ตอนที่ 23 นายกลัวฉัน
ต่อให้ถังอวี่จะไม่เต็มใจอย่างไรก็จำต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ตราบใดที่เขาและป๋ายจิ่นยังอยู่ในโรงเรียน ยังไงพวกเขาก็ต้องเจอหน้ากันทุกวัน
ชุดนักเรียนของถังอวี่เป็สีน้ำเงินเข้มคล้ายกับชุดทหารแต่ก็ไม่ใช่ชุดทหาร ต่างกับชุดที่ป๋ายจิ่นสวมอยู่บนร่างกายเล็กน้อย แม้ว่าจะเป็สีน้ำเงินเข้มเหมือนกันก็ตาม
เห็นถังอวี่แต่งกายสวมเครื่องแบบเรียบร้อยแล้ว ป๋ายจิ่นกวาดสายตามองเขาเล็กน้อย “ไปเถอะ”
ไปเหรอ ถังอวี่นิ่งอึ้งก่อนจะเรียกสติกลับมาอย่างรวดเร็ว คงไม่ได้จะให้ออกไปพร้อมกับเขาหรอกนะ ให้ตายเถอะ! ไม่เอาหรอก! หลังจากเมื่อวานเดินสำรวจมาทั้งวัน เขาก็รู้แล้วว่ารูมเมทของเขาคนนี้ได้รับความนิยมมากขนาดไหน!
ขอเพียงเป็คนจากดาวเมืองหลวง ไม่สิ ควรต้องบอกว่ามีแค่คนสมองทึบอย่างเขานี่แหละที่ไม่รู้จักป๋ายจิ่นแห่งตระกูลป๋าย!
เขาไม่อยากถูกรุมทิ้งทันทีที่ปรากฏตัวขึ้นกลางหอประชุมหรอกนะ!
เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเอง ถังอวี่กลืนน้ำลายแล้วตัดสินใจมองข้ามออร่ารอบกายป๋ายจิ่น “คือว่า รุ่นพี่ป๋าย…”
หัวคิ้วของป๋ายจิ่นขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เร็วมากจนถังอวี่นึกว่ารู้สึกไปเอง
แต่ว่าถังอวี่ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อชีวิตอันสดใสในอนาคต
“คุณไม่ต้องรอพวกรุ่นพี่ไอวี่เหรอครับ”
ป๋ายจิ่นขมวดคิ้วอีกครั้ง “พวกเขาต้องรอฉัน”
โอเค ท่านป๋ายผู้นี้มีต้นทุนให้คนอื่นต้องรอเขาสินะ ชาวบ้านตัวเล็กๆ อย่างถังอวี่กระอักเืก่อนจะพยายามต่ออย่างไม่ย่อท้อ “ผมกับเฉิงเวยนัดกันไว้แล้วว่าจะไปพร้อมกัน ให้เขารอคงไม่ค่อยดี...”
“โทรบอกเขาสิ” คำตอบของป๋ายจิ่นสั้นกระชับและทรงพลัง
ถังอวี่แอบกระอักเือีกครั้ง คนคนนี้ฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือไง! นี่เขากำลังปฏิเสธทางอ้อมอยู่นะ! ปฏิเสธน่ะ!
แต่ว่า! ถ้าเขาจะยอมแพ้ง่ายๆ แบบนั้นมันก็เท่ากับเสียทีที่มีโอกาสได้กลับมาเกิดใหม่น่ะสิ! ถังอวี่พยายามเอ่ยเตือนอ้อมๆ อีกครั้ง “รุ่นพี่ป๋าย วันนี้มีแค่นักเรียนใหม่อย่างพวกผมที่ต้องเข้าพิธีรับน้องใหม่ใช่ไหมครับ”
ป๋ายจิ่นพยักหน้า ในทางทฤษฎีจะพูดแบบนี้ก็ไม่ผิด
ถังอวี่ดวงตาทอประกาย “ถ้าอย่างนั้นคุณกับผมก็ถือว่าคนละทางกันแล้ว!” หมายถึงพวกเราต่างคนต่างไปกันเถอะ ไหนๆ พวกเราก็ไม่เคยคบค้าสมาคมอะไรกัน งั้นก็อย่าไปมาหาสู่กันเลย!
