จวนแม่ทัพที่แต่ก่อนนี้เคยเป็จวนว่างเปล่า ทว่ายามนี้กลับคึกคักขึ้นมา เพราะว่าเ้าของจวนคนใหม่นั้นมากด้วยบารมี ผู้คนต่างอยากที่จะเข้าหา เพื่อมาผูกมิตรกับเขา ทำให้ฮูหยินและลูกๆ ของเขา พลอยได้รับไมตรีไปด้วย ยามนี้ซูเยว่ซินรู้ดี ว่าทุกคนที่เข้ามาล้วนแล้วแต่ก็มีเป้าหมาย ผู้ใดบ้างหว่านพืชจะไม่หวังผล ค้าขายจะไม่หวังกำไร ขุนนางเหล่านี้เองก็เช่นกัน ชีวิตก่อนนางไร้เดียงสาและซื่อเซ่อจนเกินไป ทำให้ตามคนไม่ทัน ไม่เคยคิดว่าคนที่เข้ามานั้นจะหวังผลประโยชน์อันใดจากนาง ทว่าในชีวิตนี้นางมิใช่สตรีที่เคยซื่อเซ่อ และไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนเหล่านี้อีกแล้ว
“บุตรีของท่านจะเข้าวัยปักปิ่นแล้วกระมัง”
ใต้เท้าจ้ง เ้ากรมการกลาโหมที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนท่านแม่ทัพซูเอ่ยถามออกมา เขามีบุตรชายคนรองในวัยไล่เลี่ยกันกับบุตรชายคนโตของท่านแม่ทัพ ทำให้เขานึกสนใจในตัวของบุตรีคนรองของท่านแม่ทัพขึ้นมา หากได้เกี่ยวดองกันจะดีเพียงใด
“อีกไม่กี่วันข้างหน้า ข้ากับฮูหยินก็จะจัดพิธีปักปิ่นให้นางแล้วขอรับ” ท่านแม่ทัพซูหารู้ไม่ ว่าท่านใต้เท้าจ้งนั้น แอบหมายตาบุตรีของเขาเอาไว้ให้บุตรชายคนรองของตน เขาจึงตอบออกมาตามความจริง
“โอ้…ดีจริง หากเป็เช่นนั้น นางก็เตรียมตัวออกเรือนได้แล้วกระมัง” ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มอยู่ก่อนหน้าของท่านแม่ทัพซูเปลี่ยนไปในทันใด ก่อนที่จะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเคร่งขรึมเ็าขึ้นอยู่หลายส่วน
“ยังหรอกขอรับ หากเป็เื่คู่ครอง ย่อมต้องให้บุตรชายคนโตแต่งภรรยาก่อน ข้าถึงจะวางใจให้บุตรีออกเรือนไป อีกทั้งยามนี้คงเอ๋อร์ก็หาได้สนใจในสตรีใดไม่ ข้าจึงคิดว่าเื่ออกเรือนของซินเอ๋อร์คงจะยังอีกยาวไกล”
คนฟังเข้าใจในทันที ว่าท่านแม่ทัพนั้นรักและหวงแหนบุตรีของตนมากเพียงใด ใต้เท้าจ้งหาได้โกรธเคืองอีกฝ่ายไม่ ที่อีกฝ่ายตอบเขาออกมาเช่นนี้ เพราะตามหลักการแล้ว บุตรชายคนโตย่อมต้องแต่งภรรยาเข้าเรือนก่อน อย่างที่ท่านแม่ทัพกล่าวจริงๆ
เื่ที่ท่านใต้เท้าจ้งหยิบยกมาพูดคุยในการพบปะครานี้ จึงถือเป็การเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีบุตรีอยู่ในวัยออกเรือน รีบเสนอตัวออกมาแทบจะทุกคน ทำให้ท่านแม่ทัพซูรู้สึกปวดศีรษะยิ่งนัก เขาจึงรีบบอกออกมาว่า เื่ของคู่ครองไม่ว่าจะเป็ของบุตรชายหรือบุตรสาว เขาย่อมให้ลูกๆ เป็ผู้ที่ตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง เขากับภรรยามีหน้าที่ให้คำปรึกษาและสนับสนุนลูกๆ เพียงเท่านั้น
คำพูดของท่านแม่ทัพทำให้ใต้เท้าทุกคนต่างพากันล่าถอยไป ทว่าภายในใจของแต่ละคน กลับรีบคิดแผนการที่จะทำอย่างไร ถึงจะให้บุตรสาวของพวกตน ได้อยู่ในสายตาของบุตรชายคนโตของท่านแม่ทัพ เพราะยามนี้คุณชายใหญ่สกุลซูนั้น ถือได้ว่าเป็ขุนนางหนุ่มอนาคตไกล วัยเพียงสิบหกปีก็ได้เป็ถึงรองแม่ทัพ ครั้นวัยสิบเจ็ดกลับได้รับตำแหน่งเป็ถึงรองหัวหน้าองครักษ์ในวังหลวงเสียแล้ว
