สาวใช้นําอ่างน้ำเข้ามาตั้งลงบนโต๊ะเตี้ยข้างม้ากลมที่รอยซ์นั่ง ขณะที่แดเนียลเดินไปหยิบผ้าสีขาวสะอาดออกมา
บารอนหนุ่มนั่งนิ่งเงียบอยู่บนม้ากลมตัวนั้น ทอดขาเหยียดยาวไปข้างหน้า แดเนียลเดินเข้าไปในระหว่างขาที่แยกห่างออกจากกัน
เขาสังเกตเห็นมือที่สั่นสะท้านขณะที่เธอจุ่มผ้าลงในน้ำ เธอมิได้เอ่ยอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียวขณะที่ทำแผลให้เขาอยู่ หลังจากที่ชําระล้างาแจนสะอาดแล้ว จึงใส่ยาให้พร้อมกับถามเขาว่า เขาไปได้รับาแนั้นมาจากไหน
“กระผมคิดว่าคงจะถูกขว้างด้วยก้อนหิน” เขายักไหล่อย่างไม่สนใจกับมันเท่าไรนัก “นิดหน่อยเท่านั้น ไม่เ็ปอะไรหรอก”
“ไม่แน่หรอก” เธอพูดยิ้ม ๆ “ถ้าทิ้งไว้มันอาจจะเป็อันตรายได้ และอย่างน้อยตอนที่ถูกเข้าทีแรก ท่านอาจจะยังรู้สึกชาอยู่ จึงยังไม่เจ็บเท่าไหร่”
แต่จิตใจของรอยซ์ยามนี้ ดูจะไม่สนใจกับสิ่งที่เธอกำลังพูดอยู่เท่าไรนัก ััแต่เพียงความรู้สึกที่ว่า กลิ่นที่กรุ่นมาจากเรือนกายนั้นช่างหอมละมุนเสียเหลือเกินและอาจจะเป็เพราะกลิ่นกายนั่นเอง ที่ทําให้ความคิดของเขาสับสน จับต้นชนปลายไม่ติด รู้แต่เพียงว่าผู้หญิงสาวสวยคนนี้ได้เข้ามายืนอยู่ใกล้ เนื้อตัวของเธออวลอบอยู่ด้วยกลิ่นหอมของกลีบกุหลาบ เขาได้แต่จับจ้องมองดูกางเขนที่ห้อยระอยู่กับเนินทรวง จนเมื่อเธอถอยออกห่างเขาจึงได้ลุกขึ้นยืน
“ขณะนี้น้องสาวของฉันเดินทางไปยังปราสาทของบารอน อัลเฟรด” เธอเอ่ยออกมา “ปราสาทแห่งนั้นอยู่ห่างจากที่นี่ไปทางเหนือ จะต้องใช้เวลาในการเดินทางอย่างน้อยก็สามชั่วโมง บารอนอัลเฟรดได้สาบานแล้วว่า เขาจะทําทุกอย่างเพื่อขัดขวางชาวนอร์มัน และนิโคล่าเองก็พร้อมแล้วที่จะช่วยพี่ชายของเราต่อสู้กับทหารของพวกท่านอย่างสุดชีวิต”
มีเสียงเอะอะดังมาจากหน้าประตู ขัดจังหวะการสนทนาลง และทหารคนหนึ่งของรอยซ์ก็วิ่งขึ้นมาตาม
“เฝ้าที่นี่ไว้นะ” รอยซ์หันไปสั่งอินเจลแรม
“ไม่ต้องห่วงหรอกขอรับบารอน กระผมจะปกป้องเธอด้วยชีวิต ในนามแห่งพระเ้า กระผมจะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องเธอได้เลยขอรับ”
รอยซ์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินออกจากห้องนั้น บอกตัวเองอยู่ว่าการที่จะบังคับบัญชาอินเจลแรมได้นั้น จะต้องใช้ความอดทนอย่างมากมายเสียเหลือเกิน...
