บทที่ 12 ศักดิ์ศรีมีไว้เพียงปลายคมดาบ (รีไรต์)
มุมปากของจิ่นซูกระตุก ทำไมคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเด็กน้อยอย่างหลี่เส้า ถึงได้ฟังดูแปลกๆ แบบนี้นะ?
เหมือนกับว่าเธอเพิ่งจะคลานออกมาจากผ้าห่มเดียวกับหลินอี้เซวียน
เธอเหลือบมองหลินอี้เซวียน เขาพยายามทำตัวปกติ แต่ใบหูกลับแดงก่ำ
โอ๊ย! ขี้อายจัง จิ่นซูก้มหน้าลง มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย
หลินอี้เซวียนคว้าฝาแก้วน้ำชาปาใส่หลี่เส้า เพื่อกลบเกลื่อนความอับอายที่ถูกแซวว่า ‘เพิ่งคลานออกมาจากผ้าห่มเดียวกัน’
“เ้าเด็กแสบ อยากโดนสั่งสอนรึไง? เรียกใครว่าขาโหดหลิน ห๊ะ?”
“โธ่ พวกเราก็แค่ดีใจนี่ครับ” พี่น้องตระกูลหลี่เกาหัว แล้วยิ้มแห้งๆ ทำท่าทางซื่อๆ
หลินอี้เซวียนดูผ่อนคลายขึ้นมาก เวลาพูดคุยกับเด็กสองคนนี้
เขาไม่ประหม่าเหมือนตอนอยู่กับผู้หญิง แต่กลับดูสง่าผ่าเผยและสุขุมเยือกเย็น นั่นแหละคือตัวตนที่แท้จริงของเขา
แต่ระหว่างที่พูดคุย เขาก็มักจะแอบมองจิ่นซูเป็ระยะ
เมื่อนึกถึงรายละเอียดต่างๆ ที่เขาสังเกตเห็นตอนที่กลับมาถึงบ้าน หลินอี้เซวียนก็ยิ่งรู้สึกว่า เสี่ยวอวี๋เป็คนที่ดีมาก
เสียงไอของซุนอิงดังมาจากห้องข้างๆ จิ่นซูและหลินอี้เซวียนลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
“เดี๋ยวฉันไปดูเอง พวกคุณคุยกันต่อเถอะ” จิ่นซูอาศัยจังหวะที่ต้องไปดูแลซุนอิงเพื่อหนีออกมา
เธอต้องหาเวลาอยู่คนเดียว เพื่อทบทวนสถานการณ์ตรงหน้า เื่มันชักจะเกินคาดแล้ว
พี่น้องตระกูลหลี่เห็นจิ่นซูออกไปแล้ว ก็รีบขยับเข้าไปใกล้หลินอี้เซวียน แล้วฟ้องด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ตอนที่พี่ไม่อยู่ ป้าก็มารังแกพี่สะใภ้ แม่ของพี่สะใภ้ก็เหมือนกัน วันๆ เอาแต่มาด่า ปากร้ายสุดๆ!”
“พวกผมไปไล่พวกเขาตรงๆ ไม่ได้ เดี๋ยวคนอื่นจะนินทาพี่สะใภ้เอา พวกผมเลยแค่แอบไปเจาะยางรถจักรยานของพวกเขา…”
ทุกครั้งที่จางเ้าตี้กลับไป ยางรถจักรยานก็จะแบนทุกที แต่เธอก็ไม่รู้ว่าเป็ฝีมือใคร
“ใครรังแกเธอบ้าง?” หลินอี้เซวียนถามด้วยสายตาเ็า มุมปากเม้มเข้าหากันแน่น
หลี่ตัวหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ยับยู่ยี่ออกมา
“ผมจดชื่อไว้หมดแล้ว ตอนที่พี่ไม่อยู่ คนในหมู่บ้านพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับพี่สะใภ้เยอะมาก พี่หลินอย่าไปเชื่อพวกเขานะ พี่สะใภ้เป็คนดีจริงๆ”
หลินอี้เซวียนพยักหน้า แน่นอนว่าเขารู้ว่าเธอเป็คนดี
ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะยังไม่ได้คุยกันจริงจัง แต่เื่ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้าน ล้วนสะท้อนให้เห็นจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยสืบสวน เขาเป็คนช่างสังเกตและมองอะไรทะลุปรุโปร่ง
ในบ้านมียาและใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายไม่น้อย อาหารในครัวล้วนเป็อาหารอ่อน ย่อยง่าย ทั้งเนื้อและผักครบถ้วน
แม่ของเขาแต่งกายสะอาดสะอ้าน บ้านช่องก็ถูกทำความสะอาดอย่างเรียบร้อย ภรรยาของเขาทำหน้าที่ดูแลได้เกินความคาดหมาย เธอเอาใจใส่ทุกอย่างในที่ที่ไม่มีใครเห็น พอเจอหน้าเขา กลับไม่ปริปากบ่นถึงความเหนื่อยยาก หรือแม้แต่จะเอาหน้า
น้ำใจประเสริฐเช่นนี้ ทำให้หลินอี้เซวียนรู้สึกประทับใจและให้เกียรติเธอมากขึ้น เธออาจจะไม่พูดแต่เขาจดจำทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในใจ ชายหนุ่มรับกระดาษมา แล้วกวาดสายตาอ่านชื่อทั้งหมดที่อยู่บนนั้นอย่างรวดเร็ว
“ลูกพี่หลิน พี่จะไปอธิบายกับคนในหมู่บ้านเหรอครับ ว่าพี่สะใภ้ไม่ใช่คนแบบนั้น” หลี่ตัวถาม
“เธอไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันจะไปอธิบายกับพวกเขาทำไม? นายเคยเห็นหูของใคร ยอมเชื่อฟังสิ่งที่ปากพูดบ้างรึไง?” การแก้ตัว มีแต่จะทำให้พวกที่ชอบนินทาเธอ ได้ใจมากขึ้น
“งั้นเราจะปล่อยไปแบบนี้เหรอ?”