หลังจากผู้มาเยือนทยอยกลับไปกันจนหมด ท่านแม่ทัพซูจึงได้โอกาสเดินกลับเข้าไปในเรือนซูอี้ ภาพของภรรยาที่นั่งพูดคุยกับบุตรีทำให้เขายิ้มแย้มออกมา ความขุ่นขึ้งพวกขุนนางจอมวุ่นวายก่อนหน้าค่อยๆ จางลงไป เขารีบเดินเข้าไปหาสตรีทั้งสอง ทว่ากลับต้องประหลาดใจที่มองเห็นชัดๆ ว่าบุตรีของเขา กำลังทำสิ่งใดอยู่ก็ทำให้เขานึกขัน จึงกล่าวหยอกเย้านางออกมา
“โอ้…มือเ้าเปลี่ยนมาถือเข็มกับด้ายก็ดูเข้าทีอยู่ไม่น้อย ว่าแต่ซินเอ๋อร์ของพ่อ เ้ากำลังปักลวดลายลูกเป็ดอยู่หรอกรึนั่น แต่เหตุใดถึงได้ขี้เหร่นักเล่า” ซูเยว่ซินได้ยินเช่นนั้นก็มองค้อนบิดา สาวรับใช้รอบกายพากันลอบยิ้มออกมา
แท้จริงแล้วงานเย็บปักเหล่านี้ ซูเยว่ซินมิได้มีฝีมืออ่อนด้อยอย่างที่แสดงออกมาเลยด้วยซ้ำ ในชีวิตก่อนนางนั้นมีฝีมือในด้านการเย็บปักอยู่ไม่น้อย เป็เพราะมารดาที่คอยเคี่ยวกรำนางอย่างหนัก หลังจากที่นางหายป่วยกลับมาจากค่ายทหาร ทำให้นางสามารถเย็บปักลวดลายต่างๆ ออกมาได้อย่างงดงาม
แม้แต่งานจัดการดูแลธุระภายในเรือน นางก็ไม่เคยบกพร่องในหน้าที่เลยสักครั้ง ทว่ายามที่นางออกเรือนไปแล้ว กลับมิเคยได้แสดงฝีมือในการดูแลเรือนหลังเลย มีเพียงแม่สามีเท่านั้นที่คอยดูแลทุกอย่างให้แทน ยิ่งคิดถึงเื่ราวในชีวิตก่อนก็ช่างน่าขันและรู้สึกสมเพชตนเองไม่น้อย นางหาได้เป็คนในครอบครัวของพวกเขาสองแม่ลูกมาั้แ่ต้น คนพวกนั้นเพียงแค่้าใช้ประโยชน์จากนาง นางที่เป็บุตรีของท่านแม่ทัพผู้เรืองอำนาจ
“ซินเอ่อร์….เ้าเคืองพ่อหรือ” เสียงของท่านแม่ทัพเรียกสติของซูเยว่ซินให้กลับคืนมา นางฉีกยิ้มตาหยีให้บิดาพลางส่ายหน้าไปมาก่อนกล่าว
“ก็มือของลูกจับแต่ดาบอยู่ในสนามรบตั้งสองปีกว่า งานเย็บปักเหล่านี้ก็มีแต่ชิงหลวนที่เป็ผู้ทำให้ อีกทั้งเพิ่งจะได้ร่ำเรียนกับท่านแม่เพียงไม่กี่วัน พวกเราก็ต้องย้ายจวนเข้ามาในเมืองหลวงกันแล้วนี่เ้าคะ จะให้ลูกปักลวดลายออกมางดงามได้เยี่ยงไรกัน” คำพูดของซูเยว่ซินทำให้มารดายิ้มกว้างออกมา ทว่าบิดากลับหัวเราะเสียงดัง
“ทำได้ถึงเพียงนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว ท่านพี่ล่ะก็…เหตุใดถึงต้องมาพูดจาหยอกเย้าให้ลูกต้องเขินอายด้วย" ซูฮูหยินกล่าวชมบุตรสาวออกมา พลางแสร้งตำหนิสามี ท่านแม่ทัพซูพยายามกลั้นหัวเราะ ก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งลงยังตั่งเตียงที่ยังว่างอยู่ สาวรับใช้รีบรินชาให้นายท่านอย่างรู้หน้าที่
ทั้งชิงหลัวและชิงหรงที่เพิ่งจะรู้ความจริงว่า คุณหนูรองเคยอยู่ในสนามรบกับท่านแม่ทัพนานเกือบสามปี อีกทั้งยังเคยจับดาบออกรบไม่ต่างจากบุรุษอีกด้วย ทำให้สาวรับใช้ทั้งสองรู้สึกตื่นเต้น พลางนึกชื่นชมอีกฝ่ายในใจ ว่าถึงแม้จะไม่ใช่สตรีที่เก่งเื่การเรือน ทว่ากลับมีความกล้าหาญเฉกเช่นบุรุษ สมกับที่มีสายเืของนักรบไหลเวียนอยู่ในกาย เห็นทีพวกนางคงดูเบาคุณหนูรองไม่ได้เสียแล้ว
