บทที่22รับสมัครศิษย์
ผู้ที่มาค่อยๆปรากฏกายออกมาทีละคนพวกเขาแผ่พลังออกมากดดันจนคนทั่วไปรู้สึกเกรงกลัว ต่อความยิ่งใหญ่ของพวกเขาคนเหล่านี้สวมเสื้อผ้าต่างแบบ ต่างสี อำนาจของพวกเขาปะทะกันในทันใดพยายามจะกดข่มอีกฝ่ายอย่างโจ่งแจ้ง คนที่เฝ้ามองก็ยังรู้สึกได้ถึงความขุ่นข้องความไม่ลงรอยของคนเหล่านี้
ชายผู้ที่สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินชำเลืองมอง ชายในชุดเขียว
“ไม่คิดว่าจะได้พบผู้าุโจงคุนที่นี่ช่างบังเอิญจริงๆ” น้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่เป็มิตร เน้นที่คำว่า “บังเอิญ”ดังชัด
“ข้าก็ไม่คิดว่าจะพบเจอผู้าุโเจาเจียวจิ้นผู้สูงส่งเกินใคร ที่นี่เหมือนกัน”ชายชุดคลุมสีเขียวที่ชื่อจงคุนตอบกลับ ด้วยสีหน้าเ็า
“พวกเ้าสองคนค่อยพูดกันก็ได้ เรามาเพื่อเปิดรับศิษย์ใหม่ของสำนักอย่าลืมซิ”เสียงหวานดังขึ้นทำให้อารมร์อันร้อนรุ่มของชายทั้งสองค่อยๆเย็นลง
“ถูกตามที่ผู้าุโหนิงฮวากล่าวแล้ว”เสียงของชายในชุดขาวดังขึ้นบ้าง
“นึกว่าผู้าุโิยู่จะไม่สนใจการกระทบกระทั่งกันของพวกเขาเสียแล้ว”หนิงฮวาเอ่ยขึ้นด้วยการเอื้อนเอ่ยของนางยิ่งน่าหลงใหลเพิ่มเข้าไปอีก
“มิตรสหายใกล้ชิดย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงกระทบกระทั่งเป็ธรรมดาเพียงแต่ตอนนี้มาเพื่อรับศิษย์ใหม่ใยต้องทำให้ขายหน้าเล่า”
ผู้าุโิยู่กล่าวขึ้น
“เ้า!!”
ผู้าุโจงคุนและผู้าุโเจาเจียวจิ้นร้องขึ้นมาพร้อมกัน แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรทำได้เพียงกลืนความไม่พอใจลงไปในท้องพวกเขามาทำการรับสมัครศิษย์ใหม่จะให้เสียเื่มิได้
ฉับพลันพวกเขาทั้งสี่ นำเอากระโจมใหญ่ของแต่ละคนวางไว้ที่กลางจตุรัสกระโจมแต่ละหลังสวยงามยิ่งนักโดยเฉพาะกระโจมสีชมพูที่ประดับด้วยดอกไม้นานาพันธุ์เป็ของผู้าุโหนิงฮวาหน้ากระโจมเขียนไว้ว่า
“สำนักดรุณีบุปผา”
“โอ้!!