ป๋ายจิ่นขมวดคิ้ว ครั้งนี้คิ้วไม่ได้คลายออกจากกันอีก
“ฉันมีหน้าที่ต้องดูแลรูมเมทให้ดี”
ผมไม่้าให้คุณมาดูแลหรอกครับ…ถังอวี่อยากจะพูดแบบนี้มาก
หัวคิ้วของป๋ายจิ่นขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ “นายกลัวฉัน” ยิงโจมตีตรงเป้า
ถังอวี่ไม่พูด กลัวเหรอ เขาไม่ได้กลัวอีกฝ่าย เขาเป็คุณชายใหญ่ของตระกูลถัง ถึงแม้มารดาจะไม่ได้ชื่นชอบตน แต่ด้วยความรักที่คุณปู่มีต่อตน ย่อมบ่มเพาะให้เขาเติบโตมาแบบไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน นิสัยหยิ่งทะนงรักอิสระ เขามีต้นทุนให้ทะนงตัว
ทว่าตอนนี้เขามีอะไร ตอนเขาเดินออกมาพร้อมการขัดขืนเจตนารมณ์ของตระกูลถังก็เท่ากับกำหนดแล้วว่าต้นทุนเหล่านี้ของเขาจะต้องถูกยึดคืนไป ตอนนี้ในที่สุดเขาเองก็เข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว ถ้าหากปู่รักเขาจริง ทำไมชาติก่อนถึงไม่สนใจความยินยอมของเขาแล้ว้าให้เขาแต่งงานกับโจวจิ้นิให้ได้
ถ้าหากรักและเอ็นดูเขาจริง ทำไมไม่ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมมารดาเพื่อให้เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนทหารอันดับหนึ่ง แต่กลับมองดูตนยอมสละโควตาไปอย่างเงียบๆ ถ้าหากรักและเอ็นดูเขาจริง ทำไมไม่ช่วยเขาแก้ปัญหาบัญชีถูกระงับ
นี่เป็การพิสูจน์ทางอ้อมได้แล้วว่าชาติก่อนถังจื่อฉีไม่ได้พูดผิด ตนไม่ใช่สายเืของตระกูลถังจริงด้วย
เพียงแต่เขาฉลาดพอที่จะรับรู้ว่าความรักใคร่เอ็นดูที่คุณปู่มีต่อเขานั้นเป็ความจริง ทว่าความรักที่มีต่อตนค่อยๆ จืดจางลงั้แ่เมื่อไรกันนะ พอมองย้อนกลับไปที่คุณพ่อ อีกฝ่ายก็เฉยชาต่อตนมาตลอด
ป๋ายจิ่นมองคนตรงหน้า ส่วนสูงไม่ถึงไหล่ของตนด้วยซ้ำ คนตัวเล็กแค่นี้กล้าใจลอยต่อหน้าเขางั้นเหรอ
ป๋ายจิ่นเอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างไม่พอใจ “นายกำลังกลัวฉัน”
ถังอวี่พลันเงยหน้าขึ้น “ผมไม่ได้กลัวคุณ” แววตาคมกริบทำเอาป๋ายจิ่นตกตะลึง
ถังอวี่มองป๋ายจิ่นด้วยสายตาไร้ความเกรงกลัว เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่มีต้นทุนให้สู้รบตบมือกับคนที่นี่ได้ จึงไม่อยากเพิ่มปัญหาให้ตัวเองก็เท่านั้น สถานที่ที่ปะปนไปด้วยผู้คนหลากหลายร้อยพ่อพันแม่อย่างโรงเรียนทหารอันดับหนึ่งแห่งนี้มีคนทุกประเภท บางคนแค่สั่งคำเดียวก็สามารถฆ่าตนให้ตายได้แล้ว ส่วนตัวเขานั้นไม่มีอะไรเลยสักอย่าง แล้วจะเอาอะไรมารักษาชีวิตไว้ได้
“ผมไม่อยากไปพร้อมกับคุณ” ถังอวี่พูดออกมาตามตรง
