“มิได้พบกันเสียนาน มิรู้ว่าเสด็จพี่เฟยเทียนยังจำน้องได้หรือไม่” องค์หญิงหลงเจียลี่เดินเข้ามากับองค์ชายหลงเจียงเฉียงผู้เป็พี่ชาย
“คำนับท่านอ๋องสาม” องค์ชายหลงเจียงเฉียงค่อมตัวลงคำนับ เฟยเทียนและเจียวซินจึงลุกขึ้นแล้วค่อมตัวคำนับกลับไป
“ปีนี้แคว้นของกระหม่อมจะได้แต่งเชื่อมสัมพันธ์ให้กับแคว้นเฉิน อย่างไรต้องฝากท่านอ๋องสามด้วย” องค์ชายหลงเจียงเฉียงเอ่ยเป็นัยว่า้าให้เฟยเทียนรับงานแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ในครานี้
ได้ยินผู้เป็พี่ชายพูดเช่นนั้น องค์หญิงหลงเจียลี่ถึงกับยกยิ้มขึ้นมาอย่างชื่นมื่น อย่างไรท่านอ๋องสามคงมิอาจปฏิเสธได้ในทันทีเป็แน่
“องค์ชายหลงเจียงเฉียงมิต้องกังวลไป หากองค์หญิงแคว้นหลงแต่งเข้ามาอย่างไรก็จะต้องได้รับตำแหน่งที่สมเกียรติเป็แน่” องค์รัชทายาทเฟยฉีเอ่ยแทรกขึ้นมา เกรงว่าน้องชายตัวดีของตนจะตอบปฏิเสธอย่างมิไว้หน้าผู้ใด
“หากองค์รัชทายาทให้คำมั่น เสด็จพ่อของหม่อมฉันก็คงเบาพระทัยลงได้ เพคะ” องค์หญิงเจียลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ตาสวยปรายมองสตรีน่าชังที่นั่งอยู่เคียงข้างท่านอ๋องสามของนางอย่างดูถูกดูแคลน
ที่ตรงนั้นสมควรเป็ของข้า มิใช่เ้า!
“เช่นนั้นกระหม่อมต้องขอตัวก่อน ไปเถิดน้องหญิงเรายังมิได้ถวายพระพร องค์ฮ่องเต้และฮองเฮา” ว่าแล้วองค์ชายหลงเจียงเฉียงก็พาน้องสาวเข้าไปถวายพระพร
“เทียนเกอว่าน้องจะโดนองค์หญิงผู้นั้นจับกินหรือไม่” เจียวซินกระซิบกระซาบข้างหูของสวามี คำพูดน่ารักน่าชังของนางทำเอาเฟยเทียนถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
“หึๆ พูดดั่งองค์หญิงหลงเจียลี่เป็หมู่มารไปได้” เฟยเทียนยกมือจับศีรษะเล็กโยกไปมาอย่างเอ็นดู
“พิษรักแรงหึงทำให้มนุษย์กลายเป็มารร้ายได้นะเพคะ น้องต้องระวังไว้ก่อน ยิ่งมีสวามีหล่อเหลา เก่งกาจเช่นนี้ยิ่งต้องระวังให้มากกว่าเดิม”
“มิต้องกังวลไปพี่จะช่วยเ้าระวังดีหรือไม่ หึๆ” สองสามีภรรยาพูดคุยหยอกเย้ากันมิสนผู้ใดราวกับโลกใบนี้มีเพียงสองเรา โดยทันสังเกตเห็นสายตาที่มองมาอย่างริษยา
