บทที่ 33 ร่างธาตุไฟ (100%)
สำนักตะวันเดือด....เมื่อซ่งกวงพาเหล่าศิษย์เอกทั้งห้ากลับมาจากการล่าสมุนไพร วั่งซานก็รีบมาแบกศิษย์รักของตัวเองกลับไปที่เขาเงาตะวันทันที ตั้งแต่ศิษย์รักกลับมา ชายชราบ้าไม่ถามถึงสมุนไพรเลยแม้แต่คำเดียว เขาให้ซู่หลันย่างเนื้อให้กินทุกมื้อ เมื่อกินอิ่มก็นอนหลับทันที“อาจารย์ ท่านกินเนื้อย่างทุกมื้อมาหลายวันแล้ว ยังไม่เบื่ออีกหรือไง” ซู่หลันเอ่ยถาม ขณะย่างเนื้อกวางขนแดงให้วั่งซานเป็นอาหารมื้อเย็น“ข้าไม่เบื่อ ลูกเต่าโง่เง่าทิ้งอาจารย์คนดีไปตั้งหลายวัน อาจารย์คนดีเกือบหิวตาย ลูกเต่าโง่เง่าต้องชดใช้ ฮี่ ๆ”ซู่หลันได้ฟังคำบ่นของอาจารย์บ้า ก็ได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างปลง ๆ เพราะผู้มีพลังระดับเทพยุทธ์ขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องกินอาหารเหมือนคนปกติ เนื่องจากร่างกายเปลี่ยนสภาพเป็นร่างทิพย์ ใช้การดูดซับพลังแทนการกินอาหาร และชายบ้าผู้นี้ก็มีพลังยุทธ์อยู่ในระดับอริยะเทวะ แต่กำลังบ่นว่าตัวเองโดนทิ้งจนเกือบหิวตาย“น้องสาวข้าที่เป็นศิษย์เอกของอาจารย์เหว่ยจง มีระดับวรยุทธ์สูงกว่าข้าตั้งหนึ่งขั้น ถ้าท่านยังมัวแต่กินกับนอนอยู่แบบนี้ คงจะกลายเป็นอาจารย์ขี้แพ้แทนอาจารย์คนดีแน่ ๆ”“หน็อย ๆ ๆ ข้าเก่งกว่าไอ้แก่เหว่ยจงตั้งเยอะ ข้าเป็นอาจารย์คนดี เป็นอาจารย์คนดีที่เก่งกาจมากด้วย ฮี่ ๆ”วั่งซานลุกขึ้นกระโดดโลดเต้น ร้องโหวกเหวกโวยวายราวกับเด็กห้าขวบ ซู่หลันต้องส่งเนื้อน่องที่ย่างสุกแล้วยื่นให้ เสียงโวยวายจึงเงียบลงคำพูดบ่นของซู่หลันได้ผลดีเกินคาด ค่ำคืนนั้นวั่งซานในภาคปกติ ได้เอ่ยขอสิ่งที่ซู่หลันล่าได้จากหุบเขาสมุนไพร เด็กหนุ่มส่งต้นน้ำแข็งหยกห้าต้น ผลึกวิญญาณธาตุไฟสองก้อน และสมุนไพรวิญญาณอีกยี่สิบห้าต้นให้วั่งซาน“คิดไม่ถึงว่าเจ้า จะสามารถล่าต้นน้ำแข็งหยกกลับมาได้ครบตามจำนวน เจ้าคงไม่ได้เข้าร่วมล่ากับศิษย์ในสำนักกระมัง” วั่งซานเอ่ยถาม“ข้าไปร่วมล่ากับกลุ่มน้องสาวขอรับ”ซู่หลันตอบเพียงสั้น ๆ วั่งซานก็เข้าใจทุกอย่าง มีจอมเวทร่วมล่าด้วย ก็ไม่ใช่เรื่องยากในการล่าสมุนไพรที่มีพลังจิต และเพราะความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างพี่น้อง ศิษย์หนุ่มจึงได้สมุนไพรล้ำค่ามาครอบครองมากเช่นนี้วั่งซานนำเตาหลอมยาใบเล็กสีดำออกมาจากถุงวิเวทใบเก่าที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อ ต้นน้ำแข็งหยกถูกเปลวเพลิงวิญญาณที่ปลดปล่อยออกมาจากฝ่ามือ ขจัดสิ่งปนเปื้อนออกจนสิ้นแก่นแท้ต้นน้ำแข็งหยกห้าต้นกับผลึกวิญญาณธาตุไฟระดับสูงห้าก้อน ถูกโยนเข้าไปในเตาหลอม“ฟู่..