หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 76 มีด (ยามสอง)

            วันนี้คือวันขึ้นสิบหกค่ำ แสงจันทร์จึงส่องสว่างกว่าวันใด

            ท้องฟ้าใสกระจ่าง ไร้ซึ่งเมฆบดบัง

            พระจันทร์กลมเกลี้ยงลอยเด่น ดูราวกับโคมไฟที่ส่องสว่างเหนือหลังคาเรือน

            เมื่อการประชุมใหญ่ของหมู่บ้านจบลง นายท่านสามก็ยังจัดการประชุมย่อยอีกรอบหนึ่ง

            สถานที่จัดการประชุมย่อยอยู่ด้านหลังเรือนของนายท่านสาม

            หลังเรือนของนายท่านสามด้านหนึ่งติดกับหน้าผาสูง สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ทั้งยังสะดวกที่จะเก็บความลับ

            ราชครูเองก็ถูกเชิญให้ไปร่วมประชุมเช่นกัน

            ราชครูถือสมุดทะเบียนภูมิลำเนาที่เพิ่งได้รับมาก้าวเดินไปทางหลังเรือนของนายท่านสามพร้อมกับความรู้สึกซับซ้อนในใจ

            พักนี้เขามักจะรู้สึกว่าตนได้กลายเป็นอาจารย์ของภูเขาลูกนี้แล้วจริงๆ

            เพราะบัดนี้มืออีกข้างหนึ่งของเขานั้นกำลังจูงมือเล็กๆ ของเด็กหญิงที่กระโดดโลดเต้นมาพร้อมตน

            เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทั้งที่เขานั้นลงโทษเจ้าเด็กปีศาจให้คัดอักษรแทบทุกวัน ทว่านางก็ยังคงวนเวียนอยู่รอบกายเขาทุกวี่วัน ทั้งยังทำตัวสนิทสนมกับเขายิ่งนัก

            ราชครูยกเท้าข้ามธรณีประตูไป

            ทว่าเด็กหญิงยังเดินได้ไม่มั่นคงนัก จึงจับมือท่านอาจารย์ของตนแน่นแล้วกระโดดข้ามธรณีประตูไป

            ราชครูรู้สึกราวกับตนกำลังหิ้วเด็กหญิงข้ามธรณีประตู

            “ท่านอาจารย์ ท่านมีนามว่าฟางฟางจริงหรือ ต่อไปหากข้าไปต่อยตีกับใครแล้วต้องบอกเขาว่าอาจารย์ข้าชื่อฟางฟาง ข้ารู้สึกว่าช่างฟังดูไม่น่าเกรงขามเอาเสียเลย” เด็กหญิงกล่าวออกมาพร้อมกับกระโดดโหยงเหย็งไม่หยุด

            ราชครู “...”

            “ชื่อของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่บิดามารดามอบให้ เช่นเดียวกันกับเจ้าที่รังเกียจว่าชื่อตนเองนั้นเขียนยาก แต่เจ้าก็ไม่อาจเปลี่ยนได้เพราะพี่ชายของเจ้า”

            ราชครูกล่าวเหตุผลให้เด็กหญิงฟังอย่างจนใจ

            “เอาเถิด ข้าว่าชื่อของท่านอาจารย์ไพเราะมาก” เฉินโย่วเมื่อกระโดดข้ามธรณีประตูมาแล้วก็ยังจูงมืออาจารย์ของตนกระโดดโลดเต้นไปทางด้านหลังเรือน

            “ท่านอาจารย์ ไฉนคืนนี้ดวงจันทร์จึงสว่างถึงเพียงนี้เล่า แล้วเหตุใดดวงจันทร์จึงเปลี่ยนเป็นใหญ่บ้างเล็กบ้างได้ด้วย แล้วทำไมกลางวันจึงไม่มีดวงจันทร์ แล้วๆ บนดวงจันทร์นั้นมีคนอาศัยอยู่หรือไม่ ท่านอาจารย์ท่านเคยไปเยือนดวงจันทร์หรือยัง” เฉินโย่วนั้นมีความคิดใหม่ๆ หลั่งไหลมาไม่หยุด จึงได้เริ่มต้นกล่าวหัวข้อสนทนาใหม่ๆ ขึ้น