วันแรกของงานเชื่อมสัมพันธ์แต่ละแคว้นต่างใช้เวลา่นี้ในการพูดคุยเจรจาเกี่ยวกับงานบ้านงานเมือง อย่างการเปิดชายแดนเพื่อทำการค้าขาย หรืออาจเป็การเจรจาแลกเปลี่ยนสินค้าจำเป็บางอย่าง แม้เื่ที่พูดคุยจะ ตึงเครียดแต่มิได้ทำให้ผู้คนเบื่อหน่าย เนื่องจากระหว่างการพูดคุยมักมีการละเล่นต่างๆ บ้างก็เดินหมาก วาดภาพ หรือแม้แต่สังสรรค์ ดื่มสุรา ทำให้วันแรกของงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเข้าสู่วันที่สองของงานเชื่อมสัมพันธ์สถานที่ก็ถูกย้ายมาจัดที่สวนดอกไม้นานาพันธุ์ ด้วยเหตุที่แคว้นเฉินได้มีการจัดการประลองศาสตร์ทั้งหก ประกอบด้วย จารีต ดนตรี การยิงธนู การคุมรถศึก อักษร และการคำนวณ ซึ่งในวันที่สองจะมีการประลองอยู่สี่ศาสตร์นั่นคือ จารีต ดนตรี อักษร และการคำนวณ แต่ละแคว้นจึงได้ส่งตัวแทนออกมาแข่งขันซึ่งส่วนมากจะเป็องค์ชายและ องค์หญิงของแคว้นนั้นๆ อาจมีบ้างที่ตัวแทนของแคว้นเป็บุตรขุนนาง อย่างในแคว้นเฉินเองก็ส่งองค์หญิงสี่เฉินลี่มี่เป็ตัวแทนการแข่งขันด้านจารีต หรืออาจเรียกว่าฮูหยินซ่งเนื่องจากนางแต่งออกไปกับคนรักที่เป็พ่อค้าในหัวเมืองตะวันตก ในส่วนของด้านดนตรีเป็องค์หญิงเจ็ดเฉินเฟยเฟิ่ง ด้านอักษรให้คุณหนูสุ่ยบุตรีเ้ากรมพิธีการเป็ตัวแทน และสุดท้ายด้านการคำนวณเป็จางเจียวซินพระชายาเอกในท่านอ๋องสามเฉินเฟยเทียน โดยการแข่งขันจะเริ่มตนขึ้นทีละศาสตร์ท่ามกลางผู้ชมทั้งห้าแคว้น
“เจียวซินๆ นั่นๆ พี่เฟิ่งเออร์ งดงามยิ่งนัก” เจียวซินหันไปมองตามเสียงขององค์ชายตัวน้อย ก็พบเข้ากับเฟิ่งเออร์ที่กำลังเดินเข้าสู่แท่นที่ใช้แสดง ทั้งใบหน้า ที่สวยหยด กิริยาท่าทางที่อ่อนช้อยส่งเสริมให้เด็กหญิงดูสง่างามเกินวัย หากถึง วัยปักปิ่นเมื่อใดคงมีชายหนุ่มส่งเทียบหมั้นมามิขาดสายเป็แน่
“งดงามจริงดั่งอาหลงว่า” เสียงกู่เจิงดังขึ้นดึงอารมณ์ของผู้คนให้ไหลไปตามบทเพลงที่บรรเลงจากสุขสันต์แปรเปลี่ยนเป็โศกเศร้าสลับผลัดเปลี่ยนดังชีวิตคนที่มีทุกข์มีสุขคละเคล้ากันไป เมื่อเสียงบรรเลงกู่เจิงอันไพเราะจบลงเสียงปรบมือจากผู้ชมก็ดังสนั่น ผู้ชมทั้งห้าแคว้นต่างชื่นชมในความสามารถขององค์หญิงแคว้นเฉินกันอย่าถ้วนหน้า และก็เป็ไปตามคาดองค์หญิงเฟยเฟิ่งแห่งแคว้นเฉินชนะการประลองด้านดนตรี
“เก่งมากเฟิ่งเออร์” เจียวซินเอ่ยชมน้องสาวสวามี เมื่อเฟยเฟิ่งเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ
“พี่เฟิ่งเออร์งดงามยิ่ง มิเหมือนพี่เฟิ่งเออร์คนเดิมเลยแม้แต่น้อย” เสียงชื่นชมเจื้อยแจ้วดีอกดีใจยกใหญ่ แม้คำชมขององค์ชายน้อยจะดูแปลกๆ ไปบ้างก็เถอะนะ แหะๆ
