตา


    เวลาผ่านไป


    อีกไม่ถึงยี่สิบนาทีก็จะสิบโมงแล้ว


    ทันใดนั้นก็มีเสียงโห่ร้องดังขึ้นมาจากฝูงชน


    ชายสวมชุดสูทสีดำเป็๲ทางการทั้งสี่สิบคนของกองกำลังโลหิตทมิฬ สวมแว่นตาดำ ถือกระบองเหล็กไทเทเนียมไว้ในมือผลักฝูงชนออกอย่างรุนแรงเพื่อเปิดทาง


    รถ SUV คันหรูขนาดใหญ่สีดำสะท้อนแสงแดดเจิดจ้าวิ่งเข้ามาช้า ๆ


    หลี่เซี่ยวเฟยรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก


    รถสวยจัง


    เหมือนจะมีวาสนากับฉันเลยแฮะ


    เขาอยากขับรถแบบนี้สักครั้ง


    ขอถามหน่อยเถอะ ผู้ชายคนไหนไม่อยากขับรถแบบนี้บ้าง?


    "ว้าว รถ SUV นี่นา"


    "ฉันฝันไปหรือเปล่าเนี่ยถึงได้เห็นรถระดับนี้ในสลัม"


    "มีเพียงผู้บริหารระดับสูงของตระกูลทั้งห้าเท่านั้นที่จะนั่งรถแบบนี้ได้"


    "น่าแปลกจัง ตระกูลทั้งห้าสูงส่งมากจะมาสนใจการต่อสู้ในสลัมได้ยังไง"


    "ดูดี ๆ สิ รถมีตราสัญลักษณ์ตระกูลเยี่ยอยู่ด้วย"


    ฝูงชนต่างร้องเสียงหลง


    ในฐานหลิวเหอ มีตระกูลผู้ฝึกยุทธ์อยู่ห้าตระกูล ได้แก่ ตระกูลตู้ ตระกูลฉี ตระกูลมู่ ตระกูลเยี่ย และตระกูลโจว


    พวกเขาอาศัยอยู่ในฐานหลิวเหอมาเกือบร้อยปีแล้ว มีสมาชิกในตระกูล ผู้ติดตามและลูกศิษย์นับไม่ถ้วน พวกเขายึดครองหน่วยงานสำคัญหลายแห่งทั้งด้านสว่างและด้านมืดอย่างเหนียวแน่น


    แม้แต่ผู้ปกครองฐานและผู้บัญชาการกองทัพก็ยังต้องให้เกียรติพวกเขา


    พูดกันง่าย ๆ ตระกูลทั้งห้าก็คือ๱า๰าในฐานหลิวเหอนั่นเอง


    สีหน้าของผู้นำคลับสายฟ้าเพลิง เฉินเหวินเสียนเปลี่ยนไปฉับพลัน


    ผู้นำแก๊งเขี้ยว๬ั๹๠๱ อู่พั่วเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย


    การต่อสู้บนเวทีเทพยุทธ์ในเขตสลัม ทำไมตระกูลใหญ่ถึงมากัน?


    ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความวุ่นวาย


    เมื่อรถหยุดลง


    ประตูรถเปิดออก


    สายตาจำนวนมากมุ่งไปที่ประตูรถราวกับสปอตไลท์


    ท่ามกลางสายตาของทุกคน ชายหนุ่มร่างกำยำสูงเกือบสองเมตรก็ก้าวออกมาจากรถคันแรก


    เขาสวมชุดเกราะดำหรู ดูสง่างามและองอาจ ผึ่งผายไม่เป็๲สองรองใคร


    เขาคือตู๋กูเชวีย ตัวเอกอีกคนของการต่อสู้อันดุเดือดในวันนี้


    การปรากฏตัวของตู๋กูเชวียนับว่าน่าทึ่งมาก


    เสียงเอะอะและการพูดคุยกันในบริเวณนั้นดังขึ้นอย่างรวดเร็ว


    พวกอันธพาลในสลัม กลับลงมาจากรถของตระกูลเยี่ย หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ได้อย่างไร?