จักรเย็บผ้าวางอยู่ในห้องที่หูหลันเยวี่ยกับถิงถิงเอาไว้นอน
บรรดาเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่มาเยี่ยมชมจักรเย็บผ้าเบียดเสียดกันอยู่ในห้องเล็กๆ แห่งนี้ พวกเธอดูจักรเย็บผ้าก็ดูไป แต่บางคนก็มือซน
หูหลันเยวี่ยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เก่าพับเป็นนกกระเรียนพันตัว และโมบายกระดาษแขวนไว้ที่หน้าต่างอย่างดี แต่ไม่รู้ว่าใครมือบอนไปดึงลงมาแกะซะแล้ว
หูหลันเยวี่ยเห็นห้องที่เคยเรียบร้อยกลับรกอย่างนี้ เธอรู้สึกโมโหขึ้นมาจริงๆ
"ป้าๆ น้าๆ ทุกท่าน จักรเย็บผ้าก็ดูแล้ว ตอนนี้ก็ฟ้ามืดพอดี ทุกท่านควรกลับบ้านไปกินมื้อเย็นได้แล้วค่ะ" เพื่อไม่ให้พวกมือซนเหล่านั้นยุ่มย่ามกับของในห้องของเธอต่อ หูหลันเยวี่ยจึงต้องฝืนใจออกปากไล่แขก
ตั้งแต่ได้เห็นความเก่งกาจของหูหลันเยวี่ย พอสะใภ้สามเจอหน้าเธอก็ได้แต่ก้มหน้า
เมื่อเห็นว่าหูหลันเยวี่ยกลับมาแล้ว แถมยังออกปากไล่แขกโดยตรง สะใภ้สามจึงหลบไปอยู่ข้างหลังแม่เฒ่าหูกับสะใภ้รองโดยไม่รู้ตัว
หูหลันเยวี่ยเข้าบ้านมาก็ไล่คน แม่เฒ่าหูรู้สึกเสียหน้า ดังนั้นสีหน้าของแม่เฒ่าก็เลยไม่ค่อยดีเท่าไหร่
"เยวี่ยเยวี่ย อย่างน้อยแกก็เป็นครูบาอาจารย์ ทำไมถึงไม่มีมารยาทอย่างนี้ เข้าบ้านมาก็ไล่พวกเราแล้ว มันสมควรหรือไง?" แม่เฒ่าหูเริ่มแสดงอำนาจของย่าต่อหน้าทุกคน
หูหลันเยวี่ยยิ้มบางๆ ให้แม่เฒ่า จากนั้นเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน "คุณย่า นี่ก็ใกล้เวลาทำอาหารเย็นแล้ว หนูแค่เตือนป้าน้าทั้งหลายว่าต้องกลับไปทำอาหารเย็นแล้วนี่คะ หนูจำไม่ค่อยได้แล้วว่าคุณลุงบ้านไหนนี่แหละ ที่พอกลับมาจากทำงานในไร่นาแล้วไม่มีข้าวกินก็จะอาละวาดใส่เมีย คุณย่าคะ คุณย่าคิดว่าหนูเตือนให้ทุกคนกลับไปทำอาหารเย็นมันไม่ถูกต้องเหรอคะ?"