หลินอี้เซวียนขยำกระดาษเป็ก้อนกลม แล้วปาลงถังขยะอย่างแม่นยำ ก่อนจะประกาศกร้าว
“ความจริงมีไว้สำหรับปากกระบอกปืน ศักดิ์ศรีมีไว้เพียงปลายคมดาบ” *[1]
ความคับแค้นใจที่เธอได้รับ เขาจะเอาคืนให้ในรูปแบบอื่น
เด็กหนุ่มทั้งสองถอนหายใจอย่างโล่งอก ยังดี พี่หลินยังคงใจกล้าเหมือนเดิม
ถ้าเขาไม่ลุกขึ้นมาปกป้องพี่สะใภ้ พวกเขาก็คงต้องแอบปีนกำแพงไปเจาะยางรถจักรยานของคนพวกนั้นทั้งคืนแน่ๆ
“ถูกต้องแล้วครับ! พี่สะใภ้ยังสอนให้พวกเราจุดธูปวันละสามครั้งเพื่อเรียกิญญาพี่ ในที่สุดพี่ก็เลยฟื้นขึ้นมาแล้ว!”
หลินอี้เซวียนนึกถึงดวงตาที่ใสซื่อของจิ่นซู เขาไม่สามารถเชื่อมโยงสหายเสี่ยวหยูที่แสนดีกับเื่งมงายแบบนั้นได้
“เธอบอกว่าอะไรนะ?” หลินอี้เซวียนฟังเด็กหนุ่มทั้งสองเล่าเื่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน่ที่เขาไม่อยู่
ส่วนจิ่นซูก็ยืนเหม่อมองประตูห้องนอน
แค่เจอหน้ากันไม่นาน เธอก็ฟันธงได้เลยว่า หลินอี้เซวียนคือพ่อของลูกสาวเธอ
เขามีไฝที่ติ่งหู ลูกสาวของเธอก็มี
ตอนแรกจิ่นซูคิดว่า ถ้าหลินอี้เซวียนยังมีชีวิตอยู่ เธอก็จะยอมหย่าให้เขากับคนรักเก่า แล้วเธอจะได้ทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่
ตอนที่เจอเขาบนถนน จิ่นซูยังคิดอยู่เลยว่า หลังจากหย่ากันแล้ว จะแอบไปขอสเปิร์มเขามา เผื่อจะมีโอกาสได้เป็แม่ของลูกสาวอีกครั้ง การหย่าแล้วเลี้ยงลูกไปทำงานไป มันช่างเป็ชีวิตที่อิสระเสรี
หลินอี้เซวียนยังมีชีวิตอยู่ ปัญหานี้แก้ไม่ยาก
เธอเจอพ่อของลูกสาวแล้ว ปัญหานี้ก็แก้ไม่ยากเช่นกัน
แต่... หลินอี้เซวียนคือพ่อของลูกสาว ปัญหาสองข้อที่แสนจะเรียบง่าย กลับรวมเป็หนึ่งเดียว กลายเป็ปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
จะหย่าหรือไม่หย่าดี นี่เป็ปัญหาโลกแตก
การที่จะรักษาสมดุลของทุกฝ่ายได้อย่างลงตัว นับเป็เื่ยากยิ่งนัก
เด็กหนุ่มทั้งสองเดินออกมาจากห้องนอน แล้วขยิบตาให้จิ่นซู ดูเหมือนจะมีแผนอะไรบางอย่าง
ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็หิ้วลังเบียร์เปล่ากลับมา วางไว้หน้าประตูบ้านของหลินอี้เซวียน แล้วะโบอกคนที่อยู่ในบ้านว่า
“ลูกพี่หลิน พร้อมแล้วครับ”
วันนี้มีคนมานั่งเล่นนินทาชาวบ้านน้อยกว่าปกติ เพราะไม่กล้าเข้าใกล้บ้านของหลินอี้เซวียน
ทุกคนต่างพากันหูผึ่ง คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวที่บ้านของหลินอี้ เซวียนอย่างใกล้ชิด
หลินอี้เซวียนเดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผย แม้ว่าแขนข้างหนึ่งจะพันผ้าพันแผลอยู่ แต่ราศีของเขาก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย ท่าทางองอาจสง่างาม ราวกับจักรพรรดิที่กำลังก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ั