            ยังดีที่เขานั้นไม่สนิทกับจ้งเยียน ลูกศิษย์ของตนเท่าไรนัก ทั้งลูกศิษย์ของเขาก็ไม่เคยถามคำถามประหลาดเช่นนี้

            “เอ่อ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้นอยู่เหนือผืนฟ้า ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้นสลับกันทำหน้าที่ ให้หยินและหยางมาบรรจบกันที่ดวงจันทร์ การที่มันเว้าแหว่งนั้นมีเหตุผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของเวลา อาจารย์เองก็ไม่เคยขึ้นไปเช่นกัน จึงไม่รู้ว่าด้านบนนั้นมีสิ่งใดบ้าง ทว่าจากเท่าที่ตามองเห็นได้นั้น ก็เห็นว่าบนดวงจันทร์เหมือนจะมีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง ทว่าความจริงเป็นเช่นไรก็ไม่อาจรู้ได้” ราชครูนั้นจำต้องเค้นหาความรู้ที่มีอยู่ของตนออกมา จึงจะสามารถตอบคำถามนี้ได้

            “อ้อ” เฉินโย่วน้อยกล่าวขึ้น

            ในที่สุดเด็กหญิงก็เงียบลงครู่หนึ่ง ราชครูพลันถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง 

            ไม่ทันไรเด็กหญิงก็เงยหน้าขึ้นถามอีกครั้ง “ท่านอาจารย์ ทำไมจึงมีลมเล่า แล้วทำไมพระอาทิตย์จึงค่อยๆ ลอยขึ้นมา แล้วเหตุใดสัตว์จึงต้องตายเล่า แล้วเหตุใดเมื่อมือขาดแล้วจึงต่อกลับไปไม่ได้เล่า”

            แม่นางหลัวที่เดินตามหลังอยู่นั้นแทบจะทนมองต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงหลุดขำพรืดออกมา

            แม้ว่าจะเป็นราชครู แต่ก็ไม่อาจเข้าใจเรื่องมากมายถึงเพียงนั้น โลกนี้เดิมทีก็มีปริศนามากมายที่ยังไม่ถูกไขกระจ่าง

            “อาโย่ว เจ้าถามท่านอาจารย์มากมายถึงเพียงนี้ ท่านกล่าวไปเจ้าเองก็จำไม่ได้ ฉะนั้นเจ้าต้องตั้งใจเรียน รอเจ้าเรียนให้มากขึ้นแล้ว เจ้าย่อมจะเข้าใจเรื่องพวกนี้เอง” เสียงกังวานของแม่นางหลัวพลันกล่าวขึ้น

            ราชครูถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ในใจคิดว่าแม่นางหลัวช่างเป็นคนดีจริงๆ

            เฉินโย่วพยักหน้าสองสามครั้ง เป็นสัญญาณว่าเข้าใจแล้ว

            จากนั้นจึงปล่อยมือท่านอาจารย์แล้วไปคลอเคลียเล่นข้างกายแม่นางหลัวแทน

            มือใหญ่ของราชครูไม่มีมือน้อยคอยกุมไว้ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นทันตา ทว่ายามมองเจ้าเด็กปีศาจที่ยิ้มจนหน้าบานราวกับดอกไม้ ปากนั้นขยับพูดเป็นต่อยหอยให้แม่นางหลัวฟัง คนทั้งสองคุยไปหัวเราะไป ราชครูพลันรู้สึกว่าข้างกายตนนั้นแสนจะอ้างว้างขึ้นมา

