บทที่ 29 การเอาคืนที่สามสม
หลังจากออกจากศาลาว่าการในวันนั้นสีหน้าของหลินเสี่ยวเฉินไม่ได้มีเพียงความโกรธแต่ยังมีความเยือกเย็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปในดวงตาเด็กชายไม่ได้รีบร้อนลงมือทันทีเขารู้ดีว่าหากจะเล่นงานคนอย่างเผิงต้าคุนจะต้องทำให้เจ็บถึงรากไม่ใช่เพียงแค่สะใจชั่วครู่
หลายวันถัดมาเขาเริ่มขยับตัวอย่างเงียบเชียบใช้เวลาหลังเลิกงานเดินเข้าออกร้านอาหารในตัวอำเภอแทบทุกแห่งไม่ได้ไปในฐานะเด็กล้างจานธรรมดาแต่ไปในฐานะพ่อค้าขายผักเ้าใหญ่ที่ตอนนี้มีผักดีๆ อยู่เต็มมือเพราะชาวบ้านวัดเหลียนหนิวช่วยกันปลูก เขาพูดคุยกับเถ้าแก่แต่ละร้านอย่างสุภาพนำผักสดไปให้ดู ใบเขียวสด กรอบแน่น ราวกับเพิ่งเด็ดจากแปลงเมื่อครู่เดียวกลิ่นดินอ่อน ๆ ยังติดอยู่ตามก้าน
“ผักแบบนี้ ใน่แล้งแบบนี้เ้าหามาจากไหนกัน”เถ้าแก่ร้านหนึ่งหยิบขึ้นมาพลิกดู
หลินเสี่ยวเฉินเพียงยิ้มเล็กน้อยไม่ตอบตรง ๆ “ข้ามีวิธีของข้าแต่สิ่งสำคัญคือข้าสามารถส่งผักแบบนี้ให้ท่านได้ทุกวันในราคาไม่แพง”
ข่าวเื่ที่หลินอวี้หรานไม่ได้รับความเป็ธรรมจาการตัดสินคดีที่ศาลาว่าเมื่อหลาวันที่แล้วแพร่กระจายไปทั่วเมืองผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่พอใจอยู่แล้วกับการวางตัวกร่างของเผิงต้าคุนซึ่งมีเ้าเมืองหนุนหลังเมื่อได้เห็นผักสดคุณภาพดีอยู่ตรงหน้าพร้อมกับโอกาสที่จะไม่ต้องพึ่งพาผักเหี่ยว ๆจากต่างเมืองที่กว่าจะขนส่งมาถึงอีกและผักสดพวกนี้มาจากบ้านของหญิงสาวที่ถูกรังแกคนนั้นหลายร้านจึงตอบรับโดยแทบไม่ต้องคิดนาน
ข้อตกลงเกิดขึ้นทีละร้านสองร้าน สามร้าน จนในที่สุดเกือบทั้งเมืองก็ตกลงรับผักจากหลินเสี่ยวเฉินยกเว้นเพียงร้านเดียวคือร้านของเผิงต้าคุนเด็กชายตั้งใจเว้นเอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะไม่ให้เขาได้ผักไปแม้แต่ต้นเดียว
เมื่อเครือข่ายผักสดเริ่มเดินเครื่องร้านอาหารต่างๆ ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง อาหารเดิม ๆ ที่เคยจืดชืดกลับมีชีวิตชีวาขึ้นลูกค้าหลายคนเริ่มสังเกตได้
“ผัดผักร้านนี้วันนี้หอมกว่าทุกวันนะ”
“ใช่ ๆ กรอบด้วย เหมือนเพิ่งเก็บมาใหม่”