นางคือคนของสำนักดรุณีบุปผาหรือนี่”ผู้คนต่างพากันพูดคุยอย่างตื่นเต้นถึงสิ่งที่พบเห็น
จากนั้นกระโจมสีน้ำเงินเข้มประดับด้วยกระบี่ก็มีการเคลื่อนไหว
“สำนักกระบี่ครอง์”
“นั่นกระโจมนั้นเป็ของคนจากสำนักกระบี่ครอง์สำนักอันดับหนึ่งของอาณาจักรต้าตง”
เมื่อทุกคนมองไปที่กระโจมสีแดงก็พบกับดาบมากมายประดับไว้อย่างสวยงาม
“นั่นคือกระโจมของสำนักดาบเพลิง์”
กระโจมสุดท้ายมีสีเขียวสดใสราวป่าเมื่อต้องฝนเขียวชอุ่มไปทั้งูเามีธงทิวปลิวไสวประดับประดา
“นั่น! กระโจมของสำนักตงหยาง”
“ช่างสวยงามจริงๆ” คนที่อยู่รอบๆต่างพากันวิจารณ์เหตุการณ์นี้ต่างๆนานา
เมื่อได้จัดการทุกอย่างแล้วผู้าุโทั้งสี่ออกมายืนที่หน้ากระโจมของตน
“สี่สำนักใหญ่แห่งต้าตงรับสมัครศิษย์ใหม่ ณ บัดนี้”
เสียงที่เต็มไปด้วยพลัง ดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองตงเฟิงการประกาศนี้ทำให้เกิดความตื่นตัวเป็อย่างมากการเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ของสี่สำนักใหญ่จะทำการเปิดรับปีเว้นปีซึ่งการเปิดรับตรงกับปีนี้พอดี
กฏการสมัครผู้ที่จะสมัครได้ต้องมีระดับการบ่มเพาะขั้นต่ำที่ระดับนักยุทธ์ขั้นเจ็ดอายุไม่เกินสิบหกปี ไม่จำกัดชายหญิง เว้นแต่ สำนักดรุณีบุปผา ที่รับเอาเฉพาะศิษย์ที่เป็หญิงสาวเท่านั้น
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในเกณฑ์การสมัครต่างพากันเดินทางมาสมัครเข้าสำนักที่ตน้าไม่ขาดสายเพราะเวลาสมัครนั้นเพียงสามชั่วยามเท่านั้น
วิธีการสมัครก็เพียงแต่หยิบเอาป้ายที่มีคำว่าผู้สมัครไปถือไว้ก็เป็อันเรียบร้อย แต่สามารถสมัครได้แค่สำนักเดียวเท่านั้นหากว่าใครกล้าไปสมัครที่อื่น ป้ายในมือจะะเิเป็สัญญาณเตือนว่าคือคนที่ถือครองป้ายสมัครสำนักอื่นมาก่อนแล้วและเมื่อถูกจับได้โทษคือทำลายการบ่มเพาะสถานเดียว
ผู้ฝึกยุทธ์หลายหมื่นคนต่างพากันมาสมัครบางคนก็ดีใจร้องะโโลดเต้นเพราะได้รับป้ายผู้สมัคร บางคนโศกเศร้าเสียใจที่ไม่อาจคว้าโอกาสนี้เอาไว้ได้แต่บางคนชีวิตสูญสิ้นทุกสิ่งโดนทำลายการบ่มเพาะเนื่องจากใจกล้าโกงการรับสมัคร
จ้าวเฟยหลงตัดสินมาสมัครเช่นกันตอนนี้สถานการณ์ในตระกูลจ้าวนับว่ามั่นคงแล้วตัวเขาเองก็ต้องก้าวเดินหน้าต่อไปในเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน เขามาถึงจัตุรัสตอนใกล้จะหมดเวลา
ตอนนี้เขายืนอยู่หน้ากระโจมทั้งสี่ ชั่งใจของตนว่าเขาจะสมัครเข้าสำนักใดดีแต่ที่แน่ๆ เขาเข้า สำนักดรุณีบุปผาไม่ได้แน่นอนจึงเหลือเพียงสามสำนักเท่านั้นที่สามารถสมัครได้
ตอนนั้นเองสายตาเหลือบไปมองคนด้านข้างที่เดินมาถึงภายหลังเขา
“เป็พวกเ้าสองคน” หญิงสาวทั้งสองคนหันมาประสานมือทำความเคารพ
“ซาหนิงเหมยคารวะคุณชายจ้าว”
“ลี่ซูเจียง คารวะคุณชายจ้าว”
พวกนางไม่กล้าละเลย จ้าวเฟยหลงแม้แต่น้อยความยิ่งใหญ่ของเขาติดตรึงอยู่ในใจของพวกนางไปแล้ว
“ไปเถอะ และขอให้พวกเ้าโชคดี”จ้าวเฟยหลงเอ่ยปาก
พวกนางตะลึงไปชั่วขณะที่ได้ยินจ้าวเฟยหลงอวยพรเพราะไม่ได้คิดเลยว่าจ้าวเฟยหลงจะใส่ใจพวกนางขนาดนี้
“อื้ม!!”