ป๋ายจิ่นมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำ “อีกเดี๋ยวฉันต้องพูดสุนทรพจน์ต้อนรับนักเรียนใหม่ให้พวกนายฟัง” จากนั้นเ้าตัวก็เดินออกไป
พูดสุนทรพจน์เหรอ! แล้วทำไมเขาไม่บอกั้แ่แรกเล่า! ถังอวี่เบิกตากว้างมองแผ่นหลังของป๋ายจิ่น อยากจะพุ่งเข้าไปแทงเขาสักสองสามแผลให้รู้แล้วรู้รอด
สายตาเห็นป๋ายจิ่นเดินห่างออกเรื่อยๆ ถังอวี่ก็รีบตามไป เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าตอนที่ป๋ายจิ่นกำลังพูดกับเขา อีกฝ่ายเก็บออร่าทั้งหมดของตัวเองไว้ ด้วยเหตุนั้นเขาจึงพูดคุยกับอีกฝ่ายได้อย่างเป็ธรรมชาติ
ถังอวี่เดินตามหลังป๋ายจิ่นโดยรักษาระยะห่างประมาณหนึ่งเมตร ไม่นานนักโฮเวอร์คาร์สีแดงดีไซน์ทันสมัยคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของพวกเขา คนที่ยืนอยู่ด้านข้างของรถโฮเวอร์คาร์คือไอวี่นั่นเอง
จำได้ว่าคนที่มาด้วยกันกับไอวี่เป็กลุ่มคนที่เจอเมื่อวานซืนตอนเย็น แล้วก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน
เป็ผู้หญิงที่หรูหราคนหนึ่ง
เป็ผู้หญิงที่มีเส้นผมสีเงินเช่นเดียวกับป๋ายจิ่น
“ป๋ายจิ่น มาแล้วเหรอ”
ป๋ายจิ่นไม่มองเธอแม้แต่แวบเดียว หันไปสั่งกับไอวี่ทันที “ไปเถอะ”
ไอวี่ขานรับเสียงดัง “ได้เลย!”
โฮเวอร์คาร์พื้นที่กว้างขวาง แต่ก็พอให้คนนั่งได้แค่ประมาณเท่านี้ ถังอวี่นั่งเพิ่มเข้าไปอีกคนก็เต็มรถพอดี
ถังอวี่กำลังคิดจะทำหน้าหนาเดินเข้าไปด้านในสุด แต่กลับถูกไอวี่เรียกเอาไว้ก่อน “รุ่นน้องถังอวี่ตัวน้อย ที่นั่งของนายอยู่ตรงนั้น” เขาชี้ไปทางที่นั่งข้างป๋ายจิ่น
ป๋ายจิ่นไม่ได้พูดอะไร หลังขึ้นมาบนโฮเวอร์คาร์แล้วเขาก็หลับตาลงราวกับไม่อยากเอ่ยอีกแม้แต่ประโยคเดียว ท่าทางเหมือนไม่อยากให้คนเข้าใกล้
ถังอวี่ไม่ได้มองป๋ายจิ่นในทันที แต่มองไปยังเด็กสาวคนนั้นด้วยท่าทางลังเล
เขาเห็นเพียงเด็กสาวคนนั้นเอ่ยพร้อมส่งยิ้มให้ “เข้าไปสิ นายจะมองฉันทำไมเล่า”
ถังอวี่หมดคำพูด เห็นอยู่ชัดๆ ว่าผู้หญิงคนนี้อยากนั่งข้างรุ่นพี่ป๋ายมากกว่า แต่ต้องทำเป็ว่าคนใจกว้างอย่างฉันยอมยกให้นาย เล่นละครแบบนี้ไม่เหนื่อยเหรอ
สิ่งที่ถังอวี่ไม่รู้ก็คือขอแค่พวกเขาเดินทางบนโฮเวอร์คาร์ของไอวี่ ที่นั่งข้างๆ ป๋ายจิ่นมักจะว่างเสมอ ไม่มีใครนั่งอยู่แล้ว เหตุผลแรกก็คือป๋ายจิ่นไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้เขามากเกินไป เหตุผลที่สองคือเขาไม่อนุญาต
เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว ไอวี่ก็ะโขึ้นหนึ่งเสียง “ออกเดินทาง!”
โฮเวอร์คาร์สีแดงบินฟิ้วออกไปด้วยระดับความเร็วที่ถังอวี่ไม่เคยััมาก่อน!