เสียงชื่นชมค่อยๆ สะสม กลายเป็กระแส ผู้คนเริ่มบอกต่อกันปากต่อปากร้านที่ใช้ผักจากหลินเสี่ยวเฉินแน่นขนัดขึ้นทุกวันในขณะที่ร้านของเผิงต้าคุนกลับเริ่มเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่เพียงเท่านั้นยังไม่พอคืนหนึ่งหลินเสี่ยวเฉินเรียกหวงหยางมาคุยด้วย วางแผนการอะไรบางอย่างคราวนี้เขาตั้วใจจะทำให้ร้านอาหารของเผิงต้าคุนไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกต่อไปเลย
“พรุ่งนี้ ข้าอยากให้เ้าหาคนสักคนหนึ่ง”
“หาไปทำอะไรหรือพี่เสี่ยวเฉิน”
หลินเสี่ยวเฉินกวักมือเรียกให้หวงหยางเข้ามาใกล้ๆ แล้วกระซิบแผนการทั้งหมดใส่หูของหวงหยางหวงหยางชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเข้าใจทันที ดวงตาเป็ประกายขึ้นมา “ข้าเข้าใจแล้วเื่นี้จัดการได้ไม่ยาก”
แผนการถูกดำเนินไปอย่างแเีชายคนหนึ่งที่ไม่มีใครคุ้นหน้าเข้าไปนั่งกินอาหารในร้านของเผิงต้าคุนแท้จริงแล้วเป็ลูกพี่ลูกน้องของหวงหยางที่โตกว่าเขาอยู่หลายปีเข้ากินไปได้ไม่นานก็เริ่มแสดงอาการผิดปกติ มือกุมท้องสีหน้าซีดเผือดก่อนจะลุกขึ้นโวยวายเสียงดัง
“โอ๊ย! อาหารนี่มันอะไรกัน เหตุใดข้ากินเข้าไปแล้วปวดท้อง”เสียงโวยวายดึงดูดสายตาผู้คนในตลาดอย่างรวดเร็ว
“หรือว่าของไม่สด?”
“ได้ยินมาว่า่นี้ร้านนี้หาของดีไม่ได้แล้ว”
เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นทีละน้อยแล้วขยายตัวเหมือนไฟลามทุ่งภายในเวลาไม่กี่วันข่าวลือก็แพร่ไปทั่วเมืองว่าร้านของเผิงต้าคุนใช้ของเน่าเสียว่ามีคนกินแล้วท้องเสีย ว่าร้านอื่นใช้ผักสดแต่ร้านนี้ใช้ของค้างคืน
ลูกค้าที่เคยแน่นร้านเริ่มหายไปทีละคนทีละคนจนเหลือเพียงโต๊ะว่างเปล่า เผิงต้าคุนเริ่มนั่งไม่ติด เขาทุบโต๊ะเสียงดังใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเขาไม่สามารถหาข้อแก้ตัวได้เพราะว่าเขาเองก็ใช้วัตถุดิบไม่มีคุณภาพจริง ๆ
“ต้องเป็เ้าเด็กพวกนั้นแน่ ๆ กับตาหลิวเฒ่านั่น ช่างกล้าดีนัก”เขากัดฟันแน่น
วันถัดมาเผิงต้าคุนนำลูกน้องหลายคนตรงไปยังร้านของเถ้าแก่หลิวในเวลานั้นร้านกำลังคึกคัก ลูกค้านั่งกันเต็มทุกโต๊ะ กลิ่นอาหารหอมฟุ้งไปทั่วเสียงหัวเราะและการพูดคุยดังต่อเนื่อง
ประตูร้านถูกผลักเปิดอย่างแรงเผิงต้าคุนก้าวเข้ามาพร้อมลูกน้อง สีหน้ามืดครึ้มจนบรรยากาศในร้านเงียบลงชั่วขณะ
หลินเสี่ยวเฉินที่กำลังยกถ้วยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะวางลงอย่างเบามือ
“เ้ามาทำอะไรที่นี่” เถ้าแก่หลิวถามเสียงเข้ม
เผิงต้าคุนไม่ตอบทว่าจ้องไปที่หลินเสี่ยวเฉินโดยตรง“เ้าตัวเล็ก...เ้าคิดว่าตัวเองเก่งนักหรือ กล้าเล่นงานข้าแบบนี้”
