บทที่ 5 หนีไม่พ้น
จนกระทั่งเธอต้องตายจาก ก็ยังไม่มีโอกาสได้พบพ่อแม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขารู้สึกเสียใจบ้างไหมที่เธอจากไป...
ทุกปีในวันพ่อวันแม่ เธอก็ส่งเงินให้พวกเขา ไม่รู้ว่าพวกเขายังจำเธอได้หรือเปล่า
ชาติที่แล้วฉินซวงซวงไม่เคยคิดจะมีแฟน ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะเื่นี้
เธอไม่เชื่อในความรัก
และไม่เชื่อในผู้ชาย
“สาวน้อย! มองอะไรอยู่ กินข้าวสิ”
เสียงของเสิ่นเฉินิดังขึ้นพร้อมกับอาหารที่เขาถือมาวางบนโต๊ะ เขาส่งสายตาไปตามที่เธอมอง เห็นคู่สามีภรรยาสูงวัยกำลังกินข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข หัวใจของเขาก็อบอุ่นขึ้นมาทันที
“สาวน้อย! อีกหน่อยเราก็แก่แบบนี้แหละ แล้วออกมากินข้าวอร่อย ๆ ด้วยกัน”
ฉินซวงซวงละสายตาจากคู่สามีภรรยา หันมามองหน้าเสิ่นเฉินิ ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “คุณจะแต่งงานกับฉันจริง ๆ เหรอ ไม่ใช่ความคิดชั่ววูบใช่ไหม?”
สีหน้าของเสิ่นเฉินิดูเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงจริงจัง “สหายฉินซวงซวง ฉันจริงจัง ไม่ได้ล้อเล่น พรุ่งนี้พอได้เงินชดเชยจากหยางเทียนเหอแล้ว เราจะกลับบ้านเธอกัน”
"ฉันมีเวลาอีกห้าวัน รีบจัดการเื่ของเราให้เสร็จ หลังจากนี้เธอก็ย้ายมาอยู่กับฉัน ตามฉันมาที่กองทัพเลย"
น้ำเสียงของเขาไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็การออกคำสั่ง!
เดิมทีฉินซวงซวงอยากจะปฏิเสธ แต่พอคิดดูอีกที เื่นี้ไม่ควรขัดใจเขาจะดีกว่า
คนทั้งกองทัพต่างก็รู้ว่าเธอมาเยี่ยมหยางเทียนเหอ ไม่มีทางที่เื่จะปิดเป็ความลับได้ แล้วตอนที่เธอไปขอหนังสือแนะนำ คนก็เห็นกันตั้งเยอะ
หากเธอกลับไปโดยไม่มีผู้ชายข้างกาย ต้องกลายเป็ตัวตลกให้คนหัวเราะเยาะแน่
ตัวเธอเองน่ะไม่เท่าไหร่ แต่กลัวว่าปู่กับพ่อแม่ที่บ้านจะทนรับกับสายตาคนอื่นไม่ไหว จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ครอบครัวของฉินซวงซวงเป็คนจิตใจดี มีคุณธรรม และเคร่งครัดในเื่ชื่อเสียง
เื่ที่เธอถูกหยางเทียนเหอขอถอนหมั้น หากแพร่งพรายออกไป คงหาครอบครัวดี ๆ ได้ยากแล้ว
เสิ่นเฉินิเป็ถึงผู้บังคับบัญชาของหยางเทียนเหอ เหนือกว่าเ้าคนเลวนั่นทุกอย่าง พาเขากลับไปด้วยก็น่าจะพออวดใครได้ แต่งกะทันหันก็ช่างมันเถอะ! ยังไงก็ดีกว่าต้องขึ้นคาน!
่ยุค 1980 หากหญิงสาวอายุเลยยี่สิบสามยี่สิบสี่ยังไม่ได้แต่งงาน ก็ถือว่าขึ้นคานแล้ว
อย่างไรเสิ่นเฉินิก็เป็คนเสนอตัวจะแต่งงานกับเธอเอง ไม่ใช่เป็เธอที่คิดจะหลอกลวงเขาซะหน่อย ถ้าปฏิเสธไป ภายหลังคงหาผู้ชายที่ดียากแน่!
ดูจากเงื่อนไขของเขาเเล้ว เธอก็คงต้องตกลงละนะ!
"เร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะ? คุณไม่ต้องคิดให้ดีก่อนเหรอ?" ฉินซวงซวงถามด้วยความหวังดี "การแต่งงานเป็เื่ชีวิตคู่นะ คุณรู้จักฉันดีหรือยัง?"