ทั้งสองคนตอบรับแล้วเดินไปทางกระโจมของสำนักดรุณีบุปผา ผ่านไปราวครึ่งเค่อหญิงสาวทั้งสองต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มเดินออกมาจากกระโจม
“ยินดีด้วยกับพวกเ้าด้วย”จ้าวเฟยหลงเอ่ยแสดงความยินดี
“ขอบคุณ คุณชายจ้าว”หญิงสาวทั้งสองคนกล่าวขอบคุณ
เมื่อหญิงสาวทั้งสองเดินจากไปจ้าวเฟยหลงก็หันมามองกระโจมของสามสำนักสำนักกระบี่ครอง์ สำนักดาบเพลิง์และสำนักตงหยาง สามสำนักที่เหลือ
สำนักอันดับหนึ่งของอาณาจักรต้าตงคือ สำนักกระบี่ครอง์มีอิทธิพลกว้างขวางลูกศิษย์หลายหมื่นคน
อันดับที่สองคือสำนักดาบเพลิง์ตอนนี้อิทธิพลอาจไม่เท่ากับสำนักกระบี่ครอง์แต่ก็มีความใกล้เคียงกันมากวิชายุทธ์เน้นทางสายดาบซึ่งเหมาะกับเขาที่เป็นักดาบพอดี
ส่วนอันดับสี่คือสำนักตงหยางแม้หนึ่งหมื่นปีก่อนจะรุ่งเรืองเป็อย่างมากเพราะบรรพชนผู้ก่อตั้งเป็ตำนานยิ่งใหญ่ระดับบรรพชนยุทธ์ขั้นเก้าตะลุยปราบทั่วทั้งทวีปบูรพา ชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกลเป็ที่ครั่นคร้ามไปทั่วทั้งทวีปคนๆนั้นมีนามว่า ิเทียนอี้แต่ต่อมาภายหลังผู้สืบทอดมิอาจคงความยิ่งใหญ่ของสำนักได้ตลอดรอดฝั่งทำให้สำนักตกต่ำลงจนเป็ที่สี่ของสี่สำนักใหญ่แห่งอาณาจักรต้าตง
ขณะที่จ้าวเฟยหลงจะก้าวเท้าไปสมัครนั้นรถม้าคันใหญ่ตกแต่งอย่างหรูหราก็วิ่งเข้ามาที่หน้ากระโจมอย่างอุกอาจ
“หลบไปเ้าคนชั้นต่ำอย่าได้ขวางทางรถม้าตระกูลมู่”
เสียงของคนขับรถม้าตวาดเสียงดังลั่นไปที่จ้าวเฟยหลง
“พวกเ้าจะไปที่ไหนมันเกี่ยวอะไรกับข้า”
จ้าวเฟยหลงเองก็ไม่พอใจเหมือนกันที่รถม้าวิ่งเข้ามาไม่มีปี่มีขลุ่ยจนเกือบจะชนเขา
“อะไรกันเ้าหนุ่มคนนั้นกล้าโต้เถียงกับคนตระกูลมู่ด้วยหรือไม่รู้หรือไงตระกูลมู่คือหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของแคว้นิโจว”
เสียงผู้คนเซ็งแซ่ขึ้นหลังเห็นการปะทะคารมของจ้าวเฟยหลง
“มู่กัง มีอะไร”เสียงที่ทรงอำนาจดังขึ้นมีร่องรอยของความไม่พอใจในนั้น
“เรียนนายน้อย มีสวะชั้นต่ำมาขวางทางโปรดรอสักครู่ข้าจะไปจัดการไม่ให้อยู่เคืองสายตาของนายน้อย”
“อืม!” เสียงบอกความเบื่อหน่ายดังขึ้น
แต่ก่อนที่มู่กังจะได้ลงมือกับจ้าวเฟยหลงประตูกระโจมสำนักกระบี่ครอง์ ก็เปิดออก ผู้าุโเจาเจียวจิ้นก้าวออกมาแล้วรีบเดินไปที่รถม้า รีบกล่าวทักทายคนบนรถม้า
“ไม่ทราบว่าคุณชายมู่จะมา ไม่ได้ออกมาต้อนรับต้องขออภัยด้วย”
แม้จะเป็ผู้าุโของสำนัก แต่อีกคนคือคุณชายของตระกูลใหญ่ของแคว้นหากตนเองสามารถผูกไมตรีกับคุณชายคนนี้ได้ ชีวิตเขาก็จะสุขสบายไปทั้งชาติ
“มิกล้าๆข้าต่างหากมาโดยไม่แจ้งเสียมารยาทแล้ว”