            นายท่านสามเรียกทุกคนมาประชุม บัดนี้ใกล้จะเริ่มกล่าวถึงเนื้อหาสำคัญแล้ว

            แม่นางหลัวนั่งลงด้านข้างโดยอุ้มเฉินโย่วให้นั่งลงบนตักตนแล้วจึงตั้งใจฟัง

            นายท่านสามเรียกทุกคนมารวมตัวกันลับๆ โดยจัดแจงให้ทุกคนมาเจอกันที่ด้านหลังเรือนของเขา 

            การสนทนาใต้แสงจันทร์ เพราะดวงจันทร์กระจ่างจึงต้องสนทนาเรื่องดีๆ

            ใบหน้าคมสันของนายท่านสามพราวไปด้วยรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี

            “วันนี้เป็นวันดีอย่างยิ่งของหมู่บ้านไป๋กู่ของเรา ข้ามีเรื่องดีสามเรื่องจะมาแจ้งทุกคน เรื่องแรกคือหมู่บ้านไป๋กู่ของเรานั้นได้สถาปนาอย่างเป็นทางการแล้ว ทุกคนล้วนแล้วแต่ได้ขึ้นทะเบียนภูมิลำเนา ทั้งยังได้รับการยอมรับจากทางการ นับแต่นี้ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่อาจกล่าวหาว่าพวกเราเป็นโจรได้อีก เรื่องที่สองคือท่านนายอำเภอตกลงจะเสนอรายชื่ออาสวินให้มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบของสำนักเชิน เดิมทีนั้นท่านนายอำเภอได้หมายตาอาลู่ไว้ แต่อาลู่ยกสิทธิ์ของตนให้อาสวินแทน เหมือนดังที่สุภาษิตกล่าวไว้ว่าความสมัครสมานของพี่น้องนั้นคือพลัง ดังนั้นต่อไปไม่ว่าทุกคนจะอยู่ที่ใดก็ต้องคอยช่วยเหลือกัน” นายท่านสามเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ก็กวาดสายตามองทุกคน

            อาลู่ เสี่ยวอู่และอาสวินต่างก็พยักหน้าอย่างจริงจัง

            ใบหน้าของราชครูพลันเต็มไปด้วยความงุนงง เรื่องเสนอรายชื่อสอบเข้าสำนักเชินนี่มันอะไรกัน

            เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ก็สามารถปล่อยไปง่ายๆ เช่นนี้หรือ

            แม้เมื่อก่อนอาจารย์ใหญ่ของสำนักเชินจะเคยเชิญให้เขาไปสอนที่สำนักเชินเสียตั้งหลายครา แต่น้ำใจเหล่านั้นก็ล้วนแต่โดนเขาปฏิเสธอยู่ร่ำไป

            ความจริงแล้วเหตุผลนั้นเป็นเพราะเขารู้สึกเกียจคร้านเท่านั้น

            ทว่าในใจเขาก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่าสำนักเชินเมื่อเทียบกับสำนักอื่นๆ ในแคว้นแล้วก็นับว่าไม่เลว

            ทั้งเปิดสอนวิชาหลายแขนง ไม่แบ่งชนชั้นในการศึกษา เพียงแต่อาจารย์ในสำนักนั้นคร่ำครึไปสักหน่อย แต่รวมๆ แล้วก็นับว่าเป็นสำนักที่ดี

            ในมุมมองของราชครูนั้น เด็กทั้งสามสี่คนตรงหน้าเขานี้ล้วนแต่สามารถเข้าสำนักเชินได้

            สติปัญญาของอาสวินนั้นไม่ต้องพูดถึง เขานับว่าเก่งกาจด้านการศึกษาเล่าเรียนนัก

            ส่วนอาลู่นับว่าหลักแหลมอยู่สักหน่อย เรื่องความฉลาดไม่เป็นรองใคร ราชครูเคยเห็นเขาเขียนกฎหมายที่ตัวเองท่องอยู่คราหนึ่ง เมื่อตรวจดูก็พบว่าไม่ผิดแม้แต่ตัวอักษรเดียว

            เสี่ยวอู่ในด้านการเรียนนั้นก็นับว่าหัวทึบอยู่สักหน่อย ทว่าเรี่ยวแรงกลับไม่อาจดูเบา สำนักเชินก็มีเรื่องการคัดเลือกร่างกายที่เป็นเลิศเช่นกัน