“ท่านพ่อเ้าคะ…พิธีปักปิ่นของลูก ท่านพี่ใหญ่จะได้กลับมาหรือไม่เ้าคะ”
หากเป็ชีวิตก่อน พี่ชายของนางย่อมอยู่ร่วมพิธีปักปิ่นของนางด้วย เพราะว่าอีกฝ่ายยังคงอยู่ในตำแหน่งของรองแม่ทัพ หาได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าองครักษ์เฉกเช่นในชีวิตนี้ไม่ เื่นี้คือเื่ที่เปลี่ยนไปจากในชีวิตก่อนของนาง ในเมื่อเื่ราวมันเปลี่ยนไปเช่นนี้แล้ว นางจะยังได้พบกับเขาตามที่เคยคาดหวังเอาไว้อยู่หรือ
“เห็นส่งคนมาบอกว่าจะกลับมา แต่ทว่ามิอาจอยู่ร่วมงานเลี้ยงในจวนได้ ก็เขาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของเชื้อพระวงศ์ ไหนเลยจะออกมาได้ตามใจชอบ” ท่านแม่ทัพตอบบุตรสาวออกมา ในใจพลันนึกขุ่นเคือง
แม้ตระกูลซูของเขาจะดูเหมือนได้รับพระเมตตา แต่นี่ก็ไม่ต่างอันใดกับการที่ฮ่องเต้พาตัวบุตรชายของเขาไปเป็ตัวประกันอยู่ในวังหลวง คนภายนอกอาจจะมองว่า ซูเยว่คงได้รับพระเมตตาจากฝ่าา ถึงได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าองครักษ์ในวังหลวงมา ทว่าผู้ใดเลยจะรู้ดีไปกว่าเขา ว่าฝ่าากำลังคิดเห็นสิ่งใดอยู่ เพราะตระกูลซูเรืองอำนาจทางการทหารมายาวนาน มีชาวบ้านเคารพนับถืออยู่ทั่วแคว้น พระองค์ย่อมหวาดระแวงตระกูลซูเป็เื่ธรรมดา
เื่นี้เองซูเยว่ซินไม่ใคร่รู้นัก เพราะชีวิตก่อนนางไม่เคยสนใจเื่ราวเหล่านี้ นางเองก็มองเห็นเป็เช่นเดียวกับผู้อื่น ว่าเพราะความดีความชอบที่ตระกูลซูสร้างสมมา ทำให้ได้รับพระเมตตาจากฝ่าา ชีวิตก่อนนางใช้ชีวิตอย่างโง่งม ไม่คบหากับผู้ใดหลังจากได้คบหาสหายเพียงหนึ่งเดียว นางจึงทุ่มเทใจให้อีกฝ่าย โดยหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายเข้ามาหานางเพราะแผนการ และคอยกีดกันผู้ที่อยากจะมาผูกไมตรีกับนางให้ห่างไกล ครานี้มีหรือที่นางจะยอมแืดหูปิดตาแล้วคล้อยตามอีกฝ่าย ชีวิตก่อนผูกมิตร ชีวิตนี้ผูกแค้น
พิธีปักปิ่นของซูเยว่ซินถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ตามความ้าของนาง มีสตรีาุโจากตระกูลสวี ซึ่งเป็ตระกูลเดิมของมารดา ตระกูลซู และญาติดองที่พำนักอาศัยอยู่ในเมืองหลวง ที่เดินทางมาร่วมพิธี วันนี้ซูเยว่ซินแต่งกายด้วยเป้ยจึสีเหลืองอร่าม ดูงดงามตา ราวกับดอกเบญจมาศที่เพิ่งเบ่งบาน พลอยให้ผู้พบเห็นรู้สึกเพลินตาไปด้วย รอยยิ้มและท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน ของคุณหนูรองสกุลซู ทำให้ผู้าุโทั้งหลายรู้สึกเอ็นดูได้ไม่ยาก และพิธีปักปิ่นของนางก็ผ่านไปได้ด้วยดี
พี่ชายของนางมาเยือนตามที่เขาได้บอกบิดา ทว่าเขากลับพาบุรุษหนุ่มรูปงามกลับมายังจวนตระกูลซูด้วย ทั้งสองหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปในลานพิธีที่มีแต่สตรีาุโ แล้วหลบไปยังศาลากลางน้ำที่สามารถมองเห็นลานที่ใช้จัดพิธีอยู่แต่ไกลๆ เขาหันไปพูดคุยกับสหายข้างกายอย่างเป็กันเอง
“นั่นคือน้องหญิงรองของข้าเอง”