ทหารคนหนึ่งยืนรอรอยซ์อยู่ตรงหัวบันได
“ใต้เท้าขอรับ ขณะนี้กําลังมีการต่อสู้อย่างรุนแรงอยู่ทางด้านทิศใต้ของป้อมขอรับ จากทางเดินบนกําแพงนั่น เราสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจนทีเดียว และขณะนี้ ไอ้พวกหมาแซ็กซอนก็กําลังโอบล้อมทหารนอร์มันของเราไว้ด้วย กระผมดูจากธงประจํากองแล้ว แน่ใจเลยละขอรับว่าเป็กองทหารของบารอนฮิวจ์ เราควรจะออกไปช่วยท่านไหมขอรับ”
รอยซ์เดินออกจากตัวปราสาทตรงไปยังกําแพงด้านนั้น เพื่อพิจารณาสถานการณ์ด้วยตนเอง ทหารที่วิ่งขึ้นมารายงานออกตามเขาไปติด ๆ อาจจะเป็เพราะเขายังเป็ทหารหนุ่มที่ไร้ประสบการณ์เช่นเดียวกับอินเจลแรม ดังนั้นจึงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นจนเกือบจะเป็กระวนกระวายที่จะได้ออกไปต่อกรกับพวกแซ็กซอนเสียโดยเร็ว
“ใต้เท้าเห็นแล้วใช่ไหมขอรับ ว่าตอนนี้พวกทหารแซ็กซอนมันกำลังไล่ตีพวก เรแตกกระเจิง ต้องถอยร่นกันไม่เป็ท่า” ทหารผู้นั้นเอ่ยถามอย่างร้อนใจ แต่รอยซ์กลับส่ายหน้า
“เ้ามองจริง แต่ไม่เห็นเหตุการณ์ที่แท้จริง” เขาพูดอยู่ในลําคอ “ขณะนี้ทหารของฮิวจ์เขาก็กําลังใช้วิธีการเดียวกันกับที่เราเคยใช้มาแล้ว ตอนที่มีการต่อสู้ที่ฮาสติ้งส์ ถ้าเ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ทหารของฮิวจ์กำลังล่อให้ไอ้หมาแซ็กซอนมันเข้ามาติดกับต่างหากล่ะ”
“แต่เราก็เห็น ๆ กันอยู่นี่ขอรับใต้เท้า ว่าตอนนี้ชัยชนะกําลังเป็ของทหารแซ็กซอน พวกมันมากกว่าเราตั้งสามเท่า”
“เื่ฝ่ายไหนจะมากหรือน้อย ไม่ใช่เื่สําคัญอะไรหรอก” รอยซ์ตอบกลับไปทันที เขาระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เตือนตัวเองว่าการเกิดมาเป็หัวหน้าคนนั้นจําเป็ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก “ถามจริง ๆ เถอะ เ้าเข้ามาอยู่ในกองทัพของข้านานเท่าไหร่แล้ว”
“ถึงตอนนี้ก็เกือบแปดอาทิตย์แล้วขอรับ”
ความหงุดหงิดขุ่นเคืองของรอยซ์หายเป็ปลิดทิ้ง เขาเข้าใจทันทีว่า การเกณฑ์ทหารออกรบในครั้งนี้เป็ไปอย่างกะทันหัน ไม่มีเวลามากพอที่จะฝึกซ้อมเพื่อเตรียมการพร้อมรบเท่าที่ควรจะเป็
“งั้นข้าก็ให้อภัยกับการขาดความรู้ของเ้า” เขาเอ่ยออกไป ออกเดินมุ่งหน้าไปทางบันได “เราจะให้ความช่วยเหลือทหารของฮิวจ์ แต่นั่นไม่ใช่เพราะเขากําลัง้าความช่วยเหลือจากเราหรอกนะ เป็เพียงเพราะเรารักที่จะออกไปเล่นเกมกับเขาด้วยเท่านั้น เ้าจะต้องรู้ไว้ว่าทหารนอร์มันนั้นมีฝีมือในการสู้รบอย่างหาตัวจับยาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือหรือไม่ก็ตาม ทหารของฮิวจ์ก็ย่อมจะต้องเป็ฝ่ายชนะอยู่แล้ว”