"สาวน้อย! ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธออีก เธอยืนอยู่ตรงหน้าฉัน ฉันเห็นก็รู้แล้ว" เสิ่นเฉินิตักหมูแดงชิ้นโตน่ารับประทานใส่ชามเธอ เป็เชิงบอกให้เธอกิน
ถ้าเป็เมื่อก่อน เธอจะกินแต่ส่วนที่ไม่ติดมัน แต่พอมาที่นี่ แทบไม่มีใครทำอาหารรสชาติน่ารับประทานแบบนี้ได้ เธอเลยตะกละไปหน่อย
ฉินซวงซวงไม่เกรงใจ คีบหมูแดงเข้าปากคำโต มันนุ่มละลายในปาก รสชาติเค็มหวานกำลังดี หอมกลิ่นเนื้อหมูอบอวลไปทั่ว
"อื้ม อร่อย! ฉันชอบ"
เธอยิ้มตาหยีด้วยความเอร็ดอร่อย ในสายตาของเขาช่างเหมือนกับลูกหมาจิ้งจอกที่แอบกินไก่
เสิ่นเฉินิอยากจะลูบหัวหญิงสาวอีกครั้ง แต่ไม่กล้า กลัวว่าเธอจะรังเกียจ เขาจึงหยิบตะเกียบคีบหมูแดงอีกชิ้นใส่ชามของเธอ
"อร่อยก็ทานเยอะ ๆ นะ ไม่พอก็สั่งเพิ่มได้"
"ไม่เอาแล้ว กินข้าวเย็นไม่ควรกินของมัน ๆ เยอะเกินไป" ฉินซวงซวงบอกพลางคีบฟักเขียวเข้าปาก "คุณก็ทานสิ อย่ามัวแต่คีบให้ฉันเลย"
"อื้ม" เสิ่นเฉินิส่งเสียงในลำคอ ตักกับข้าวคำโต ก่อนจะพูดขึ้นว่า "สาวน้อย! ฉันคิดไว้หมดแล้ว บ่ายพรุ่งนี้เรานั่งรถไปบ้านเธอกัน เช้าวันมะรืนคงถึงตัวอำเภอ พอซื้อของเสร็จก็ไปสู่ขอเธอเลย วันถัดไปก็แต่งงาน จากนั้นรีบไปทำเื่ตามไปอยู่ด้วยที่ค่ายทหาร แล้วกลับไปกับฉันเลย ดีไหม?"
"ต้องรีบขนาดนั้นเลยเหรอ?"
ฉินซวงซวงรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้รีบร้อนแต่งงานยิ่งกว่าออกรบเสียอีก ทำเอาใจเธอหวั่น ๆ เหมือนถูกเขาวางแผนอะไรบางอย่าง ชาติที่แล้วเธออายุสามสิบสี่ปี ยังไม่ได้แต่งงานเลย พอทะลุมิติมา กลับต้องมาแต่งงานสายฟ้าแลบแบบนี้ เธอรู้สึกไม่ค่อยวางใจเล็กน้อย
"ใช่ ต้องรีบ ไม่รีบไม่ได้ ฉันรอไม่ไหวแล้ว"
เสิ่นเฉินิกินข้าวเร็วมาก เขาใช้ตะเกียบกวาดข้าวเข้าปากจนเกือบหนึ่งในสามของชาม จากนั้นก็ตักกับข้าวเข้าปาก เคี้ยวไม่กี่ทีก็กลืนลงคอ แล้วก็เริ่มกวาดข้าวต่อ
นี่เป็ครั้งแรกที่ฉินซวงซวงเห็นคนกินข้าวแบบนี้ เธอถึงกับมองจนตาค้าง สนุกยิ่งกว่าดูมุกบังอีก ถ้าเสิ่นเฉินิไปเป็นักกินจุ รับรองว่ายอดคนติดตามพุ่งถึงล้านในพริบตาแน่
ผู้ชายคนนี้ช่างดูดีมีเสน่ห์จริง ๆ ไม่ต้องพูดถึงหน้าตาที่หล่อเหลา ทั้งยังมีกล้ามเนื้อเต็มตัว ถ้าไปเป็นักกินจุ รับรองว่าจะต้องทำให้สาว ๆ ในไลฟ์ กรี๊ดกันสนั่นหวั่นไหวแน่ ๆ
เสิ่นเฉินิรอคำตอบจากหญิงสาวอยู่นานก็ไม่เห็นเธอพูดอะไร จึงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นฉินซวงซวงกำลังจ้องเขาตาเยิ้มด้วยความหลงใหล เขาก็อดแปลกใจไม่ได้จึงถามออกไป "เธอมองอะไรอยู่ มีเศษข้าวติดหน้าฉันเหรอ?"