เห็นชัดๆ ว่าหูหลันเยวี่ยกำลังเถียงแม่เฒ่าอยู่ แต่บนใบหน้าของเธอกลับมีรอยยิ้มบางๆ อยู่เสมอ น้ำเสียงที่พูดก็เบาๆ นุ่มๆ
เมื่อโดนหลานสาวเถียงเข้าให้ แต่แม่เฒ่าหูในตอนนี้กลับไม่กล้าอาละวาดใส่
ถึงแม่เฒ่าหูจะแข็งกร้าว แต่ก็ฉลาดหลักแหลมอย่างยิ่ง
เธอรู้ดีว่าถ้าตัวเองยังคงแสดงอำนาจต่อไป นั่นก็แสดงว่าย่าอย่างเธอใจแคบ ไม่มีความเมตตา
ตอนที่แม่เฒ่าหูด่าหลานสาวว่าเป็นตัวเสียเงินเปล่า หรือตอนที่ด่าลูกสะใภ้ ก็จะทำแค่ตอนที่ไม่มีคนนอกอยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น
ถ้ามีคนนอกอยู่ในเหตุการณ์แล้ว แน่นอนว่าเธอก็จะแสดงตนเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่โอบอ้อมอารีต่อลูกหลาน
ในตอนที่แม่เฒ่าหูไม่รู้จะรับมืออย่างไร สะใภ้รองก็ยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่อง "หลันเยวี่ยเอ๊ย ต่อไปบ้านของแกก็มีจักรเย็บผ้าแล้ว ถ้าพวกเราจำเป็นต้องใช้ก็อาจจะมาขอยืมใช้หน่อยนะ"
หูหลันเยวี่ยรีบยิ้มตอบ "ถ้าสะใภ้รองอยากยืมจักรเย็บผ้าไปใช้สักครั้งสองครั้งก็ไม่มีปัญหาอะไรแน่นอนค่ะ ป้าน้าอาทุกท่าน ถ้าพวกคุณจำเป็นต้องใช้จักรเย็บผ้าเมื่อไหร่ ก็มาขอยืมจากบ้านหนูไปใช้ได้เลยเช่นกัน"
ความหมายของหูหลันเยวี่ยชัดเจนมาก ถ้าพวกคุณอยากยืมจักรเย็บผ้าไปใช้ก็ไม่ติด มาขอยืมเป็นครั้งคราวได้ แต่อย่าหวังว่าจะมาอาศัยใช้
ไม่เพียงแต่สะใภ้รองเท่านั้น คนอื่นๆ ก็คิดว่าจะมาขอใช้จักรเย็บผ้าที่บ้านนี้อยู่เรื่อยๆ แต่คำพูดเมื่อครู่ของหูหลันเยวี่ยได้สกัดคำพูดที่พวกเธอกำลังจะเอ่ยปากออกมาจนหมดสิ้น
จักรเย็บผ้าในหมู่บ้านมีจำนวนนับนิ้วได้ ใกล้ๆ นี้ก็มีอยู่แค่ที่บ้านสกุลหลินข้างๆ
ย่าหลินเป็นคนใจดี เธอเข้ากับเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงได้เป็นอย่างดี แต่ช่วงสองสามปีมานี้ความสัมพันธ์ของเธอกับเพื่อนบ้านเหล่านี้เริ่มตึงเครียดขึ้นมา
เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงแถวนี้ นอกจากบ้านหูฉางหมินแล้ว ครอบครัวอื่นๆ ก็มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างธรรมดากับบ้านสกุลหลิน
ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะพวกปากมากเหล่านั้นมารวมตัวกันพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับหลินซือหย่วน แล้วบังเอิญย่าหลินไปได้ยินเข้า
หลังจากที่บ้านสกุลหลินซื้อจักรเย็บผ้ามา เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงก็มาอาศัยใช้ไปไม่น้อย
พวกเธอยังไม่ทันได้ใช้จักรเย็บผ้าจนเสร็จ ก็พูดจาไม่ดีเกี่ยวกับหลานชายเจ้าของเสียแล้ว เป็นใครก็คงไม่อยากยิ้มแย้มต้อนรับคนอกตัญญูพวกนี้!
ย่าหลินไม่ใช่คนอ่อนแอ แถมยังหวงลูกหลานเป็นพิเศษ
คนอื่นนินทาหลินซือหย่วนลับหลัง ถ้าคุณย่าไม่ได้ยินก็แล้วไป แต่ถ้าบังเอิญได้ยินเข้า เธอไม่มีทางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแน่นอน
ย่าหลินต้องทนจางกุ้ยเฟินที่มาขอหยิบยืมถึงที่บ้านไม่หยุดหย่อน ก็เพราะเมื่อก่อนอีกฝ่ายเคยให้นมหลานชายสุดที่รักของเธอตั้งครึ่งปี
ส่วนเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงและญาติพี่น้องที่ไม่เคยให้ความช่วยเหลืออะไรแก่สกุลหลิน เธอก็หาได้เอาแต่ยอมทนเพื่อรักษาหน้าตา
จักรเย็บผ้าบ้านย่าหลินไม่ให้ใช้แล้ว ทำให้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงเหล่านี้กลุ้มใจกันมาก
ดังนั้นพอเห็นบ้านหูฉางหมินซื้อจักรเย็บผ้าใหม่ แต่ละคนก็กระตือรือร้นอยากจะมาขอใช้จักรเย็บผ้าที่บ้านนี้อยู่บ่อยๆ
พวกเขาไม่คิดเลยว่าหูหลันเยวี่ย เด็กสาวที่ไม่ประสีประสาจะเฉลียวฉลาดขนาดนี้ ยัยหนูตัวแสบกลับมองทะลุแผนการในใจของพวกเขาไปหมดแล้ว
ในเมื่อเด็กสาวพูดออกมาถึงขั้นนี้แล้ว ทุกคนก็คงต้องล้มเลิกความคิดที่จะมาขอใช้จักรเย็บผ้าอยู่บ่อยๆ ไปก่อน
แต่ในจำนวนนี้ไม่รวมสะใภ้รองกับสะใภ้สาม
ตอนกินอาหารเย็น สะใภ้รองก็บ่นกับสามี "ยัยหนูเยวี่ยคนนี้ไม่ใช่แค่ดุร้าย แต่ยังเฉลียวฉลาดมากๆ ด้วย เมื่อก่อนฉันก็ว่าเชี่ยนเชี่ยนมีเล่ห์เหลี่ยมเยอะแล้วนะ พอเทียบกันแล้วยัยหนูเยวี่ยฉลาดกว่าเชี่ยนเชี่ยนอีก ฉันคิดว่าพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้บ้านนั้นต้องเชื่อฟังคำพูดของยัยตัวแสบนั่นไปหมดทุกเรื่องแน่ๆ ยัยหนูก็ดื้อด้านเสียด้วยสิ รับมือยากจริงๆ เลย!"
