บทที่ 1
คริสต์ศักราช 1752 (พุทธศักราช 2295)ท้องทะเลสาบแผ่ตัวกว้างอยู่ภายใต้แสงจรัสจ้าของดวงอาทิตย์แห่งเดือนพฤษภาคม มองดูคล้ายกับแมวสีเงินตัวใหญ่ ช่ออ่อนของยอดไม้ไหวระริกยามที่ต้องกระแสยะเยือกของสายลมอันเริงร่าแห่งฤดูใบไม้ผลิ กระแสลมที่มีชื่อว่า “มอร์เกท” พัดพลิ้วโลมไล้อยู่กับท้องฟ้าสีครามใส กวาดปุยเมฆกลุ่มน้อยให้พ้นไปเสียจากยอดเขา หยอกล้ออยู่กับเรือหาปลาที่ลอยลำอยู่เหนือพื้นน้ำใส“ดูตาข้าสิ” บีเอ่ยขึ้น“เป็นสีฟ้าใสเชียว ลมมอร์เกทแท้ ๆ ที่ทำให้มันเป็นสีใสอย่างนี้” ข้าบอกนาง“แล้วตอนนี้ล่ะ? ” นางหันหน้ามาทางข้างพร้อมกับเงยขึ้นสู่ท้องฟ้า“ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้วละ เขียวเหมือนยอดหญ้าที่ไหวอยู่ในสายลมนั่นเลย”“คืนนี้จะต้องมีลมแรงพัดมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” นางบอกดวงตาของบีนั้น ถ้าจะเปรียบก็เสมือนประตูที่เปิดออกสู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรื่นรมย์ โลกที่สามารถรับฟังสรรพสำเนียงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสียงกระซิบระหว่างยอดไม้ เสียงสำรวลสรวลสันต์แห่งหมู่เมฆ และแม้เสียงขับขานอันเพราะพริ้งแห่งท้องทะเลกว้างบีเป็นคู่แฝดของข้า แก่กว่าข้าครึ่งชั่วโมง และเป็นผู้นำข้ามาจากอีกโลกหนึ่ง ถ้าปราศจากนาง ข้าก็คงจะไม่มีโอกาสได้เหยียบย่างเข้าสู่อาณาจักรแห่งความร้อนเร่าของยามราตรีและความกระจ่างชัดแห่งยามกลางวัน ซึ่งมีอยู่เพียงในตัวนางกับแม่เท่านั้นโลกที่ข้ากำลังกล่าวถึงอยู่ แตกต่างและตรงข้ามกับโลกปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ในโลกนี้ เราอยู่ในบ้านหลังน้อยที่รายล้อมด้วยต้นแอปเปิล ต้นมะนาว มีแต่พวกผู้หญิงที่ช่างจำนรรจายามที่ไปรวมตัวกันอยู่ตรงบ่อน้ำ ไร่องุ่นแผ่กว้างลงไปตามเชิงลาดของเนินเขาจนจรดอาณาเขตแห่งเมืองโลซานน์ เข้าไปจนถึงแผ่นดินแห่งความลึกลับ ... มันเป็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งต้นโอ๊คใหญ่ในราวป่าถูกปลุกให้ตื่นขึ้นและกระดูกโครงร่างของมนุษย์กลับฟื้นคืนชีพขึ้น และข้าก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่านั้นว่ามันเป็นหรือไม่เป็นเช่นนั้นได้เพราะเหตุอันใด ทั้งนี้เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นเป็นสมบัติของอีกโลกหนึ่ง ...แต่บีรู้ ...ข้ากับบีจะเล่นเกมกันในสิ่งที่เด็กอื่นไม่เคยเลย เราเล่นการเรียกลมและขับไล่มวลเมฆให้แยกห่างจากกัน ยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ร่วง เราจะเรียกหิ่งห้อยให้มาเริงละเล่นเต้นระบำอยู่รอบตัวเรา ยามนั้นที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของเราจะมลังเมลืองด้วยแสงสว่างใสดุจแสงดาวของมัน ดวงตาของบีจะเปลี่ยนสีตามกระแสแห่งอารมณ์ของท้องทะเล อาจจะเป็นสีน้ำเงิน สีเขียว สีเทาเงิน หรือสีเทาเข้มเหมือนท้องฟ้าหลังฝน