มู่หงเฉิงออกมาจากรถม้าแล้วประสานมือคารวะาุโ แต่น้ำเสียงไม่ได้เสียใจเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ทราบว่าคุณชายมู่้าสมัครเข้าสำนักใด” เจาเจียวจิ้นถามขึ้นอย่างเอาอกเอาใจ
“แน่นอนว่าจิตใจของข้ามุ่งหวังที่จะได้เข้าสำนักกระบี่ครอง์อันยิ่งใหญ่อยู่แล้ว” มู่หงเฉิง ตอบ
“ฮ่าๆๆ คุณชายมู่สายตากว้างไกลหากเข้าสำนักกระบี่ครอง์ แน่นอนว่าท่านต้องมีอนาคตก้าวหน้าไร้ขอบเขต”
เจาเจียวจิ้น หัวเราะเสียงดังราวจะป่าวประกาศให้คนรู้ว่าสำนักของเขากำลังจะได้รับลูกศิษย์ที่ทรงอิทธิพลอีกคนแล้ว
มู่หงเฉินเหลือบมองไปที่จ้าวเฟยหลงที่อยู่ด้านข้างแล้วพูดขึ้น
“ท่านผู้าุโเจา สำนักกระบี่ครอง์เป็ถึงสำนักอันดับหนึ่งของอาณาจักร คงไม่รับคนทั่วๆไปให้เสื่อมเสียใช่หรือไม่”
เจาเจียวจิ้นมีหรือจะมองเจตนาของมู่หงเฉินไม่ออก จึงยืดตัวตรงกล่าวด้วยเสียงดังหนักแน่น
“สำนักกระบี่ครอง์คือสำนักอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรอันดับหนึ่งย่อมไม่ตาถั่วรับลูกศิษย์ที่ไร้ค่าอยู่แล้ว” พูดพลางมองไปที่จ้าวเฟยหลง
“จบเห่แล้วเ้าหนุ่มนั้นคงจะไม่สามารถเข้าสำนักกระบี่ครอง์ได้อีกต่อไป”
“เฮ้อ! ยุ่งกับใครไม่ยุ่งดันไปทำให้คุณชายตระกูลมู่แห่งิโจวโกรธเข้า”
ผู้คนในจัตุรัสที่ยืนดูอยู่ต่างพูดคุนกันถึงเื่นี้เสียงเซ็งแซ่พากันสงสารในชะตากรรมของจ้าวเฟยหลง
จ้าวเฟยหลงหาได้ใส่ใจกับตัวละครเหล่านี้ที่มาแสดงอยู่กลางจัตุรัสไม่เดิมทีเขาก็คิดสมัครเข้าสำนักกระบี่ครอง์เช่นกัน แต่เมื่อเห็นสภาพของคนสำนักนี้แล้วจ้าวเฟยหลงก็รู้สึกว่าสำนักนี้คงเน่าเฟะภายหน้าไม่เหมาะที่จะส่งเสริมเขาด้านการฝึกยุทธ์เป็แน่นี่จึงเป็การช่วยตัดสินใจเลือกสำนักให้แก่จ้าวเฟยหลงพอดี
เขามองไปที่กระโจมสีเขียวของสำนักตงหยางแล้วเดินเข้าไปเพิกเฉยต่อมู่หงเฉิง และเจาเจียวจิ้นอย่างสิ้นเชิง
“หึ! ไอ้คนอวดดีแล้วเ้าต้องเสียใจ” มู่หงเฉิงพูดแล้วเดินเข้าไปที่กระโจมสีน้ำเงินเพื่อรับป้ายสมัครของตน
เมื่อเดินเข้าไปในกระโจมจ้าวเฟยหลงพบ ผู้าุโจงคุนนั่งรอรับสมัครที่โต๊ะของเขา ซึ่งตอนนี้กำลังคุยกับคนๆหนึ่งที่หันหลังให้เขา
ภายในกระโจมอากาศอบอุ่นมีกลิ่นหอม “กลิ่นหอมนี่!” จ้าวเฟยหลงรู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่ง
เมื่อจงคุนมองเห็นจ้าวเฟยหลงเดินเข้ามาจึงกล่าวออกมาด้วยเสียงหนักแน่นแต่ก็ฟังแล้วรู้สึกไม่กดดัน
“ยินดีต้อนรับหากเ้า้าก้าวหน้าด้านการฝึกตนและบ่มเพาะสำนักตงหยางจะสนับสนุนเ้าอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ฟังแล้วจ้าวเฟยหลงรู้สึกว่าตนเองพบแล้วว่าทำไมสำนักตงหยางถึงได้ตกต่ำลงทุกที สำนักนี้มันช่างไร้แรงบันดาลใจเสียจริงๆตอนนั้นเขาอยากหันหลังกลับไปสำนักดาบเพลิง์แต่ใจหนึ่งก็ยังยึดติดกับผู้ยิ่งใหญ่อย่างิเทียนอี้อยู่