“เ้าคงมิได้หมายความว่าเมื่อก่อนพี่ไม่งดงามใช่หรือไม่ เ้าเด็กตัวแสบ!” เฟยเฟิ่งเอื้อมมือมาโยกศีรษะของน้องชายตัวที่นั่งอยู่บนตักของเจียวซิน ท่าทีหลอกล้อกันของสองพี่น้องกับอีกหนึ่งสะใภ้หลวงต่างตกอยู่ในสายตาของผู้ชม มองไปแล้วก็ให้ความรู้สึกเหมือนครอบครัวสุขสันต์ ยิ่งมีท่านอ๋องสามเฉินเฟยเทียนที่นั่งประคองหลังชายายิ่งตอกย้ำความรู้สึกของพวกเขาเข้าไปอีก
“ซินซิน ต่อไปจะถึงคราที่เ้าต้องลงไปประลองแล้ว ไปเถิดพี่จะพาเ้าไปเตรียมตัว”
“เจียวซินเอารางวัลมาให้ได้นะ น้องจะรอดูอยู่ตรงนี้” องค์ชายน้อยหนิงหลงปีนลงจากตักเจียวซิน
“เจียวซินจะทำให้สุดความสามารถ อาหลงให้กำลังใจเจียวซินได้หรือไม่” ร่างบางยอบตัวลงยื่นแก้มขาวให้องค์ชายน้อยมิรอช้าเข้าไปหอมแก้มให้กำลังใจเจียวซินทันที
จุ๊บ~ จุ๊บ~
“Good luck!” องค์ชายตัวน้อยเอ่ยให้กำลังใจเป็ภาษาของชาวตะวันตกตามที่เจียวซินสอน ทำเอาผู้คนแคว้นอื่นต่างใไม่น้อยที่องค์ชายตัวน้อยรู้ภาษาของชาวตะวันตก
เฟยเทียนประคองเจียวซินมาจนถึงที่นั่งสำหรับการประลองก็ล่าถอยออกไปนั่งที่เดิม การประลองด้านการคำนวณครานี้จะแข่งขันความเร็วและ ความถูกต้อง ผู้ที่ตอบได้ถูกต้องและเร็วที่สุดจะเป็ผู้ชนะไป ซึ่งการประลอง ในครานี้แต่ละแคว้นส่งเหล่าองค์ชายและองค์หญิงมาแข่งขันทั้งหมด หนึ่งในนั้นคือ องค์หญิงหลงเจียลี่
“กระหม่อมจะทำการสุ่มหยิบม้วนกระดาษขึ้นมา จากนั้นจะอ่านปัญหาที่อยู่ในกระดาษสองรอบ หากผู้ใดรู้คำตอบที่ถูกต้องให้ยกมือขึ้นตอบและอธิบายให้ทุกคนรู้โดยทั่วกันพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อกล่าวอธิบายเสร็จผู้ควบคุมการแข่งขันก็เริ่มสุ่มหยิบปัญหาข้อแรกทันที
“10 ตำลึงเงิน นับเป็ 1 ตำลึงทอง หากได้รับเบี้ยหวัด 420 ตำลึงเงินจะนับเป็ตำลึงทองได้เท่าใด” สิ้นเสียงผู้คุมการประลองเจียวซินก็ยกมือขึ้นตอบทันที
“42 ตำลึงทอง” ผู้คุมการประลองถึงกับชะงักด้วยความใ รีบเร่งหากระดาษคำตอบเพื่อมาเปิดดู
“ถะ ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ” ผู้ชมต่างตกตะลึงในการคำนวณที่รวดเร็วของเจียวซิน จนบางคนถึงกับอ้าปากค้าง จะมิใได้อย่างไรในเมื่อพอสิ้นเสียงผู้คุมพระชายาเอกของท่านอ๋องสามก็ยกมือขึ้นตอบทันที
“เอ่อ พระชายาทรงอธิบายให้ทุกคนฟังได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เจียวซินพยายามคิดคำอธิบายอย่างหนัก จะใช้การหารแบบที่สอนนักเรียนในโลกก่อนได้หรือไม่นะ นางมิแน่ใจว่าทุกคนจะเคยได้ยินคำว่า “หาร” หรือไม่เพราะฉะนั้นคงจะใช้อธิบายไม่ได้ คงจะต้องค่อยๆ เทียบไป