ฟู่....” เสียงเปลวเพลิงพลังวิญญาณอันกล้าแกร่งที่ออกมาจากฝ่ามือชายชรา กำลังหลอมรวมสิ่งที่อยู่ในเตาหลอมเข้าด้วยกัน ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ยาวิเศษก็ก่อรูปร่างได้สำเร็จเม็ดยาสีแดงสลับขาว ผิวเรียบเนียนเปล่งประกายเรืองแสงจาง ๆ จำนวนสามสิบเม็ด ส่งกลิ่นหอมอยู่ในเตาหลอมยา วั่งซานพยักหน้าพอใจกับผลงานของตนเอง“อาจารย์ ท่านเป็นอาจารย์คนดีที่เก่งกาจมากจริง ๆ ด้วยขอรับ” ซู่หลันเอ่ยชมอาจารย์ตนด้วยความจริงใจ เขานึกไม่ถึงชายชราผู้นี้ นอกจากมีวรยุทธ์สูงส่งแล้ว ยังสามารถหลอมยาวิเศษได้อีกด้วย“บางครั้งความเก่งกาจและความไว้ใจใครที่มากเกินไป ก็นำภัยร้ายมาสู่ตน เช่นข้า..ที่โดนเวทคำสาปจนกลายเป็นคนกึ่งบ้ากึ่งดี และอาจต้องอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ไปตลอดกาล” วั่งซานพูดเสียงเบาจนเหมือนเสียงกระซิบ“อาจารย์ ในอนาคตน้องสาวข้าจะต้องเป็นจอมเวทที่เก่งกาจ นางจะถอนคำสาปให้ท่าน และข้าจะพาท่านออกไปจากหุบเขาเงาตะวันเองขอรับ” ซู่หลันเอ่ยอย่างหนักแน่น“ถ้าอยากจะช่วยข้าให้หลุดพ้นจากคำสาปร้าย เจ้าจงตั้งใจฝึกวรยุทธ์ที่ข้าจะถ่ายทอดนับแต่นี้ วิชาพยัคฆ์เพลิงแบ่งเป็นสามระดับ ถ้าเจ้าฝึกสำเร็จทั้งสามขั้นภายในหนึ่งปี ท่านผู้นั้นอาจจะช่วยถอนคำสาปให้ข้าตามสัญญา”“ข้าจะตั้งใจฝึกอย่างสุดความสามารถขอรับ”แม้ซู่หลันจะไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นของอาจารย์คือใคร แต่เขาก็รับปากว่าจะตั้งใจฝึกอย่างเต็มที่ เพราะเขาเองก็อยากสำเร็จวิชาพยัคฆ์เพลิงไว ๆ จะได้กลับไปหาน้องสาวกับท่านตาท่านยายอาจารย์บ้าส่งยาให้เขาเม็ดหนึ่งและสั่งให้กลืนยาลงไป เมื่อยาวิเศษถูกกลืนลงท้อง ซู่หลันก็เกิดอาการเจ็บปวดไปทั่วร่างอย่างรุนแรงทันที เขาทิ้งกายนอนขดตัวอยู่บนพื้นอย่างทรมาน ภายในร่างคล้ายมีธารลาวาเหลวไหลไปตามเส้นเลือด ไอร้อนพุ่งเป็นควันขาวออกมาจากปากผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อความทรมานแสนสาหัสก็ค่อย ๆ ทุเลาลง ซู่หลันนอนยืดตัวตรงอย่างหมดแรง“การเปลี่ยนร่างกายธรรมดาให้กลายเป็นร่างธาตุไฟ ย่อมต้องเจ็บปวด ลองโคจรพลังปราณดู แล้วจะรู้ว่าคุ้มค่า”ซู่หลันปาดเหงื่อออกจากใบหน้า แล้วพยายามลุกขึ้นนั่งโคจรพลังตามคำสั่งของอาจารย์บ้า กระแสพลังอุ่นสบายไหลเวียนไปทั่วร่างแล้วซึมซาบเข้าสู่ไขกระดูก ความแข็งแกร่งที่สัมผัสได้ ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก“กินยาเพลิงวารีควบคู่ไปกับการฝึกวิชาพยัคฆ์เพลิง”“ขอรับ” แม้ความเจ็บปวดเมื่อครู่จะทำเอาเขาเกือบตาย แต่เขาก็คิดว่ามันคุ้มค่าที่จะแลก ความแค้นในอดีตของมารดา ยังรอให้เขาไปชำระเอาคืนอยู่ เขาจะต้องแข็งแกร่งเหนือกว่าศัตรูให้ได้ยาเพลิงวารีค่อย ๆ เปลี่ยนร่างกายเด็กหนุ่มเป็นร่างธาตุไฟ ที่สามารถปลดปล่อยเปลวเพลิงวิญญาณออกจากร่างได้ และเปลวเพลิงของซู่หลันก็มีความร้อนแรงมากกว่าเปลวเพลิงของวั่งซานมาก เพราะกินยาบำรุงพิเศษจากสมุนไพรวิญญาณทั้งยี่สิบห้าต้นคู่กับยาเพลิงวารี เมื่อซู่หลันเปลี่ยนร่างเป็นธาตุไฟโดยสมบูรณ์ การฝึกวิชาจึงเปลี่ยนมาฝึกภายในถ้ำ เพราะทุกกระบวนท่าล้วนมีเปลวไฟพุ่งออกมาจากเพลงหมัด หากยังฝึกในป่าเช่นเดิม ต้นไม้ในหุบเขาเงาตะวันคงกลายเป็นเถ้าถ่านจนหมดเขาวั่งซานสาธิตท่าเพลงหมัดให้ศิษย์รักดูเพียงสามรอบ แล้วขังศิษย์รักไว้ภายในถ้ำ และจะปล่อยออกมากินข้าวกินน้ำ ก็ต่อเมื่อศิษย์รักแสดงท่วงท่าเพลงหมัดได้อย่างถูกต้องการฝึกยุทธ์ตามวิถีคนบ้าที่แสนหฤโหดดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปเพียงหนึ่งเดือน ซู่หลันก็สำเร็จวิชาพยัคฆ์ขั้นที่หนึ่ง พลังหมัดเพลิงขั้นที่หนึ่งสามารถระเบิดก้อนหินขนาดใหญ่เป็นผุยผงได้ภายในพริบตา“เก่งมากไอ้ลูกเต่าศิษย์รัก เรามาฝึกวิชาขั้นที่สองกันเถอะ ต่อไปนี้อาจารย์คนดีจะไม่ฝึกแบบใจดีแล้วนะ เจ้าห้ามร้องไห้งอแงล่ะ ฮี่ ๆ”“ท่านเคยฝึกข้าแบบใจดีด้วยรึ? สวรรค์..ข้าจะตายก่อนสำเร็จวิชาจากอาจารย์บ้าไหมขอรับ”ในขณะที่วิถีชีวิตของสองศิษย์อาจารย์ภายในหุบเขาเงาตะวันดำเนินไปอย่างราบรื่น ภายนอกหุบเขาก็มีคนผู้หนึ่งกำลังรอคอยให้ซู่หลันสำเร็จวิชาลับของวั่งซานอย่างใจเย็นดวงตาลึกลับมีประกายเย็นยะเยือกปรากฏออกมา เมื่อมองไปที่หุบเขาเงาตะวัน ไอสังหารเข้มข้นกระจายตัวไปในอากาศ นกเค้าแมวยักษ์ที่เกาะบนกิ่งต้นสนใกล้หุบเขาเงาตะวัน โดนไอสังหารปลิดชีพอย่างน่าเวทนา“วันใดที่เจ้าสำเร็จวิชาพยัคฆ์เพลิง ข้าจะจับเจ้ามารีดเอาเคล็ดวิชาลับ ที่ไอ้แก่บ้าป้อนให้เจ้าจนหมดไส้หมดพุง หึ ๆ”