            กระทั่งเฉินโย่ว ราชครูแทบอยากจะโยนนางเข้าไปในสำนักเชิน ให้พวกอาจารย์คร่ำครึเหล่านั้นได้โดนเจ้าเด็กปีศาจนี่ทรมานสักครั้ง

            คำถามพวกนั้นของนางหากเอาไปถามเหล่าอาจารย์ในสำนักเชินรับรองว่าพวกนั้นจะต้องกลัดกลุ้มจนสิ้นชีพอย่างแน่นอน

            หากว่าเขายังเป็นราชครูอยู่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเสนอรายชื่อเข้าสอบสำนักเชิน ขอเพียงแค่เขาเอ่ยปาก เจ้าเด็กพวกนี้ไม่จำเป็นต้องสอบอันใดอีก เพียงแค่เข้าไปเรียนในสำนักเชินเป็นพอ

            แต่เมื่อมองไปทางเด็กหนุ่มที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งนั้น บัดนี้กำลังนั่งจับมือกันและกัน ริมฝีปากของราชครูที่ขยับไปขยับมาอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ จะกล่าวบางอย่างก็พลันหุบลง สุดท้ายจึงไม่ได้กล่าวอันใดออกมา

            “เรื่องที่สามนั้นเกี่ยวข้องกับดินของแคว้นจิง”

            นายท่านสามระหว่างพูดก็ชี้ไปทางอาวุธที่มัดรวมกันไว้ข้างกาย เขาไม่ได้หันไปมองแม่นางหลัว แต่ก็สัมผัสได้ว่านางนั่งอยู่ตรงนั้น ดังนั้นใบหน้าคมสันของชายหนุ่มจึงเปี่ยมไปด้วยพลัง ยื่นมือออกไปยกอาวุธเหล่านั้นเตรียมพร้อมจะเอามาวางบนโต๊ะ

            ทว่าเมื่อก้มลงไปก็พลันต้องร้อง “โอ้” ขึ้นมาเบาๆ เพราะว่าเขายกอย่างไรก็ยกไม่ขึ้น

            ช่างหนักเหลือเกิน

            เสี่ยวอู่ที่อยู่ด้านข้างจึงรีบเข้าไปช่วยอย่างรู้งาน เด็กหนุ่มยกอาวุธเหล่านั้นขึ้นมาอย่างง่ายดาย แล้ววางมันลงบนโต๊ะตรงหน้า

            นายท่านสาม “...”

            “ในนี้มีอาวุธของแคว้นจิงอยู่ชิ้นหนึ่ง ส่วนชิ้นอื่นล้วนเป็นอาวุธธรรมดา เสี่ยวอู่ เจ้าลองดูว่าเจ้าสามารถแยกออกหรือไม่”

            นายท่านสามเพิ่งจะกล่าวจบก็เห็นมืออ้วนๆ ของเสี่ยวอู่ยื่นออกไปเลือกหยิบตะบองด้ามดำๆ ด้ามหนึ่งออกมา

            นายท่านสามที่คิดจะโอ้อวดความสามารถของตนต่อหน้าแม่นางหลัวอีกหน่อย ทว่าเขายังไม่ทันได้ยกมุมปากขึ้นยิ้มแสดงความภาคภูมิ มุมปากที่กำลังจะยกขึ้นนั้นพลันต้องแข็งค้างไปแล้ว

            “เจ้ารู้ได้อย่างไร” นายท่านสามถามขึ้นด้วยความสงสัย อาวุธกองนี้มีทั้งดีทั้งร้ายปะปนกัน ทว่าเจ้าตะบองสีดำนี่หน้าตาธรรมดา ทั้งไม่ได้ดึงดูดสายตาแม้แต่น้อย