“ได้ๆ เริ่มจากถ้ามี 10 ตำลึงเงิน นับเป็ 1 ตำลึงทอง
ถ้ามี 20 ตำลึงเงิน นับเป็ 2 ตำลึงทอง
ถ้ามี 30 ตำลึงเงิน นับเป็ 3 ตำลึงทอง
ดังนั้น ถ้ามี 100 ตำลึงเงิน ก็นับเป็ 10 ตำลึงทอง
แต่เรามี 400 ตำลึงเงิน ก็จะนับเป็ 40 ตำลึงทอง และอีก 20 ตำลึงเงิน นับเป็ 2 ตำลึงทองเพราะฉะนั้นจึงเป็ 42 ตำลึงทอง”
ผู้ที่พอมีพื้นฐานด้านการคำนวณอยู่บ้างก็นึกภาพตามได้ทันที ถือว่าพระชายาอธิบายได้ละเอียดถี่ถ้วน แต่การที่จะคิดทั้งหมดนี้ด้วยเวลาเพียงน้อยนิดเช่นนั้นจะเป็ไปได้งั้นหรือ
“ข้อแรกเป็แคว้นเฉินที่ได้รับชัยชนะไป”
“เก่งกาจๆ เจียวซินของน้องเก่งกาจที่สุด” เสียงเล็กๆ ขององค์ชายตัวน้อย ดังมาจากศาลาที่เชื้อพระวงศ์ประทับอยู่ทำเอาหลายคนอดที่จะเอ็นดูท่าทางน่ารักขององค์ชายตัวน้อยมิได้ เจียวซินก็เช่นกันจึงได้ส่งยิ้มหวานไปให้องค์ชายน้อย แต่ทว่ารอยยิ้มสดใสนั้นกลับทำให้ชายหนุ่มหลายคนถึงกับใจสั่น แม้รู้ทั้งรู้ว่าสวามีของนางเป็ถึงท่านอ๋องสามทั้งยังควบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ แต่พวกเขาก็มิอาจดึงสายตาจากใบหน้างามได้แม้แต่น้อย
การแข่งขันดำเนินไปเรื่อยๆ จนครบสิบข้อ ซึ่งก็เป็เจียวซินที่เอาชนะไปได้ทุกข้อ แม้ว่าเจียวซินเองพยายามตอบให้ช้าลง รอให้ผู้อื่นหาคำตอบแต่ผู้แข่งขันก็ใช้เวลานานเกินไปจนเจียวซินต้องเป็ผู้ตอบด้วยตนเอง
“การประลองด้านการคำนวณเป็แคว้นเฉินที่ได้รับชัยชนะ” เจียวซินก้มตัวคำนับผู้ชม ผู้คุม และผู้แข่งขันทั้งหมด ผู้ชมทุกคนต่างปรบมือให้กับเจียวซิน โดยเฉพาะสามพี่น้องอย่างเฟยเทียน เฟยเฟิ่งและหนิงหลงที่ยิ้มจนหน้าบาน ปรบมือด้วยกำลังทั้งหมดที่มี
“ข้าขอคัดค้าน!” เมื่อได้ยินองค์หญิงหลงเจียลี่ยกมือขึ้นขอคัดค้าน เสียงปรบมือก็หยุดลงทันที ใบหน้าของหญิงสาวบูดเบี้ยวแสดงอารมณ์ที่โกรธเคืองของเ้าของ
“องค์หญิงคัดค้านด้วยเหตุใดพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเ้าใช้กลโกง เห็นอยู่ชัดเจนว่าปัญหายุ่งยากเพียงใด แต่นาง! ตอบได้โดยมิทดในกระดาษเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังรวดเร็วดั่งรู้คำตอบอยู่ก่อนแล้ว” องค์ชายหลงเจียงเฉียงเมื่อได้ยินวาจาของน้องสาวถึงกับหน้ามืดครึ้มลงทันที การกล่าวเช่นนี้มิใช่ว่าดูิ่แคว้นเฉินทั้งแคว้นหรือ
โง่เง่าสิ้นดี!!!
