กลิ่นคาวเืที่เหนียวเหนอะหนะและกลิ่นไหม้ของเหล็กไหลจาก"วิหารหนามโลหิต" บนชั้นที่สี่ยังคงติดตึงอยู่บนปลายจมูกและซอกเล็บของหลินเทียน ทุกย่างก้าวที่เขาย่ำลงบนขั้นบันไดศิลาที่ทอดยาวสู่ชั้นที่ห้าของหอคอยไร้เนตรทิ้งรอยประทับสีแดงฉานเอาไว้ในความมืดมิดาแฉกรรจ์ทั่วร่างที่เกิดจากหนามคำสาปกำลังสมานตัวอย่างเชื่องช้าด้วยพลังฟื้นฟูของสายเืัครามทว่าความเหนื่อยล้าทางกายกลับเทียบไม่ได้เลยกับความตึงเครียดทางจิติญญาที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
หอคอยไร้เนตรแห่งนี้ไม่ได้เป็เพียงปราการหินที่กักขังศัตรูแต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่กลืนกินความหวาดกลัวและกัดกร่อนความหวังของผู้บุกรุก
เบื้องหน้าของเขาคือประตูบานั์ที่ไม่ได้ทำจากเหล็กทมิฬหรือศิลาอาถรรพ์อย่างชั้นก่อนๆแต่มันกลับทำจากไม้เนื้อหอมที่สลักลวดลายบุปผาบานสะพรั่งดูเรียบง่ายและขัดแย้งกับสถานที่แห่งนี้อย่างสิ้นเชิงหลินเทียนผลักบานประตูออกอย่างระแวดระวัง ทันทีที่ช่องว่างเปิดออกแสงสว่างจ้าก็สาดส่องเข้ามากระทบดวงตาที่คุ้นชินกับความมืดมิดจนเขาต้องยกแขนขึ้นบัง
พริบตาต่อมาเมื่อดวงตาของเขาปรับสภาพได้ บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง...
ความหนาวเหน็บและความกดดันของหอคอยมลายหายไปสิ้นแทนที่ด้วยสายลมเอื่อยๆ ที่พัดพาความอบอุ่นของแสงแดดยามบ่ายมาปะทะใบหน้ากลิ่นหอมของดอกเหมยและกลิ่นไอดินหลังฝนตกโชยมาแตะจมูกเป็กลิ่นอายที่สลักลึกอยู่ในก้นบึ้งของความทรงจำ หลินเทียนเบิกตากว้าง รูม่านตาสีsapphire ของเขาหดเกร็งด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ
สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาไม่ใช่โถงวิหารที่เต็มไปด้วยอสูรกายหรือค่ายกลมรณะ ทว่ามันคือ "หมู่บ้านหมอกคราม" สถานที่ที่เขาเติบโตมาสถานที่ที่ถูกกองทัพพรรคมารเผาทำลายจนย่อยยับไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน!
ทุกรายละเอียดสมบูรณ์แบบไร้ที่ติหลังคาใบจากที่เรียงรายอย่างเป็ระเบียบ กังหันน้ำไม้ไผ่ที่หมุนช้าๆ ริมลำธารเสียงน้ำไหลกระทบโขดหินดังกังวานก้องอยู่ในโสตประสาท ต้นเหมยใหญ่กลางหมู่บ้านกำลังผลิบานโปรยปรายกลีบดอกสีชมพูอ่อนลงมาตามสายลมแสงและเงาที่ตกกระทบลงบนพื้นดินดูสมจริงจนไม่อาจหาจุดบกพร่องใดๆ ได้
"นี่มัน...เกิดอะไรขึ้น?" หลินเทียนพึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นเครือกระบี่ัพลิกฟ้าในมือที่เคยกวัดแกว่งฟาดฟันศัตรูนับร้อย บัดนี้กลับดูหนักอึ้งราวกับขุนเขา
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆก็ดังขึ้นจากลานกว้าง ร่างเล็กๆของเด็กชายวัยแปดขวบในชุดผ้าป่านมอซอกำลังวิ่งไล่จับผีเสื้ออย่างสนุกสนานเมื่อเด็กคนนั้นหันมาเห็นเขา รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เปื้อนฝุ่น
"พี่เทียน!พี่เทียนกลับมาแล้ว!"
หลินเทียนรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบอัดอย่างรุนแรงนั่นคือ 'เสี่ยวิ' น้องชายร่วมหมู่บ้านที่เขามักจะแบ่งฟืนและอาหารให้เสมอเด็กน้อยที่เขากอดร่างที่ไร้ิญญาและไหม้เกรียมไว้ในอ้อมแขนกลางกองเพลิงในคืนนั้นเสี่ยวิวิ่งเข้ามากอดขาของหลินเทียน ััของอ้อมกอดนั้นอบอุ่น นุ่มนวลและมีชีวิตชีวา... มันไม่ใช่ภาพลวงตาที่เกิดจากการหักเหของแสงแต่มันคือััที่มีมวลและอุณหภูมิที่แท้จริง
"เสี่ยวิ..."หลินเทียนทรุดตัวลงคุกเข่ามือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็และหยาบกร้านจากการจับกระบี่ยื่นออกไปลูบผมของเด็กน้อยัันั้นทำให้ขอบตาของเขาเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้มาเนิ่นนาน
"เทียนเอ๋อ...กลับมาแล้วหรือลูก? วันนี้ล่าสัตว์ได้อะไรมาบ้างล่ะ?"
เสียงแหบพร่าทว่าเปี่ยมไปด้วยความเมตตาดังขึ้นจากหน้ากระท่อมไม้หลังเล็กหลินเทียนเงยหน้าขึ้นมอง ชายชราผมขาวโพลนในชุดสีเทาหม่นกำลังนั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่บนแคร่ไม้ไผ่รอยยิ้มที่อบอุ่นและดวงตาที่ฝ้าฟางแต่มองทะลุถึงจิตใจนั้น... คือ 'ผู้เฒ่ากู่' บุคคลที่เปรียบเสมือนปู่แท้ๆและเป็แสงสว่างเดียวในชีวิตวัยเด็กอันมืดมนของเขา
หลินเทียนลุกขึ้นยืนช้าๆเขาก้าวเดินเข้าไปหาผู้เฒ่ากู่ด้วยขาทั้งสองข้างที่สั่นเทาลืมสิ้นซึ่งความระแวดระวัง ลืมสิ้นซึ่งหอคอยไร้เนตรที่กำลังเหยียบย่างลืมแม้กระทั่งปณิธานแห่งการแก้แค้น ในเสี้ยววินาทีนั้นจิตใจของเด็กหนุ่มผู้แบกรับชะตากรรมของัครามกลับกลายเป็เพียง 'เด็กหาฟืน' คนเดิมที่โหยหาบ้านอันแสนอบอุ่น
"มนุษย์เราช่างแปลกประหลาด...แผลบาดลึกจากคมดาบยังมียาสมาน แต่แผลที่เกิดจากการโหยหาอดีตที่สูญเสียไปแล้ว...ไม่มีสมุนไพรใดในใต้หล้าที่รักษาได้" หลินเทียนทิ้งตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าผู้เฒ่ากู่ซบใบหน้าลงบนตักของชายชรา น้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจไหลรินออกมาอย่างไม่อาจควบคุม"ปู่กู่... ข้าขอโทษ... ข้าปกป้องพวกท่านไว้ไม่ได้...ข้าปล่อยให้พวกท่านถูกฆ่า..."