            เสี่ยวอู่ยกมือขึ้นเกาศีรษะก่อนจะตอบ “วันนี้ยามลงจากเขา ข้าเห็นภิกษุรูปหนึ่งถือไว้ด้ามหนึ่งเช่นกัน ดูแล้วช่างร้ายกาจนัก มองไปก็คล้ายกับเจ้าด้ามนี้ อีกทั้งข้าดูๆ ไปแล้วก็คิดว่าไม่อาจสู้ชนะเขาได้แน่”

            คนที่สามารถทำให้เสี่ยวอู่พูดว่าไม่อาจชนะได้ นายท่านสามได้ยินก็พลันนิ่งอึ้ง

            เจ้าเสี่ยวอู่คนนี้ตั้งแต่เริ่มต่อยตีมาก็ไม่เคยแพ้ใคร ยามต่อยตีก็สู้ยิบตาไม่ห่วงชีวิต ต่อยตีอย่างตรงไปตรงมา ทั้งยังมีแรงเยอะมาโดยกำเนิด

            ไม่เหมือนอาลู่ที่มักจะสุภาพเรียบร้อย อีกฝ่ายเพียงได้เห็นใบหน้ายิ้มๆ ของเขา ยังไม่ทันรู้ตัวชีวิตก็หาไม่เสียแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกันนายท่านสามกลับนึกชื่นชมเสี่ยวอู่มากกว่า

            “เช่นนั้นเจ้าลองใช้ไม้นี่ทดสอบอาวุธชิ้นอื่นดู” เรื่องภิกษุรูปนั้นนายท่านสามคิดว่าจะเก็บไว้ถามภายหลัง บัดนี้เรื่องตรงหน้าสำคัญกว่า

            เสี่ยวอู่ใช้ตะบองในมือเคาะลงไปกับพื้นครั้งหนึ่ง มีที่วางอยู่บนพื้นหินก็พลันม้วนงอทันที

            ต่อมาจึงลองใช้ตะบองด้ามอื่นมาเคาะตะบองด้ามนี้ดู ทว่าเจ้าตะบองนี้กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เห็นเพียงแค่ประกายไฟเล็กๆ ที่ปะทุขึ้นมา

            เสี่ยวอู่ร่างกายกำยำล่ำสัน ยามที่กำลังทดสอบอาวุธเหล่านี้เขาก็ทำได้งดงามน่ามองนัก

            นายท่านสามกลัวว่าท่านอาจารย์จะไม่คุ้นชิน จึงได้ลากเขามานั่งข้างตนเอง แล้วจึงชวนคุยเรื่องฟ้าดินพร้อมด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

            อาลู่เองก็กระตือรือร้นอยากจะลองเช่นกัน

            “เสี่ยวอู่ เจ้าลองใช้มีดของข้าดู” ในปีนั้นเขาเก็บหีบที่ใส่ร่างน้องสาวขึ้นมาก็พบว่ามีมีดเล่มนี้ติดมาด้วย อีกทั้งมีดเล่มนี้ยังแหลมคมนัก เขาเองก็ยังไม่รู้ว่ามันทำจากวัสดุอะไร บางทีอาจเป็นอาวุธจากแคว้นจิงก็เป็นได้

            “มาเลย” เสี่ยวอู่เดิมทีก็นึกริษยามีดเล่มนี้ของพี่ชายอยู่แล้ว ทว่ากลับไม่เคยอยากครอบครอง เขานั้นชื่นชอบอาวุธชิ้นใหญ่มากกว่า

            ใต้แสงจันทร์กระจ่าง อาลู่ล้วงมีดเล่มนั้นออกมา ด้านนอกใช้ผ้าเนื้อหยาบห่อเป็นฝัก ยามเมื่อมีดออกจากฝักก็สะท้อนแสงวาบคราหนึ่ง

            ในขณะเดียวกันที่นายท่านสามกำลังสนทนากับราชครูอยู่ ทันใดนั้นลำคอก็พลันตีบตันราวกับใครมาบีบไว้ แม้ปากจะยังอ้าค้าง แต่กลับกล่าวอะไรไม่ออกแม้เพียงครึ่งคำ

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808