“กระหม่อมต้องของอภัยที่มิได้ชี้แจ้งให้ทราบ ปัญหาที่ใช้แข่งขันในครานี้พึ่งถูกคิดขึ้นก่อนการแข่งขันโดยผู้คุมการลองของทุกแคว้น มิใด้มาจากแคว้นเฉินเพียงแคว้นเดียว เื่กลโกงมิมีทางเกิดขึ้นได้เป็แน่พ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ข้า-”
“พอเถิดน้องหญิง! ต้องของอภัยพระชายาและชาวแคว้นเฉินทุกท่าน น้องสาวข้ายังเด็กนักมิรู้สิ่งใดควรมิควรโปรดอย่าได้ถือสานาง” สายตาแข็งกร้าวของ องค์ชายหลงเจียงเฉียงตวัดไปมองน้องสาวตนเองจนองค์หญิงหลงเจียลี่ต้องรีบก้มหน้าหลบสายตาคู่นั้น
“เอาเถิดๆ ผู้ชนะเข้ามารับรางวัลจากข้า” ฮ่องเต้เฟยหลงกล่าวตัดบทขึ้น เพื่อมิให้มีสิ่งที่ขัดเคืองใจกันไปมากกว่านี้
เจียวซินที่ได้ยินรับสั่งของฮ่องเต้ก็ก้าวเดินไปทางศาลาที่ประทับทันที โดยมิลืมแวะเข้าไปพูดคุยบางอย่างกับองค์หญิงหลงเจียลี่ที่ยื่นหน้าดำค่ำเครียดอยู่
“คราหลังมาประลองกันอีกนะเพคะ หวังว่าคราหน้าท่านจะเอาชนะได้บ้าง” เจียวซินส่งยิ้มอ่อนโยนให้องค์หญิงหลงเจียลี่จนผู้คนต่างชื่นชมในความเมตตาของพระชายาท่านอ๋องสามที่แม้องค์หญิงแคว้นหลงจะพยายามป้ายสีแต่ก็มิได้โกรธเคืองอันใด
“หึๆ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เช่นนี้ คงได้รางวัลมามิน้อยใช่หรือไม่” เฟยเทียนเดินเข้าไปรับหวีจากหนิงเออร์มาสางผมให้ชายาของตน หนิงเออร์เห็นเช่นนั้นจึงได้ยอบกายคำนับและออกจากห้องไป หลังขากที่กลับมาจากงานเชื่อมสัมพันธ์ เจียวซินที่ได้รับรางวัลที่แข่งขันชนะก็มิอาจหุบยิ้มลงได้
“คิกๆ มิได้มากเท่าคราที่เป็ล่ามแต่ก็ได้มิน้อยเลยเพคะ คงจะพอสร้างหลังคาสำนักศึกษาของน้องได้แล้ว”
“นี่เ้ายังคิดจะหย่ากับพี่อยู่หรือ” ร่างสูงเอ่ยขึ้นมาเสียงเข้ม ใบหน้าคมแสดง สีหน้าทั้งโกรธเคืองและเสียใจออกมาจนเจียวซินใจกระตุก เจียวซินเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปนั่งบนตักแกร่งกลัวว่าสวามีจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไรเล่า น้องเพียงอยากจะช่วยเหลือชาวบ้านยากจนให้มีวิชาเพียงเท่านั้น มิได้คิดจะไปจากเทียนเกอเสียหน่อย” ศีรษะเล็กเอียงลงซุกซบกับอกแกร่ง พลางใช้มือลูบอกของสวามีเบาๆ คล้ายจะปลอบโยนสวามี
“จริงหรือ”
“จริงเพคะ”
“เช่นนั้นพี่ช่วยเ้าสร้างดีหรือไม่ แต่…เ้าคงต้องให้รางวัลพี่เสียหน่อย” เฟยเทียนส่งสายตาออดอ้อนมาให้เจียวซิน