หลี่เส้ายกเก้าอี้มา แล้ววางขวดเบียร์ไว้้า พร้อมกับทำท่าทางเชิญหลินอี้เซวียนอย่างนอบน้อม
เห็นท่าทางฮึกเหิมขนาดนี้ จิ่นซูก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เขาจะทำอะไร เธอจึงยืนแอบดูอยู่หน้าประตู แสร้งทำเป็คนนอก
สายตาของหลินอี้เซวียนกวาดมองผู้คนในลานบ้าน ลานบ้านที่เคยจอแจ กลับเงียบสงัดราวกับป่าช้า
สายตาของเขากวาดไปรอบๆ พอมาหยุดอยู่ที่จิ่นซู ที่กำลังยืนดูอยู่ แววตาที่ดูดุดันก็อ่อนโยนลง
เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ แล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะยัดใส่มือของเธอ มันแข็งๆ
“ไม่ต้องกลัว”
เขาหันหลังกลับ แล้วฟันฝ่ามือลงไปที่ขวดเบียร์ ขวดเบียร์แตกออกเป็สองซีก
เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน “โเี้ โเี้เกินไปแล้ว!”
ดวงตาของพี่น้องตระกูลหลี่เป็ประกาย พวกเขาพบไอดอลแล้ว! หล่อ เท่ห์สุด ๆ ไปเลย!
จิ่นซูก้มมองขนมอัดแท่งสำหรับทหารในมือ แล้วก็อดขำไม่ได้
เขาเล่น ‘ซ้อมรบ’ อยู่หน้าบ้าน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการต่อสู้ และข่มขวัญพวกชอบนินทา เป็วิธีที่โเี้ แต่ได้ผลดี
แต่ทำไมเขาต้องเอาของกินมายัดปากเธอ แล้วยังพูดเสียงอ่อนโยนเหมือนกำลังปลอบเด็กว่า ไม่ต้องกลัว ด้วยล่ะ?
จิ่นซูลูบหน้าตัวเอง พร้อมกับทบทวนตัวเอง เขาคงคิดว่าเธอเป็ผู้หญิงบอบบาง อ่อนแอ เธอทำอะไรลงไป ถึงทำให้เขาเข้าใจผิดได้ขนาดนี้?
“เอาอีก!” หลินอี้เซวียนออกคำสั่ง พี่น้องบ้านหลี่จึงรีบนำขวดเบียร์มาวางใหม่อย่างขยันขันแข็ง
เสียงดังโครมครามไปทั่วลานบ้าน คนที่ทำผิดต่างพากันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
วิธีการอันเรียบง่ายและรุนแรงของหลินอี้เซวียน ได้ผลอย่างรวดเร็ว หลายบ้านปิดหน้าต่างลงอย่างเงียบเชียบ
พวกที่เคยซุบซิบนินทา ต่างพากันหลบอยู่ในบ้าน ตัวสั่นเป็เ้าเข้า กลัวว่าเขาจะมาเคาะประตูบ้านทีละหลังๆ เสร็จจากทุบขวดเบียร์แล้ว ก็จะมาทุบคนต่อ
จิ่นซูมองดูการแสดงของเขาอย่างสนใจ เศษแก้วแตกกระจายเต็มพื้น แสงสุดท้ายของวันสาดส่องลงมาที่ร่างของชายหนุ่มผู้องอาจ
แสงสีแดงฉานแต่งแต้มให้ร่างกายของเขา ที่เปี่ยมล้นไปด้วยเืนักรบ ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
จู่ๆ จิ่นซูผู้ซึ่งเคยสงบนิ่ง ก็เกิดอยากแกล้งเขาขึ้นมา เธอจึงเดินตรงไปหาหลินอี้เซวียน
*[1] ความจริงมีไว้สำหรับปากกระบอกปืน ศักดิ์ศรีมีไว้เพียงปลายคมดาบ ประโยคนี้สื่อควา,หมายว่า ความจริงและศักดิ์ศรีนั้นขึ้นอยู่กับอำนาจ ผู้ที่มีอำนาจสามารถกำหนดความจริงและบังคับให้ผู้อื่นยอมรับได้ ผู้ที่มีอำนาจถึงจะสามารถรักษาศักดิ์ศรีของตนเองได้