ขณะที่ลังเลอยู่นั้นร่างบอบบางทรงเสน่ห์ก็หันกลับมามองเขาเมื่อสายตาประสานกันต่างตกตะลึงทั้งสองฝ่าย
เพราะหญิงสาวที่เขามองอยู่ขณะนี้คือ ฉีหนิงเฟิ่ง ผู้าุโของหอการค้าเทียนเจิน เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ส่วนฉีหนิงเฟิ่งเองก็เกิดความสงสัย ชายหนุ่มคนนี้แม้พึ่งพบเจอเหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยยิ่งนักนางสำรวจเขาไปั้แ่หัวจรดเท้า เสร็จแล้วก็ยิ้มจากนั้นหันไปพูดคุยอีกเล็กน้อย ก่อนเดินออกไป นางคารวะผู้าุโจงคุน
เมื่อเดินผ่านจ้าวเฟยหลงนางชำเลืองมองเขากลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์ของนางก็ลอยเข้าไปในจมูกพร้อมเสียงหวานๆชวนเคลิบเคลิ้ม
“เจอจนได้นะพ่อค้าสัตว์อสูร”
แล้วก็เดินออกไปจากกระโจมทิ้งให้จ้าวเฟยหลงตัวแข็งทื่อไม่คาดคิดว่าจะถูกจับได้เร็วขนาดนี้
“เหตุใดนางถึงรู้ได้นะ”จ้าวเฟยหลงเอามือเกาหัวอย่างงงๆพลันสายตามองเห็นแหวนที่นิ้วของตน
จ้าวเฟยหลงแทบอยากตัดนิ้วของเขาทิ้งแหวนที่ตนเองสวมนั้นทั้งเมืองตงเฟิงไม่มีทางหาได้อีกแล้วนอกจากเขาแล้วจะเป็ใครอีกที่มีคิดแล้วก็น่าเขกกะโหลกจริงๆหลังจากที่ปรับอารมณ์ของตนเองได้เขาก็เดินเข้าไปที่โต๊ะของจงคุน
“คารวะท่านผู้าุโ ข้าน้อยจ้าวเฟยหลง ชาวเมืองตงเฟิง ขอสมัครเป็ศิษย์สำนักตงหยางขอรับ”
จงคุนมองเห็นท่าทางอ่อนน้อมและตั้งใจของจ้าวเฟยหลงก็รู้สึกพอใจอย่างมากแต่เมื่อครู่นี้เขาเห็นท่าทีของฉีหนิงเฟิ่งคล้ายจะรู้จักชายหนุ่มคนนี้จึงรู้สึกสนใจจ้าวเฟยหลงมากขึ้น
“หยิบป้ายสมัครของเ้าเสีย มันจะเป็สิ่งที่พาเ้าเข้าสู่สำนักเพื่อรับการทดสอบแล้วก็...อย่าหักโหมละไม่ได้ก็อย่าฝืน”
จ้าวเฟยหลงเดินไปที่โต๊ะแล้วหยิบป้ายคำสั่งมาหนึ่งป้าย
“ขอถามท่านผู้าุโแค่หยิบป้ายเพียงเท่านี้หรือ” ตัวเขาคิดว่าจะมีการทดสอบที่หนักหนากว่านี้เสียหน่อย
ผู้าุโจงคุนมองจ้าวเฟยหลงด้วยสายตาตื่นตะลึง เขาทำหน้าที่รับสมัครศิษย์มามากมายไปมาแล้วทั่วทั้งอาณาจักร พบเจอเื่ประหลาดมาก็เยอะแต่เด็กหนุ่มคนนี้เพียงแค่เดินดุ่มๆเข้ามาหยิบป้ายเฉยๆพร้อมสีหน้าเคลือบแคลงใจต้องรู้ก่อนว่าป้ายเหล่านี้ถูกประทับด้วยค่ายกลพิเศษเพื่อเป็การทดสอบผู้สมัครหากขั้นการบ่มเพาะไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่อาจสามารถแม้แต่จะแตะต้องได้
แต่หากพลังถึงเกณฑ์ก็จะต้องถูกทดสอบพลัง เขาเ่าั้ต้องต่อสู้กับพลังของค่ายกลในการหยิบป้ายทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องออกแรงอย่างสุดกำลังอาจมีบางคนที่แพ้พ่ายต่อพลังของค่ายกลถึงขนาดต้องาเ็สาหัสก็มีน่าแปลกยิ่งนักที่เด็กหนุ่มคนนี้ หยิบป้ายราวกับหยิบขนมจากถ้วยอย่างไรอย่างนั้น