“เทียนเกอได้รางวัลแน่ แต่มิใช่คืนนี้…พรุ่งนี้เทียนเกอยังต้องประลองการต่อสู้มิใช่หรือ วันนี้ต้องพักผ่อนให้มาก มาเถิดน้องจะพาเข้านอน” เจียวซินรีบตัดบท จับจูงแขนเกร่งไปที่เตียงทันที ต้องให้สวามีนอนเอาแรงให้มากเสียหน่อยพรุ่งนี้จะได้ชนะการแข่งขัน หากชนะครนี้คงได้รับรางวัลไม่น้อยทีเดียว
“ในวันนี้จะเป็การประลองยิงธนู ต่อสู้ด้วยมือเปล่าไปจนถึงใช้อาวุธต่างๆ ทั้งยังมีการแข่งการควบคุมม้าศึก ขอให้ทุกแคว้นส่งตัวแทนของแคว้นออกมาประลองด้วย” สิ้นเสียงทุกแคว้นต่างเลือกผู้ประลองที่แข็งแกรงที่สุดออกมา การประลองในวันที่สามของงานครั้งนี้มิเพียงเป็การแข่งขันเพื่อเชื่อมสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังเป็การป่าวประกาศให้ทุกแคว้นรู้ถึงความเก่งกาจทางการทหารของแคว้นที่ได้รับชัยชนะ ด้วยการประลองครานี้จัดขึ้นพร้อมกัน เจียวซินจึงพาองค์หญิงเฟยเฟิ่งและองค์ชายน้อยหนิงหลงมาให้กำลังใจเฟยเทียนที่ลานประลองการต่อสู้ด้วยมือและอาวุธ
“ท่านอ๋องจะได้ต่อสู้กับผู้ใดหรือเพคะ” ด้วยบริเวณนั้นมีผู้คนอยู่มากมาย เจียวซินจึงได้เปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกสวามี
“พี่แข่งกับแม่ทัพใหญ่หนานจิ้นหยางของแคว้นโจว คนผู้นั้น” มือใหญ่ชี้คู่แข่งของตนให้ชายาและน้องๆ ดู
“ห๊า! พี่สาม ท่านจะรอดหรือ” เฟยเฟิ่งถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อเห็นร่างกายที่สูงใหญ่เกินมนุษย์มนา ทั้งแขนขายังกำยำล่ำสัน มิอาจหาผู้ใดมาเทียบได้
“น่าสงสารพี่สามยิ่ง” องค์ชายตัวน้อยถึงกับเข้าไปกอดปลอบผู้เป็พี่
“จะไหวหรือเพคะ” เจียวซินมองเฟยเทียนที มองแม่ทัพใหญ่แคว้นโจวที สมกับเป็แม่ทัพใหญ่มิมีสิ่งใดให้สงสัยเลย เฮ้ออออ
“หึๆ มิต้องกังวลไป เ้ายังเคยทำให้พี่ล้มได้ด้วยวิชาของเ้า พี่เองก็เรียนรู้วิชากับเ้ามามากมิทำให้เ้าขายหน้าเป็แน่”
“นั่นเพราะท่านอ๋องมิได้ออกแรงกับหม่อมฉันต่างหาก…เอาเถิดเพคะ สู้ให้เต็มที่แต่อย่าได้ฝืนร่างกายจนเกินไปนะเพคะ หม่อมฉันมิอยากให้ท่านาเ็ จะแพ้ชนะอย่างไรก็มิสำคัญเท่าตัวท่าน” เจียวซินยกมือประคองใบหน้าคม แต่มิลืมปรายตามองไปยังองค์หญิงหลงเจียวลี่ที่กำลังมองมา สายตาริษยาจ้องมองมาที่เจียวซินอย่างเคียดแค้น
นางตั้งใจเยาะเย้ยข้า นางแพศยา!