“ข้าไม่เข้าใจว่าท่านพูดถึงอะไร”หลินเสี่ยวเฉินเงยหน้าขึ้นมองผู้มาหาเื่สีหน้าของเขาสงบนิ่งเหมือนจะบอกว่าไม่กลัว
“ยังจะเสแสร้งอีก” เผิงต้าคุนก้าวเข้ามาใกล้“ข่าวลือพวกนั้นเ้าเป็คนปล่อยใช่หรือไม่”
ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากโต๊ะใกล้ๆ
“ข่าวลืออะไรกัน ข้าเพิ่งไปกินร้านเ้ามาเอง ยังไม่อร่อยเท่าร้านนี้เลย”ชายวัยกลางคนลุกขึ้นพูด น้ำเสียงไม่เกรงกลัว
“ใช่ผักก็เหี่ยว รสชาติก็แย่แล้วยังจะมาหาเื่ผู้อื่นอีกหรือ” อีกคนก็เสริม
จากนั้นเสียงสนับสนุนเริ่มดังขึ้นจากหลายโต๊ะ
“ร้านอื่นใช้ผักสดจริง ๆ พวกข้าเห็นกับตามีแต่ร้านของเ้านั่นแหละที่ยังใช้ผักเหี่ยว ๆ ผู้ใดอยากจะไปกินร้านของเ้ากัน”
“ของตัวเองไม่ดีแล้วจะโทษผู้ใดได้เห็นว่ามีคนไปกินแล้วท้องเสียก็คงเป็เื่จริงนั่นแหละ”
เผิงต้าคุนหันมองไปรอบๆ สีหน้าตึงเครียด ลูกค้าทั้งร้านไม่มีใครเข้าข้างเขาแม้แต่คนเดียวพวกพ่อครัวกับเสี่ยวเอ้อก็พากันเดินขึ้นมาข้างหน้าเตรียมพร้อมปะทะหากว่าพวกของเผิงต้าคุนลงมือ
เถ้าแก่หลิวก้าวออกมาข้างหน้า“ที่นี่ไม่ต้อนรับคนมาหาเื่ ถ้าไม่ได้เข้ามากินอะไรก็เชิญออกไป”
บรรยากาศตึงเครียดอยู่ครู่หนึ่งเผิงต้าคุนกัดฟันแน่น“พวกเ้าจำไว้ ข้าไม่ปล่อยให้เื่นี้จบง่าย ๆ แน่”
เขาสะบัดแขนหันหลังเดินออกไปลูกน้องรีบตามไปติด ๆ ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของผู้คนในร้าน
เมื่อประตูปิดลงเสียงพูดคุยก็กลับมาอีกครั้งราวกับพายุเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นหลินเสี่ยวเฉินก้มหน้าลงเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากแผนการของเขาเดินมาถึงจุดที่้าแล้วรอดูอีกไม่กี่วันคนอย่างผิงต้าคุนจะต้องถึงจุดจบอย่างแน่นอน
หลายวันต่อมาสถานการณ์ของร้านเผิงต้าคุนทรุดลงอย่างรวดเร็วไม่มีลูกค้า ไม่มีรายได้ แม้จะลดราคาแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปกินสุดท้ายประตูร้านที่เคยคึกคักก็ถูกปิดลง ป้ายไม้หน้าร้านแกว่งไกวเบา ๆ ตามแรงลมราวกับประกาศจุดจบของเ้าของมัน
ข่าวการปิดร้านแพร่ไปทั่วเมืองผู้คนต่างพูดถึงกันอย่างออกรส บางคนสะใจบางคนส่ายหน้าแต่ไม่มีผู้ใดรู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่ร้านอื่น ๆยังคงแน่นขนัดและร้านของเถ้าแก่หลิวยิ่งรุ่งเรืองกว่าเดิม