ตลอดเวลาเหล่านั้นนางจะพูดกับข้าด้วยกระแสจิต โดยไม่จำเป็นจะต้องกล่าวออกมาเป็นวาจาเลย และเรามักจะทำเช่นนั้นกันเสมอมา มันเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง ที่บีบอกกับข้าว่า“นี่ล่ะ ความลับของเรา อย่าเที่ยวไปเล่าให้ใครฟังเชียวนะ มีแต่แม่เท่านั้นที่รู้”ไม่ว่าจะเป็นพ่อ หรือวาเลนติน พี่ชายคนโตของเรา ก็ไม่เคยมีโอกาสล่วงรู้ถึงเรื่องนี้ แต่ ... เขาก็เป็นพี่ชายของเรามิใช่หรือ“เปล่าเลย” บีตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เขาไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขอะไรกับเราหรอก เขาเป็นอย่างอื่นที่ไม่มีโอกาสจะเหมือนเราหรอก”ยามนั้น ที่จิตใจของนางจะก้าวร้าวรุนแรงขึ้น วาเลนตินโตกว่าเราสองคนหลายปี เมื่อเขากลับมาจากโรงตีเหล็กที่ไปฝึกงานอยู่ แม่จะบังเกิดความรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที คล้ายกับจะกระวนกระวายใจด้วยรอยยิ้มอันเป็นเชิงถามของเขา ที่จริง รอยยิ้มของวาเลนตินนั้นมีความหมายไปในทางที่ดี เพราะเขาขอร้องให้เราได้รักเขาบ้าง แล้วข้าก็คิดว่าเขาเองก็อยากจะให้ความรักกับเราด้วย แต่บีกลับบอกว่า “อย่าเชียวนะ โคลิน” ในทุกครั้งที่ข้าพยายามจะให้ความรักกับเขาสำหรับแม่นั้น แม่ไม่เหมือนผู้หญิงคนไหนในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่าวิดี้แห่งนี้เลย ไม่เหมือนมาเดอเลน ภรรยาของปิแอร์-โทมัส กริออท ซึ่งเป็นช่างไม้ หรือหลุยส์ ภรรยาของคนทำขนมปังชื่ออังเดร ปาลุซ ซึ่งมีลูกตั้งมากมายหลายคน และชอบจะมาขอยารักษาโรคจากแม่เสมอ แม้ผู้หญิงที่ไม่เคยมีลูก ก็จะมาขอลูกจากแม่ แล้วก็ยังคนอื่น ๆ ที่ซุกร่างอยู่ใต้ผ้าคลุมไหล่ เล่าสารทุกข์สุกดิบรวมไปถึงความหวังให้กันและกันฟังนั่นอีกเล่าและแม่ก็ไม่เหมือนกับบรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายที่อยู่ในเมืองโลซานน์นั่น สุภาพสตรีผู้สวมกระโปรงแบบสุ่มไก่ สวมหมวกประดับขนนกไว้เหนือวิก ก้าวขึ้นสู่รถม้าด้วยท่าทางขลาด ๆ กลัว ๆ เดือนละครั้งที่แม่จะนำสิ่งของไปขายที่ตลาด ซึ่งอยู่บริเวณบันไดมหาวิหารแห่งโลซานน์ สินค้าของแม่ก็จะเป็นพวกผ้าคลุมศีรษะที่ยาวลงมาจรดไหล่ และพัดสวย ๆ ลูกไม้ถักที่ใช้ประดับแขนและคอเสื้อ บรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายจะรายล้อมเข้ามารุมอยู่รอบตัวแม่เพื่อที่จะซื้อสิ่งของเหล่านี้“มาดามดูเรียซ เจ้านี่ช่างมีฝีมือราวกับมีนิ้วของเทพธิดาที่สามารถเบรมิตอะไรก็ได้จริง ๆ ” ทุกคนเยินยอแม่ด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความชื่นชมพวกผู้หญิงชาวบ้านในวิดี้ไม่มีใครที่จะมาพูดเล่นหรือใช้เวลาสร้างความสนิทสนมกับแม่เช่นที่กระทำอยู่ในหมู่ของพวกเขาเลย คนเหล่านี้จะมาหาแม่ก็ต่อเมื่อต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น เขาจะเดินผ่านเข้ามาในดงต้นแอปเปิลและไลแลค กวาดสายตามองไปรอบ ๆ แววในดวงตาเต็มไปด้วยแสงแห่งความปรารถนา ส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นงานฝีมือต่าง ๆ อันแสนประณีตที่แม่ถักทอขึ้นอย่างงดงาม เหมาะสมที่จะนำไปประดับในปราสาทราชวัง ชื่นชมกับขนมเค้กที่แม่ปรุงแต่งขึ้นด้วยผลไม้นานาพันธุ์และน้ำผึ้ง แม้กระนั้นก็ไม่มีใครยอมที่จะรับแม่ไว้เป็นเพื่อนของตน ซึ่งเรื่องนี้ทั้งบีและข้าต่างก็ประจักษ์อยู่แก่ใจ แม่เป็นผู้หญิงที่งามเหนือใคร กลิ่นกรุ่นจากเรือนกายนั้นหอมละมุน เคล้าด้วยกลิ่นสบู่ชั้นดีที่ทำมาจากเมือนเนเปิ้ลส์ ซึ่งพ่อจะเป็นผู้ซื้อหามาจากเมืองโลซานน์ เช่นเดียวกันกับน้ำมันใส่ผมที่ซื้อมาจากฟลอเรนซ์ และโกโก้ที่หาซื้อมาจากคาราคัส ใครก็ตามที่ได้เห็นแม่แล้วจะต้องจ้องมองอยู่อย่างไม่วางตาจะมีก็แต่มารี-ลา-ฟอลส์ ผู้หญิงที่ใคร ๆ พากันลงความเห็นว่านางเป็นบ้าเท่านั้น มารี-ลา-ฟอลส์จะมาถึงบ้านของเราในยามอรุณรุ่ง ยืนอยู่เบื้องธรณีประตู มือทั้งสองสอดซุกอยู่ใต้ผ้ากันเปื้อน นางเป็นผู้หญิงสาวที่ไม่มีใครต้องการแม้แต่พ่อของนางเอง ซึ่งเป็นคนถักกระจาด และตบตีนางในยามเมา ผู้คนต่างโจษขานกันว่า เขากระทำทารุณกรรมต่อนางยิ่งนัก บางครั้งนางก็จะตั้งครรภ์ แน่นอน เด็กในครรภ์นั้นไม่มีใครยอมรับว่าเป็นพ่อ ไม่มีใครรู้เลยว่าพ่อของเด็กในท้องนั้นเป็นใคร จะมีก็แต่ภรรยาของสาธุคุณบูแรนเดล ที่ชื่ออกาเต้ ซึ่งจะเป็นผู้ช่วยทำคลอดให้ และส่งทารกน้อยไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในโลซานน์ เพื่อสงเคราะห์ให้ชีวิตที่เกิดมาใหม่ได้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณค่ามารีมีหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน ซักเสื้อผ้า เอาแพะออกไปเลี้ยงในทุ่งกว้างซึ่งใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ร่วมกัน ถ้าไม่มีอะไรทำนางก็จะนั่งดูแม่ทำงานฝีมือเงียบ ๆ ทุกครั้ง เมื่อยามค่ำมาถึงนางจะร่ำไห้เพราะจะต้องกลับไปบ้าน แต่ถึงอย่างไร พ่อของมารีก็ไม่ยอมให้นางนอนค้างในบ้านของเราพ่อ เป็นที่รักชื่นชมของเพื่อนบ้านเสมอ ทุกวันอาทิตย์ หลังจากเสร็จพิธีการนมัสการพระเจ้าและฟังท่านสาธุคุณบูแรนเดลเทศนาสั่งสอนจากในโบสถ์แล้ว พวกผู้ชายจะเข้ามาสนทนาปราศรัยกับพ่อ คนเหล่านั้นจะพูดคุยกันด้วยสีหน้าขรึมเคร่ง ไม่มีใครยิ้ม เพราะการยิ้มในวันอาทิตย์นั้นเป็นบาป เรื่องที่เขาคุยกันส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของดินฟ้าอากาศ ท่านสาธุคุณเองก็ชอบที่จะคุยกับพ่อ เชื้อเชิญให้ไปดื่มเหล้าไวน์กันในวันจันทร์ ความกังขาของท่านเห็นจะมีอยู่ก็แต่ว่า ปีนี้องุ่นจะได้ผลดีหรือไม่เท่านั้นบางครั้งจะมีรถม้ามาจอดเทียบตรงหน้าประตูบ้านของเรา สุภาพบุรุษชาวอังกฤษบ้าง ชาวฝรั่งเศสที่มาจากประเทศฝรั่งเศสและรัสเซียบ้างจะมาหาพ่อ ทั้งนี้เพราะมันเป็นยุคสมัยที่ความนิยมในเรื่องหุ่นยนต์กำลังเฟื่องฟูในยุโรป และพ่อเป็นนักสร้างตุ๊กตากลผู้มีฝีมือ