“คงมิอาจเลี่ยงการมีาแได้ แต่พี่จะมิให้ตนเองาเ็มาก” เฟยเทียนมองการกระทำของเจียวซินอย่างหลงไหล ในใจนึกอยากจุมพิตปากบางปกปิดรอยยิ้มหวานมิให้ผู้ใดได้มอง แต่ก็มิอาจทำได้
สองแม่ทัพใหญ่ยืนประจันหน้ากันบนลานประลอง ผู้ชมมากมายเข้ามา รอชมการประลองในครานี้ ด้วยแคว้นโจวและแคว้นเฉินต่างมีแม่ทัพใหญ่ที่แข็งแกร่งทั้งแม่ทัพใหญ่แคว้นเฉินยังเป็ถึงบุตรของโอรส์ที่เก่งกาจไปเสียทุกด้าน การประลองครั้งนี้จึงเป็ที่สนใจของผู้ชมทุกแคว้น
“การประลองครานี้ให้ผู้ประลองเลือกอาวุธได้ที่ตนถนัดได้เพียงหนึ่งเท่านั้น หากอาวุธแตกหักหรือเสียหายจะต้องใช้มือเปล่าในการต่อสู้ จะมิอนุญาตให้เปลี่ยนอาวุธเป็อันขาด หากผู้ใดตกลงจากลานประลองก่อนถือเป็ผู้แพ้…เมื่อเข้าใจทั่วกันแล้ว เริ่มประลองได้!” เสียงของผู้คุมการประลองะโเริ่มการประลองดังลั่นผู้ประลองทั้งสองก้มตัวคำนับซึ่งกันและกัน ทั้งเฟยเทียนและแม่ทัพหนานต่างเลือกใช้ทวนปลายทู่ ด้วยเหตุที่การประลองครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ อาวุธที่มีให้เลือกจึงเป็อาวุธที่ใช้ฝึกซ้อมทหารเพื่อมิให้เกิดอันตรายต่อผู้ประลองมากนัก เฟยเทียนยังคงนิ่งสงบตั้งท่ารับการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามอย่างใจเย็นเพื่อศึกษาท่าทีคู่ต่อสู้ เฟยเทียนเสียเปรียบเื่ขนาดตัวอย่างเห็นได้ชัด มือหนาของ เฟยเทียนกำชับทวนในมือแน่นตั้งรับการฟาดฟันอย่างบ้าคลั่งของแม่ทัพหนาน ผู้ชมโดยรอบต่างแปลกใจที่ท่านมิได้ตอบโต้สิ่งใดกลับไป หากยังเป็เช่นนี้ต่อไปแคว้นโจวคงได้รับชัยชนะครานี้เป็แน่
เฟยเทียนที่มิได้สนใจรอบข้างสังเกตเห็นว่าการฟาดฟันของแม่ทัพหนานแม้จะแรงแต่มิหลากหลาย มักจะฟาดฟันมาตำแหน่งเดิมๆ จนเฟยเทียนป้องกันได้ทุกครั้ง ทั้งการเคลื่อนไหวยังช้าลงเรื่อยๆ อาจเพราะลงแรงกับการฟาดฟันอย่างหนัก หากว่าเป็ผู้อื่นคงมิสามารถทนต่อการโจมตีอันหนักหน่วงนี้ได้ จนยอมแพ้ไปในที่สุด แต่มิใช่กับเฟยเทียน เฟยเทียนเริ่มฟาดทวนกลับไปบ้าง เน้นที่ทิศทางและความเร็วมิให้ฝ่ายตรงข้ามป้องกันได้ แม่ทัพหนานที่ถูกเฟยเทียนฟาดทวนใส่เต็มแรงถึงกับจุกไปไม่น้อยเพราะมิสามารถยกทวนป้องกันได้ทัน เฟยเทียนค่อยๆ ขยับถอยหลังเข้าไปชิดขอบลานประลองมิให้ฝ่ายตรงข้างระวังตัว