อารองกินแป้งจี่ห่อถั่วงอกไปสองสามคำ จากนั้นก็พูดว่า "พวกเราต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องไปยุ่งกับยัยหนูนั่นก็สิ้นเรื่องแล้ว"
สะใภ้รองฮึดฮัด "คุณก็พูดง่ายเหลือเกินนะ อีกไม่นานพวกเราต้องจัดแจงสร้างบ้านให้เจี้ยนเซ่อแล้วไม่ใช่เหรอ ซินแสบอกว่าที่ดินทางทิศตะวันตกของบ้านพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้เหมาะกับการสร้างบ้าน ฮวงจุ้ยก็ดีเป็นพิเศษด้วย"
อารองพูด "ที่ดินตรงนั้นเป็นของพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ เธออย่าไปหวังอะไรเลย"
สะใภ้รองตอบ "ที่ดินตรงนั้นปล่อยทิ้งไว้ก็เปล่าประโยชน์ แถมพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ก็ไม่มีลูกชายด้วย ตอนแก่พวกเขาก็ต้องหวังพึ่งเจี้ยนเซ่อบ้านเราอยู่ดี ไว้อีกสักพักคุณก็ไปพูดกับคุณย่า ให้ท่านลองไปทาบทามกับบ้านใหญ่ดู"
อารองเชื่อฟังภรรยามาตลอด ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ลูกชายคนโตของบ้านอารอง ชื่อหูเจี้ยนเซ่อ อายุสิบเจ็ดปีแล้ว ชายหนุ่มไม่ได้เรียนหนังสือ ตามธรรมเนียมของหมู่บ้านอายุเท่านี้ก็เตรียมตัวแต่งงานได้แล้ว
ลูกชายอยากแต่งเมีย ก็ต้องมีบ้านใหม่ก่อนเป็นธรรมดา
สะใภ้รองหมายตาที่ดินทำเลทองทางทิศตะวันตกของบ้านหูฉางหมินมานานแล้ว แถมบ้านใหญ่ก็ไม่มีลูกชาย เธอจึงยิ่งอยากจะยึดครองที่ดินดีๆ ผืนนั้นมาเป็นของตัวเอง
บ้านของตนมีคนอื่นหมายปอง พวกหูหลันเยวี่ยไม่ได้รับรู้
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ หูหลันเยวี่ยก็นั่งลงหน้าจักรเย็บผ้าแล้วเริ่มลงมือทำงาน
เธอรับปากว่าจะทำกางเกงยีนส์ให้หลินซือหย่วน เธอก็จะไม่ผิดคำพูด
หูหลันเยวี่ยตัดผ้าไว้พร้อม ตอนนี้ที่บ้านก็มีจักรเย็บผ้า เธอจึงสามารถใช้เวลาในตอนกลางคืนทำกางเกงได้แล้ว
หูหลันเยวี่ยวุ่นอยู่กับจักรเย็บผ้าสองสามชั่วโมง แล้วค่อยมาเริ่มแผนการเตรียมสอนกับตรวจการบ้าน
กว่าหูหลันเยวี่ยทำทุกอย่างเสร็จ เตรียมจะอาบน้ำเข้านอน ก็เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว
พอหูหลันเยวี่ยออกไปทำงานได้ไม่นานช่วงเช้าตรู่ แม่เฒ่าหูก็มาอีก
คราวนี้เธอไม่ได้มาเพื่อดูจักรเย็บผ้าใหม่ แต่มาเพราะมีจุดประสงค์อื่น