ชายชรายกมือที่เหี่ยวย่นขึ้นลูบศีรษะของหลินเทียนอย่างแ่เบาััของฝ่ามือนั้นส่งผ่านความอบอุ่นที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูก"พูดอะไรอย่างนั้นเทียนเอ๋อ... พวกเราก็อยู่นี่ไง ไม่มีใครเป็อะไรสักหน่อยเ้าทำงานหนักเกินไปแล้วนะ วางกระบี่ที่น่ากลัวนั่นลงเถอะแล้วมานั่งกินข้าวกับพวกเรา ที่นี่ปลอดภัยแล้วลูก...าและความแค้นไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเราอีกต่อไป"
คำพูดของชายชราประดุจน้ำทิพย์ชโลมจิตใจที่บอบช้ำหลินเทียนรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาั้แ่ก้าวออกจากหมู่บ้านความปรารถนาที่จะทิ้งทุกสิ่ง... ทิ้งภาระของสายเืัทิ้งการต่อสู้ที่อาบไปด้วยเื ทิ้งความทรงจำอันโหดร้ายแล้วหลับใหลอยู่ในความฝันที่แสนงดงามนี้ตลอดไป
ทว่าในวินาทีที่นิ้วของหลินเทียนกำลังจะคลายออกจากด้าม 'กระบี่ัพลิกฟ้า'... ใบดาบสีดำขลับที่สงบนิ่งพลันส่งเสียงครางแหลมเล็กๆดังบาดลึกเข้าสู่โสตประสาท มันไม่ได้ส่งเสียงข่มขู่ แต่มันกำลังส่งคลื่นความเย็นเยียบที่บริสุทธิ์ที่สุดพุ่งทะลวงเข้าสู่จุดตันเถียนกระตุ้น 'หัวใจัคราม' ให้เต้นแรงขึ้นด้วยจังหวะที่ขัดขืนต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ตึกตัก... ตึกตัก...
เสียงหัวใจัดังก้องในจิติญญาปลุกเร้าประสาทััที่ถูก์ลวงตากล่อมเกลาให้ตื่นขึ้นหลินเทียนลืมตาขึ้นอีกครั้ง รูม่านตาสีดำสนิทพลันแปรเปลี่ยนเป็สี sapphire ที่เปล่งประกายเจิดจ้าเขากระพริบตาเพื่อเพ่งมองโลกเบื้องหน้าผ่าน 'เนตรแห่งสัจธรรม'ที่เกิดจากการบรรลุวิชากระบี่ขั้นสูง
สิ่งที่เขาเห็นทะลุม่านหมอกแห่งความงดงามทำให้กรามของเขาขบเข้าหากันจนเส้นเืปูดโปน
ภายใต้แสงแดดที่อบอุ่นและท้องฟ้าที่สดใส...ที่ด้านหลังคอของผู้เฒ่ากู่ เสี่ยวิ และชาวบ้านทุกคน มี 'เส้นด้ายิญญาสีม่วงเข้ม' ขนาดเล็กเท่าเส้นผมเสียบทะลุอยู่!ด้ายเ่าั้เรืองแสงจางๆ พลางดูดกลืนพลังงานบางอย่างจากร่างของพวกเขาและทอดยาวลอยขึ้นไปสู่ก้อนเมฆที่ลอยตัวบิดเบี้ยวอยู่เบื้องบน
นี่ไม่ใช่ภาพลวงตาที่สร้างจากปราณเวท...แต่พวกเขาคือ 'ดวงิญญาที่แท้จริง' ของชาวหมู่บ้านหมอกครามที่ตายไปแล้วทว่ากลับถูกจับมาจองจำและบังคับให้แสดงละครในค่ายกลแห่งนี้เพื่อใช้เป็กับดักทางอารมณ์ดึงดูดผู้บุกรุก!
"ความทรงจำที่งดงามที่สุดหากถูกนำมาสร้างเป็กรงขัง มันก็คือยาพิษที่ออกฤทธิ์ช้าที่สุด...และคนที่ใช้มันเป็อาวุธ คือเศษเดนที่ต่ำทรามเกินกว่าจะเรียกว่าปีศาจ!"
หลินเทียนผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความอบอุ่นเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นแทนที่ด้วยรังสีอำมหิตและปราณัที่เดือดพล่านจนทำให้อากาศรอบกายบิดเบี้ยวและสั่นะเืดินใต้เท้าของเขาเริ่มแตกร้าว
"เ้าเป็อะไรไปเทียนเอ๋อ?ทำไมถึงทำหน้าตาหน้ากลัวเช่นนั้น?" ผู้เฒ่ากู่(ในสภาวะถูกควบคุม) เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว ขณะที่ชาวบ้านคนอื่นๆ เริ่มถอยร่น
"ปู่กู่...เสี่ยวิ... อดทนไว้นะ ข้าจะปลดปล่อยพวกท่านเดี๋ยวนี้" หลินเทียนกัดฟันพูดน้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเ็ป
"ฮี่ ฮี่ ฮี่...ช่างเป็สายตาที่มุ่งมั่นเสียนี่กระไร เด็กน้อย..."
เสียงหัวเราะที่แหลมเล็กและบาดแก้วหูดังสะท้อนมาจากเบื้องบนท้องฟ้าสีครามที่สดใสพลันถูกฉีกกระชากออกดุจผ้าม่านที่ถูกกรีดเผยให้เห็นมิติแห่งความมืดที่แท้จริงซ่อนอยู่เื้ับนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยด้ายิญญานับพันเส้นปรากฏร่างของหญิงชราหลังค่อมในชุดคลุมสีม่วงหม่น ใบหน้าของนางเหี่ยวย่นและเต็มไปด้วยรอยสักอักขระมารดวงตาสีเหลืองขุ่นจ้องมองลงมายังหลินเทียนราวกับแมงมุมที่กำลังมองดูแมลงในใย
นางคือ "เ้าแม่เผาิญญา" หนึ่งในผู้พิทักษ์หอคอยระดับสุดยอดผู้เชี่ยวชาญวิชาอาคมมิติและควบคุมิญญา
"เ้ามองทะลุ 'ค่ายกล์นิรันดร์' ของข้าได้รวดเร็วสมกับเป็ผู้สืบทอดสายเืัจริงๆ"เ้าแม่เผาิญญาแสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันที่แหลมคมดุจใบเลื่อย"แต่มองทะลุแล้วอย่างไรล่ะ? เ้ากล้าทำลายค่ายกลนี้งั้นรึ?เส้นด้ายเหล่านี้เชื่อมต่อโดยตรงกับ 'แก่นิญญา'ของพวกมัน หากเ้าทำลายค่ายกล ดวงิญญาของคนที่เ้ารักที่สุด...ก็จะสลายกลายเป็ผุยผง และไม่ได้ไปผุดไปเกิดอีกตลอดกาล!"
หญิงชรายื่นมือที่เหี่ยวย่นออกไปและกระตุกด้ายสีม่วงเบาๆร่างของผู้เฒ่ากู่ เสี่ยวิ และชาวบ้านทุกคนพลันทรุดลงกับพื้นพวกเขากรีดร้องด้วยความเ็ปอย่างแสนสาหัสใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มบิดเบี้ยวด้วยความทรมานที่ส่งตรงถึงิญญา
"หยุดนะ!!"หลินเทียนะโลั่น แววตาของเขาแดงก่ำ เขาเงื้อกระบี่ขึ้นหมายจะฟาดฟันทะยานขึ้นฟ้าแต่กลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นร่างของเสี่ยวิดิ้นทุรนทุรายอยู่แทบเท้า