เมื่อได้ระยะแล้วเฟยเทียนเริ่มออกอาวุธฟาดทวนใส่คู่ต่อสู้ไม่หยุดพร้อมกับขยับเดินหมุนให้แม่ทัพหนานเป็ฝ่ายมายืนอยู่ริมลานประลองแทน ยังไม่ทันที่แม่ทัพหนานจะตั้งตัวทันเฟยเทียนก็ก้าวถอยหลัง ใช้ทวนเป็เสาเหวี่ยงตัวะโใช้สองเท้าถีบไปที่ปลายคางของแม่ทัพหนานจนร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพหนานตกลงจากลานประลอง ผู้ชมต่างตกตะลึงในกลวิธีของเฟยเทียนมิน้อย แม้จะเสียเปรียบด้านรูปร่างแต่ก็ได้รับชัยชนะมาจนได้ เสียงกู่ร้องดังลั่นปรบมือให้กับการประลองที่ยอดเยี่ยม
“ท่านอ๋องเก่งกาจยิ่ง กระหม่อมเป็เกียรติที่ได้ประลองกับท่าน” แม่ทัพหนานก้มตัวประสามมือคำนับต่อท่านอ๋อง
“ท่านเองก็มิได้ด้อยไปกว่าข้า พละกำลังของท่านทำข้าลำบากมิน้อย” เฟยเทียนก้มคำนับคู่ต่อสู้ของตนแล้วจึงเดินลงจากลานประลองตรงไปหาชายาทันที
“พี่ทำได้ดีหรือไม่ สมควรได้รับรางวัลจากเ้าแล้วใช่หรือไม่” เฟยเทียนนั่งลงข้างเจียวซิน
“พี่สามเป็เด็กเล็กหยือจึงอยากได้รางวัลจากเจียวซิน” องค์ชายตัวน้อยไร้เดียงสาเอ่ยถามพี่ชาย ดั่งที่เสด็จแม่เคยถามเสด็จพ่อทุกครั้งที่เสด็จพ่องอแงอยากได้รางวัล
“คิกๆ เป็เด็กเล็กหรือเพคะ” เจียวซินกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่เมื่อท่านอ๋องถูกเด็กน้อยเพียงสามหนาวย่างเข้าสี่หนาวถามเช่นนั้น
“หึ หัวเราะไปเถิดอย่างไรพี่ก็จะเอารางวัลให้ได้” เฟยเทียนที่หยอกเย้าชายาและน้องๆ อยู่จึงมิเห็นว่ามีผู้ใดก้าวเข้ามาหา
“หากพระชายาให้รางวัลเสด็จพี่เฟยเทียนมิได้ รับจากน้องดีหรือไม่เพคะ น้องเต็มใจและยินดียิ่งนัก” ร่างบางขององค์หญิงหลงเจียลี่เดินเข้ามาร่วมวงสนทนา
“เผือก!” เจียวซินพึมพำออกมาแ่เบา แต่ก็อดใส่อารมณ์ลงไปไม่น้อย
ไร้ยางอายเสียจริง! เดินมาเสนอให้เขาถึงที่เช่นนี้ คิดว่าตนเองดีนักหรือไร!
“มิเป็ไร ข้ามิได้อยากรับรางวัลจากผู้อื่น” เฟยเทียนตอบออกไปเสียงเรียบ เขารำคาญนางเต็มทน ทั้งคำพูดคำจา ทั้งท่าทางที่พยายามทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดของนางยิ่งน่ารำคาญ
“อย่างไรน้องก็ต้องแต่งเข้าจวนอ๋องจะถือเป็คนอื่นไกลได้อย่างไรเพคะ”
องค์หญิงแคว้นหลงผู้นี้น่าตายนัก!!!
Knock knock! หายไปหลายวันเลย ต้องของโทษทุกคนด้วยยยยไรท์ยุ่งมากกกกกก อาจจะไม่ได้ลงบ่อยเหมือน่ก่อน แต่ลงจนจบไม่เทแน่นอนจ้าาา ว่าแต่…องค์หญิงแคว้นหลงนี่มันยังไงกันนะ ฮึ้ย!!!