“ฮ่าๆๆๆนี่ข้าคงได้พบเจออัจริยะเข้าให้แล้ว” จงคุนหัวเราะในใจ
“หนุ่มน้อยเ้าชื่ออะไร”จงคุนไม่ตอบคำถามของจ้าวเฟยหลง ทำให้จ้าวเฟยหลงรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาถาม
“เรียนท่านผู้าุโข้าน้อยมีนามว่าจ้าวเฟยหลงขอรับ” จ้าวเฟยหลงเห็นท่าทางของจงคุน จึงมิอาจเสียมารยาท
“ข้าชื่อว่าจงคุนเ้าเรียกข้าว่าผู้าุโจงก็ได้” จงคุนแนะนำตัวเอง
“ผู้น้อยคารวะผู้าุโจง”จ้าวเฟยหลงประสานมือคารวะอีกครั้ง
“ไม่ต้องมากพิธี” จงคุนกล่าว
“ขอบคุณผู้าุโจง”
จ้าวเฟยหลงรู้สึกชื่นชอบผู้าุโจงคุนนี้เพราะว่าเขาไม่เย่อหยิ่งถือตัวเหมือนผู้ที่อยู่ระดับจ้าวยุทธ์ทั่วไประดับจ้าวยุทธ์คือผู้ที่สามารถแสดงพลังของฟ้าดินได้อย่างทรงพลัง เรียกลมเรียกฝนได้มองผู้คนธรรมดา นักยุทธ์หรือจอมยุทธ์เหมือนมดแมลง
“เมื่อเ้าได้รับป้ายแล้วจงเดินทางไปที่สำนักตงหยางภายในสามเดือนจากนี้ ส่วนวิธีการเดินทางก็แล้วแต่เ้า แต่จงจำไว้ว่าสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จคือมีชีวิตรอดไปให้ถึงสำนักเพราะป้ายนั้นคือสิ่งที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเ้าไปตลอดกาลราคาของมันไม่อาจตีเป็ตัวเงินได้ดังนั้นผู้คนต่าง้าเพื่อให้ได้สิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกเพราะฉะนั้นระวังตัวให้ดี”
จ้าวเฟยหลงเดิมทีคิดว่าเมื่อได้รับป้ายสมัครมาเส้นทางสู่สำนักตงหยางก็จะเปิดออกแต่กลายเป็ว่าในมือของเขาเป็ดั่งเผือกร้อนที่พร้อมจะเผามือของเขาให้ไหม้เกรียมแต่เขาก็หาได้ไหวหวั่นเพราะเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์ย่อมไม่มีหนทางที่เรียบง่ายตรงข้ามมันเต็มไปด้วยอุปสรรคน้อยใหญ่เต็มไปหมด
“ข้าน้อยทราบแล้ว และจะไปให้ทันในสามเดือนอย่างแน่นอน”จ้าวเฟยหลงประสานมือคารวะกล่าวอำลาแล้วจึงเดินกลับออกมา
“หวังว่าจะได้พบเ้าที่สำนักตงหยางนะ”
จงคุน นึกในใจ หากเมล็ดพันธุ์ที่ดีขนาดนี้ต้องตกตายไประหว่างทางก็น่าเสียดายเป็อย่างยิ่งเพราะการเดินทางไปสำนักคือบททดสอบแรกของคนที่้าสมัครเป็ศิษย์ของสำนักตงหยาง
นี่เป็การทดสอบความแข็งแกร่งทางกายและจิตใจด้วยระยะทางที่ยาวไกล สภาพแวดล้อมที่ทุรกันดาร อันตรายรอบด้าน ผู้ที่มาถึงสำนักจึงถือว่ามีคุณสมบัติที่จะเข้ารับการทดสอบเพื่อเป็ศิษย์
จ้าวเฟยหลงเดินออกมาจากกระโจมก็พบมู่กังและมู่หงเฉิง สองนายบ่าวตระกูลมู่อยู่ด้านนอกอันที่จริงแล้วเขาลืมสองคนนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่นึกว่าทั้งสองยังอยู่ที่อีก
“ไอ้สวะ หยุดเดี๋ยวนี้ คุกเข่าลงแล้วขอโทษคุณชายมู่เสียบางทีคุณชายของข้าอาจมีเมตตาปล่อยเ้าไป”
เสียงดังของมู่กังตวาดมาที่จ้าวเฟยหลง แต่จ้าวเฟยหลงหาได้สนใจไม่ยังคงเดินต่อไป