ทหารหนุ่มผู้นั้นพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ พร้อมกับถามว่าเขาจะได้รับอนุญาตให้ออกรบเคียงข้างบารอนผู้เป็เ้านายด้วยได้หรือไม่ ซึ่งรอยซ์ก็สนองตอบต่อความ้าของเขาแต่โดยดี เขาทิ้งทหารไว้ที่ปราสาทยี่สิบคน แล้วก็ขี่ม้าออกไปพร้อมกับทหารที่เหลือ เนื่องจากภายในปราสาทขณะนี้มีแต่เพียงผู้หญิง เด็ก และพวกคนรับใช้ เขาเชื่อว่าอินเจลแรมจะสามารถรักษาสถานการณ์ไว้ได้จนกว่าเขาจะกลับมา
การต่อสู้ซึ่งเกิดขึ้นทางด้านทิศใต้ของป้อมทหาร ไม่สลักสําคัญอะไรนัก มันเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็วเช่นที่รอยซ์คาดการณ์ไว้ั้แ่แรก เนื่องจากเขาเป็คนช่างสังเกต รอยซ์จึงอดคิดไม่ได้ว่ามันก็ออกจะแปลกอยู่เหมือนกัน ที่ว่าทันทีที่เขาพาทหารออกมาช่วยต่อสู้ ทหารฝ่ายแซ็กซอนซึ่งตอนนั้นยังมีจำนวนมากกว่าทหารของฝ่ายนอร์มันถึงสองเท่า ต่างกระจัดกระจายหายตัวเข้าไปในบริเวณูเาอย่างรวดเร็ว
และทันใดมันก็มีความคิดบางอย่างผ่านเข้ามาในสมอง...หรือว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็เพียงการจัดฉากเพื่อที่จะล่อเขาออกมาจากในปราสาทแห่งนั้น
รอยซ์ยอมรับว่าในระยะหลัง ๆ นี้ เขาไม่ใคร่ได้พักผ่อนเท่าไรนัก แทบจะไม่ได้หลับนอนเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงคิดว่า บางทีเขาอาจจะเข้าข้างตนเองมากเกินไปก็เป็ได้ อาจจะมองเห็นไปเองว่า การที่ทหารแซ็กซอนต่างหลบหนีกระเจิดกระเจิงไปในครั้งนี้ เป็เพราะหวาดกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับเขา ทั้งตัวเขาและทหารออกไล่ติดตามทหารเ่าั้ไปอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง จึงได้ออกคําสั่งให้ทุกคนกลับไปรวมตัวกันที่ปราสาทอีกครั้ง
รอยซ์ออกจะแปลกใจที่ได้พบว่า ฮิวจ์ผู้เป็ทั้งเพื่อนสนิท และนายทหารผู้มียศเท่าเทียมกับเขาเป็ผู้นําทหารกองนั้นออกมา ทั้งนี้เพราะคิดเอาเองว่าขณะนี้ฮิวจ์น่าจะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่อยู่ในกองทัพของพระเ้าวิลเลียม อันเป็การต่อสู้ขั้นสุดท้ายก่อนจะกลับเข้าสู่กรุงลอนดอน
เมื่อเขาสอบถามความข้องใจในเื่นี้ ฮิวจ์ก็อธิบายให้ฟังว่า เขาได้รับคําสั่งให้นํากองทหารเดินทางขึ้นมาทางภาคเหนือเพื่อสงบศึกที่นั่น และขณะนี้เขาอยู่ในระหว่างการเดินทางกลับไปลอนดอน ซึ่งก็พอดีกับที่ทหารของแซ็กซอนจู่โจมเข้ามา
ฮิวจ์นั้นอายุมากกว่ารอยซ์สิบปี เรือนผมสีน้ำตาลเริ่มมีสีเทาขึ้นแซมแล้ว และดูจะมีรอยแผลเป็ปรากฏอยู่บนใบหน้าและตามเนื้อตัวมากกว่ารอยซ์หลายเท่านัก
“บอกตรง ๆ ว่าทหารในกองกําลังของผมเวลานี้ล้วนแล้วแต่เป็พวกที่มีประสบการณ์น้อยมาก” ฮิวจ์ยอมรับด้วยน้ำเสียงแหบเครือ “ส่วนพวกที่มีฝีมือล้วนแล้วแต่ถูกส่งตัวให้เดินทางล่วงหน้าไปอยู่ในกองทัพของวิลเลียมหมดแล้ว จริง ๆ นะรอยซ์ ผมไม่มีความอดทนที่จะมานั่งฝึกทหารหามรุ่งหามค่ำอย่างคุณหรอก นี่ถ้าไม่เป็เพราะสายมันเตือนให้รู้ตัวล่วงหน้าแล้วละก็ ป่านนี้ผมคงไม่เหลือทหารสักคนแล้วละมั้ง...” เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะกล่าวต่อ