"ใช่แล้ว...หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่" เ้าแม่เผาิญญาหัวเราะเยาะ"วางกระบี่ของเ้าลง ยอมมอบสายเืและหัวใจัให้แก่ข้าแล้วข้าจะอนุญาตให้ดวงิญญาพวกนี้ได้อยู่ใน์จอมปลอมต่อไป... ไม่ดีหรือไง?อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ต้องเ็ป และเ้าก็จะได้ตายไปพร้อมกับความสุขที่ได้ปกป้องพวกเขา"
"ทางเลือกของคนอ่อนแอคือการยอมจำนนต่อความฝันที่ถูกสร้างขึ้น... แต่ทางเลือกของผู้ที่แข็งแกร่งคือการยอมรับความจริงที่เ็ป เพื่อปลดปล่อยตัวเองและผู้คนให้เป็อิสระ"
หลินเทียนยืนนิ่งมือที่กำด้ามกระบี่สั่นอย่างรุนแรงจนเืไหลซึมจากง่ามนิ้วนี่คือการโจมตีที่อำมหิตที่สุด มันไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ร่างกาย หรือปราณยุทธ์แต่มันโจมตีเข้าที่ 'จุดอ่อน' ที่ลึกที่สุดในจิตใจของมนุษย์... ความโหยหาและความรู้สึกผิด
หากเขาโจมตีิญญาของปู่กู่จะสลายไปตลอดกาล หากเขายอมแพ้ โลกทั้งใบจะถูกลากลงสู่นรกโดยจอมเทพไร้เนตร
ในขณะที่จิตใจของเขากำลังถูกฉีกกระชากเป็สองฝั่งท่ามกลางเสียงกรีดร้องของชาวบ้าน เสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นในความมโนสำนึกของเขามันไม่ใช่เสียงที่เกิดจากการควบคุมของเ้าแม่เผาิญญาแต่มันคือเสียงที่ดังมาจากก้นบึ้งของดวงิญญาที่บริสุทธิ์ที่สุดซึ่งกำลังฝืนขัดขืนอำนาจมารอย่างถึงที่สุด
"เทียนเอ๋อ...อย่าลดกระบี่ของเ้าลงเด็ดขาด..."
หลินเทียนก้มมองลงไปผู้เฒ่ากู่ที่กำลังนอนเ็ปอยู่บนพื้น พยายามเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาดวงตาที่ฝ้าฟางคู่นั้นไม่มีความกลัวตายมีเพียงความเด็ดเดี่ยวและความรักที่บริสุทธิ์
"ปู่กู่..."
"ทำในสิ่งที่เ้าต้องทำเถิดลูกเอ๋ย..."ผู้เฒ่ากู่ยิ้มบางๆ แม้ใบหน้าจะอาบไปด้วยเหงื่อ "พวกเราตายไปแล้ว...การมีอยู่ของพวกเราในสภาพนี้ เป็เพียงเครื่องมือของปีศาจร้ายปล่อยพวกเราไปเถอะ... อย่าให้ความรักที่พวกเรามีให้เ้า...กลายเป็โซ่ตรวนที่ล่ามเ้าไว้กับอดีต"
"ใช่แล้วพี่เทียน!"เสี่ยวิกัดฟันพูด "พี่คือจอมยุทธ์ที่เก่งที่สุด! ทำลายที่นี่ซะ!"
หลินเทียนมองดูใบหน้าของครอบครัวเดียวที่เขามีในโลกนี้น้ำตาหยดสุดท้ายร่วงหล่นลงกระทบพื้นดินก่อนที่มันจะระเหยหายไปพร้อมกับความอ่อนแอในจิตใจที่ถูกแผดเผาด้วยความมุ่งมั่นที่ทรงพลังที่สุด
"การมีชีวิตอยู่กับความจริงที่โหดร้ายย่อมปวดร้าวเสียยิ่งกว่าการหลับใหลในความฝันที่แสนหวาน...แต่นั่นคือราคาของการเติบโต และเป็ภาระของผู้ที่ได้ชื่อว่า 'จอมยุทธ์' ต้องแบกรับ!"
หลินเทียนหลับตาลงเขาสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด พลังของ 'หัวใจัคราม' ที่กักเก็บไว้ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้นแสงสว่างสีน้ำเงินบริสุทธิ์เจิดจ้าเสียจนบดบังแสงอาทิตย์จำลองของค่ายกลเกล็ดัสีน้ำเงินเข้มปรากฏขึ้นปกคลุมทั่วแขน ลำคอ และใบหน้าบางส่วนออร่าของเขาเปลี่ยนจากมนุษย์ธรรมดากลายเป็เทพเ้าแห่งา
"ไม่! เ้าคิดจะทำอะไร!เ้าจะฆ่าพวกเขาจริงๆ งั้นรึ!"เ้าแม่เผาิญญาเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกนางพยายามเร่งพลังดึงด้ายิญญาเพื่อควบคุมสถานการณ์
"ข้าไม่ได้จะฆ่าพวกเขา..."หลินเทียนลืมตาขึ้น ดวงตาสี sapphire ทอประกายสังหารที่เด็ดขาด"ข้ากำลังจะ ปลดปล่อย พวกเขา... และส่งเ้าลงขุมนรก!"
หลินเทียนตั้งท่ากระบี่ที่แตกต่างไปจากทุกครั้งเขาไม่ได้ชี้ปลายกระบี่ไปที่ศัตรู หรือตั้งรับเพื่อป้องกันตน แต่เขาชี้ปลาย 'กระบี่ัพลิกฟ้า' ขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบนโดยตรงพลังปราณัครามหลอมรวมกับความเศร้าโศกและความแค้น กลั่นกรองจนกลายเป็พลังสี 'ม่วงทอง' ซึ่งเป็สัญลักษณ์ของการก้าวข้ามขีดจำกัดของขอบเขตก่อตั้งรากฐาน
"วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นที่เก้า: สังสารวัฏสลายสิ้น!"
หลินเทียนแผดเสียงคำรามก้องฟ้า พร้อมกับแทงกระบี่ขึ้นสู่เบื้องบนอย่างสุดกำลัง!
ตูมมมมมมมมม!!!
ปราณกระบี่ที่พุ่งออกไปไม่ได้เป็เพียงเส้นแสงแต่มันขยายขนาดขึ้นจนกลายเป็ 'ัอัสนีสีม่วงทอง' ขนาดั์ที่มีความยาวนับร้อยวา มันคำรามกึกก้องจนมิติรอบข้างปริแตกัั์พุ่งทะยานขึ้นฟ้า อ้าปากกลืนกินเส้นด้ายิญญาสีม่วงนับพันเส้นในพริบตา!
"กรี๊ดดดดด!ไม่นะ! ค่ายกลิญญาของข้า!" เ้าแม่เผาิญญากรีดร้องอย่างบ้าคลั่งนางพยายามจะร่ายเวทป้องกัน แต่อนิจจา พลังของวิชากระบี่ขั้นที่เก้านั้นมีคุณสมบัติ'ทำลายสัจธรรม' ัอัสนีพุ่งทะลวงผ่านม่านพลังของนางไปดุจฟันเต้าหู้
แสงสีม่วงทองทะลวงร่างของเ้าแม่เผาิญญาจนขาดสะบั้นร่างของนางะเิออกเป็กลุ่มควันสีดำที่ถูกเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์จนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน
ในเวลาเดียวกัน ท้องฟ้าสีคราม ป่าเหมยและหมู่บ้านลวงตาก็เริ่มพังทลายและแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆดุจเศษกระจกที่ร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่า
หลินเทียนหันขวับกลับมามองชาวบ้านเบื้องล่างร่างของพวกเขาเริ่มโปร่งแสงและสลายกลายเป็ละอองแสงสีน้ำเงินที่บริสุทธิ์ทว่าครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้กรีดร้องด้วยความเ็ปใบหน้าของทุกคนกลับประดับไปด้วยรอยยิ้มที่สงบสุขที่สุด
ผู้เฒ่ากู่มองหลินเทียนเป็ครั้งสุดท้ายร่างของชายชราค่อยๆ ลอยขึ้นสู่เบื้องบน "ขอบคุณมากเทียนเอ๋อ...ขอบใจที่ปลดปล่อยพวกเรา... จงโบยบินไปให้สูงที่สุดนะ ัครามของปู่..."