ฉินซวงซวงสะดุ้งเล็กน้อย รีบกลอกตาใส่เขา "คุณเลิกพูดทำลายบรรยากาศได้ไหม"
“ไม่ได้สิ ฉันกำลังคุยกับเธออยู่นะ ถ้าไม่พูดแล้วจะให้ฉันทำอะไร?” เขาคีบปลาน้ำแดงใส่ชามของเธอ “ฉันมีเวลาแค่ห้าวัน ถ้าพลาดแล้วต้องรอถึงสิ้นปีถึงจะแต่งงานได้”
“สิ้นปีอากาศหนาว ไม่เหมาะจัดงานมงคล พวกเรากลับบ้านไปครั้งนี้ก็จัดงานเลย รีบหน่อยก็ดี รีบ ๆ จะได้เสร็จเร็ว เื่นี้ห้าวันหลัก ๆ ก็คือไปจัดงานเลี้ยงที่บ้านเธอ บ้านฉันค่อยกลับไปจัดงานชดเชยทีหลังตอนสิ้นปี”
ฉินซวงซวงเพิ่งรู้สึกตัวจากมุกตลกเื่ไลฟ์กินข้าว เธอเพิ่งรู้ตัวถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้ชายตรงหน้าเลย
“คุณยังไม่บอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณเลยนะ ฉันต้องรู้จักคุณให้มากกว่านี้ก่อน ถึงจะตัดสินใจได้ว่าจะแต่งงานด้วยดีหรือไม่”
เขาชะงักมือที่กำลังคีบอาหาร มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ดูมีเสน่ห์ ดุจชายชาตรีที่อ่อนโยน
“สายน้อย! ฉลาดล้ำลึกจริง ๆ ฟังนะ ฉันชื่อ ‘เสิ่นเฉินิ’ คนเมืองหลวง บ้านฉันมีปู่ย่าตายาย พ่อแม่ และพี่สาวสองคน ฉันเป็ลูกคนเล็ก”
“ส่วนพี่สาวทั้งสองคนแต่งงานแล้ว พี่สาวคนโตมีลูกชายสองคน อายุสิบสี่กับสิบสองปี และพี่สาวคนที่สองมีลูกชายหนึ่งคนลูกสาวหนึ่งคน ลูกชายอายุสิบเอ็ดปี ลูกสาวอายุเก้าปี”
“ฉันยังมีลุงสองคน ป้าสามคน พี่สาวของแม่หนึ่งคน และน้องชายของแม่หนึ่งคน แม่ฉันเป็ลูกคนที่สองของบ้าน ส่วนพ่อเป็ลูกคนเล็ก ครอบครัวญาติฝั่งแม่ที่เหลือ รอให้ถึงเมืองหลวงแล้วค่อยแนะนำให้รู้จักละกัน เอาเป็ว่าคนสนิทก็มีเท่านี้แหละ”
หลังจากฟังจบ ฉินซวงซวงถามด้วยความสงสัยว่า “ที่บ้านคุณมีคนเยอะขนาดนี้ ทำไมไม่มีใครเร่งให้คุณแต่งงานบ้างเลย?”
"เร่งแล้วนะ เธอไม่อยากให้ฉันรอเหรอ เื่ของเราตอนนั้น พอกลับบ้านไปฉันก็บอกปู่ย่า และพ่อกับแม่หมดแล้ว พวกเขาเข้าใจได้
ใครใช้ให้ตอนนั้นเธอยังเด็กอยู่ล่ะ ไม่ว่าพวกเขาจะเร่งยังไงก็ไม่มีประโยชน์ ฉันแค่พูดว่าเธอยังไม่โต พวกเขาก็จนใจแล้ว
คราวนี้ ปู่กับย่ากำชับมาว่าปีใหม่ให้ฉันไปดูบ้านเธอให้ได้ ถ้าเธอยังไม่แต่งงาน พวกเราก็แต่งงานกันเลย เราจะกลับจิงตูไปจัดงานแต่งในปีหน้า
ถ้าเธอแต่งงานไปแล้ว ฉันจะรีบกลับกองทัพ ขอให้กองทัพช่วยแนะนำสหายหญิงให้แต่งงานด้วย"
ฉินซวงซวงได้ฟังแล้วถึงกับอึ้งไปเลย
"สรุปแล้วไม่ว่ายังไงฉันก็หนีไม่พ้นโชคชะตาที่ต้องแต่งงานสายฟ้าแลบงั้นเหรอ?"