“ไอ้สปายแซ็กซอนมันเตือนให้เราระวังตัวทันเวลาพอดี เพราะฉะนั้นการลอบโจมตีครั้งนี้ของพวกมันถึงไม่ประสบความสําเร็จเท่าไหร่นักไงล่ะ ทหารของผมยังขาดระเบียบขาดวินัยอยู่มาก” ฮิวจ์ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ เสียงพูดของเขาลดลงจนเกือบจะเป็เสียงกระซิบ
“คิดดูสิรอยซ์ ทหารของผมถึงสองคนฟันไม่ถูกทหารแซ็กซอน คุณจะเชื่อไหมล่ะว่า จนป่านนี้แล้วก็ยังมีเื่อย่างนี้อยู่ ผมน่ะอยากจะฟันคอฆ่ามันเสียด้วยซ้ำท ไอ้พวกนี้มันดีแต่คุยโวโอ้อวดเท่านั้น” เขาระบายลมหายใจออกมายืดยาว “ถ้าคุณยอมอนุญาต ผมเห็นจะต้องกราบทูลขอพระราชทานอนุญาตจากวิลเลียม ส่งทหารมาฝึกกับคุณเสียแล้ว”
ขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์เป็บารอน ต่างเดินเคียงข้างกันกลับไปในตัวปราสาท
“แล้วสายลับที่คุณเอ่ยถึงเมื่อกี้นี้ เป็ใครกันล่ะ” รอยซ์ถามอย่างแปลกใจ “แล้วทําไมคุณถึงได้เชื่อถือในคําพูดของเขามากถึงขนาดนั้น”
“ชื่อเจมส์ ผมไม่ได้พูดนะว่าผมเชื่อคําพูดมัน” ฮิวจ์ตอบกลับมา “แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าพอจะพูดอะไรให้เป็ที่เชื่อถือได้อยู่บ้างเหมือนกัน มันเล่าให้ผมฟังว่า พวกแซ็กซอนไม่ชอบหน้ามันเท่าไหร่นักหรอก เพราะมันได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็คนเก็บภาษีอากร อันที่จริงเ้าเจมส์คนนี้มันรู้จักผู้คนในแถบนี้มากทีเดียว เพราะว่าเกิดที่นี่แล้วก็อยู่ที่นี่มาตลอด...” สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็ครุ่นคิด
“คุณรู้ไหมรอยซ์ ว่าเ้าเจมส์คนนี้มันรู้จักที่หลบซ่อนตัวหลายแห่งด้วย เอ...รอยซ์ คุณว่าอากาศมันหนาวขึ้นบ้างไหมนี่ ลมก็ดูจะแรงขึ้นด้วยนะ” ฮิวจ์เปลี่ยนเื่พูดขณะกระชับเสื้อคลุมตัวหนาหนักให้แนบร่างขึ้นยิ่งกว่าเดิม “รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้กระดูกผมมันไม่ค่อยจะทนกับอากาศที่หนาวเย็นได้เหมือนสมัยหนุ่ม ๆ แล้วนะ”
รอยซ์นั้นแทบมิได้ััความหนาวเย็นที่มีอยู่ในอากาศเลยด้วยซ้ำ แต่พอได้ยินเพื่อนพูดเช่นนั้นจึงได้กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตัว และได้เห็นกลุ่มหมอกที่เริ่มลอยตัวขึ้นจากพื้นดิน แต่ยังไม่ถึงกับจะมืดครึ้มเท่าไรนัก
“อาจจะเป็เพราะคุณแก่ตัวลงอย่างที่ว่าก็ได้นะฮิวจ์ ถึงรู้สึกหนาวง่ายขึ้นยังงี้” เขายิ้มให้เพื่อนขณะล้อเลียน และฮิวจ์ก็ยิ้มตอบ
“อ้อ...นี่คุณว่าผมแก่แล้วงั้นหรือ นี่ถ้าคุณได้ฟังเื่ที่ผมได้ชัยชนะเหนือพวกแซ็กซอนอย่างน่าแปลกใจละก็ ผมว่าคุณคงจะเปลี่ยนความคิดเชียวละ”
หลังจากนั้นเขาก็เล่าถึงวิธีการรบซึ่งได้นําชัยชนะอันขาวสะอาดมาสู่กองทัพของพระเ้าวิลเลียม แม้เมื่อเข้ามาถึงลานกว่าหน้าตัวปราสาทแล้ว เขาก็ยังเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับการรบครั้งนี้