"พี่เทียน สู้ๆนะ!" เสี่ยวิโบกมือลาพร้อมกับเสียงหัวเราะใสแจ๋วที่เลือนหายไปในสายลม
ละอองแสงนับร้อยดวงลอยวนรอบตัวหลินเทียนราวกับจะมอบคำอวยพรครั้งสุดท้ายก่อนที่พวกมันจะพุ่งทะยานทะลุเพดานหอคอยขึ้นสู่สรวง์ที่แท้จริงเพื่อเข้าสู่วัฏสงสารและไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีงาม
โถงวิหารชั้นที่ห้ากลับคืนสู่ความมืดมิดและเย็นเยียบตามสภาพที่แท้จริงของหอคอยไร้เนตรหลินเทียนยืนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่านั้น กระบี่ในมือถูกลดลงข้างลำตัวแสงสว่างจางๆ จากละอองิญญาหยดสุดท้ายค่อยๆ มอดดับลง
เขาไม่ได้ร้องไห้อีกต่อไปแววตาของเด็กหนุ่มผู้บอบช้ำบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความลึกล้ำและเยือกเย็นดุจห้วงสมุทราการสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้บั่นทอนจิตใจของเขาแต่กลับหล่อหลอมให้ปณิธานของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชร
ครืนนนน...
เสียงพลังปราณในร่างกายของหลินเทียนดังสั่นะเืเืัครามเดือดพล่านถึงขีดสุดาแในอดีตถูกชำระล้างด้วยสัจธรรมที่เขาเพิ่งบรรลุ กำแพงคอขวดที่กั้นขวางผู้ฝึกตนรวบรวมลมปราณและก่อตั้งรากฐานมาตลอดบัดนี้ถูกพังทลายลงอย่างสมบูรณ์!
แสงสว่างสีม่วงทองะเิออกจากร่างของหลินเทียนพุ่งชนเพดานหอคอยรัศมีแห่งพลังแผ่ขยายออกไปจนทำให้หอคอยไร้เนตรทั้งเจ็ดชั้นสั่นะเือย่างรุนแรง
เขาบรรลุเข้าสู่ 'ขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุด' อย่างเป็ทางการ! พลังของเขายามนี้ทัดเทียมหรืออาจจะเหนือกว่าจอมยุทธ์ระดับผสานจิติญญาขั้นต้นไปแล้วด้วยซ้ำ
ที่ปลายโถงวิหารบานประตูศิลาหนักอึ้งที่สลักลวดลายอสูรกลืนกิน์ค่อยๆเลื่อนเปิดออกด้วยกลไกโบราณ เผยให้เห็นบันไดวนที่ทอดยาวขึ้นสู่ชั้นที่หก...ชั้นรองสุดท้ายก่อนจะถึงยอดหอคอยที่จอมเทพไร้เนตรสถิตอยู่
กลิ่นอายความตายที่แผ่ออกมาจากชั้นที่หกนั้นหนักหน่วงและมืดมิดยิ่งกว่าทุกชั้นที่ผ่านมาทว่าหลินเทียนเพียงแค่สะบัดกระบี่ัพลิกฟ้าเบาๆ คราบฝุ่นและน้ำตาถูกสลัดทิ้งไปจนสิ้น
"รอข้าก่อนเถอะหลินคางไห่..." หลินเทียนกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนสั่นประสาท"ข้ากำลังนำนรกที่แท้จริง... ไปมอบให้เ้าถึงที่!"
ร่างของจอมยุทธ์ผู้แบกรับความตายของคนทั้งหมู่บ้านก้าวเท้าเดินขึ้นสู่บันไดศิลาอย่างมั่นคง มหากาพย์แห่งความเศร้าโศกได้จบลงแล้วและาแห่งการพิพากษากำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า!