บุรุษหนุ่มข้างกายมองตามมือที่ชี้ไป หัวใจของชายหนุ่มพลันเต้นแรง ยามที่ได้เห็นใบหน้าของสตรีวัยแรกแย้ม ที่ยามนี้กำลังถูกรายล้อมด้วยเหล่าสตรีาุโ ใบหน้านางประดับไปด้วยรอยยิ้ม คิ้วโก่ง จมูกโด่ง ริมฝีปากจิ้มลิ้ม สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอร่ามขับผิวพรรณของนางให้น่ามองยิ่งขึ้น
“พวกเ้าห่างกันแค่สามปีเองรึ แล้วนอกจากเ้าและน้องสาวของเ้าแล้ว ท่านลุงกับท่านป้ายังมีทายาทผู้อื่นอีกหรือไม่” คุณชายใหญ่สกุลกู้ซักถามสหายออกมาด้วยความสนใจ ใคร่รู้
แม้เขาและอีกฝ่ายเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นานมานี้ แต่ทว่ากลับรู้สึกสนิทใจยิ่งกว่าผู้ที่คบหากันมานานเสียอีก ประมาณสิบวันก่อน เขาได้พบเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นบนถนนตรอกซืออู้ ซึ่งอยู่ห่างจากจวนแม่ทัพแห่งนี้ไปเกือบห้าลี้ อีกฝ่ายได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือเขาเอาไว้ เขาจึงตัดสินใจตอบแทนสหายผู้นี้ ด้วยการเลี้ยงสุราชั้นดีจากหอจิ่วเซียนสองกา ทว่าพูดคุยกันไปพูดคุยกันมา จึงทำให้ได้รู้ว่า ผู้มีพระคุณคือคุณชายใหญ่จวนแม่ทัพที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงได้ไม่นาน เขารู้สึกว่าคุยกับอีกฝ่ายถูกคอยิ่งนัก จึงคบหากันเป็สหายั้แ่นั้นมา
วันนี้อีกฝ่ายเชิญเขาให้มาเยือนที่จวนตระกูลซูด้วยกัน บอกว่าที่จวนทำพิธีปักปิ่นให้แก่น้องหญิงรองในวันนี้ แม้เขาอยากจะปฏิเสธ แต่ทว่ากลับทนการรบเร้าของอีกฝ่ายไม่ไหว และเห็นแก่ไมตรีที่มีต่อกัน ก่อนที่จะติดตามอีกฝ่ายมาจึงได้กล่าวว่า ‘ข้าติดตามไปได้ แต่ไม่ขอเข้าไปด้านใน เพราะว่าดูไม่เหมาะสม’ คุณชายใหญ่สกุลซูยิ้มรับด้วยความยินดี เขาจึงได้ติดตามสหายมา
“ท่านพ่อกับท่านแม่มีข้ากับน้องหญิงรองแค่สองคนนี่แหละ ตระกูลซูของเราถือเกียรติมีภรรยาเดียวมาั้แ่บรรพบุรุษ ตระกูลของเราจึงมีญาติสายตรงอยู่เพียงน้อยนิด” ซูเยว่คงกล่าวออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“ช่างดีเหลือเกิน ข้าเองก็อยากให้ท่านพ่อของข้ามีเพียงแต่ท่านแม่บ้าง แต่ถึงกระนั้นมันก็เป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้”
น้ำเสียงที่ฟังดูแล้วรู้สึกหดหู่ ทำให้ซูเยว่คงหันไปมองสหายข้างกาย ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นมาวางลงไปบนบ่าของอีกฝ่าย แล้วตบเบาๆ กู้มู่เฉินหันมองอีกฝ่ายมุมปากพลันยกขึ้นเพียงเล็กน้อยอย่างซึ้งใจ เท่าที่ซูเยว่คงสืบเื่ราวของสหายผู้นี้มา คุณชายใหญ่สกุลกู้มีบิดาเป็ถึงขุนนางในตำแหน่ง สิงปู้ เ้ากรมตุลาการ ทำหน้าที่พิจารณาคดีความและการลงทัณฑ์อยู่ในศาลอู่จง นับได้ว่ามีเกียรติและน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย
อีกทั้งท่านใต้เท้ากู้ยังเป็ผู้นำของตระกูลกู้ มีบุตรชายและบุตรสาวจากภรรยาเอก มีบุตรชายจากอนุภรรยาอีกหนึ่งคน ทว่าบุตรชายที่เกิดจากอนุภรรยานั้น มีความทะเยอทะยานอยู่ไม่น้อย การที่กู้มู่เฉินถูกลอบทำร้ายในวันที่เขาได้พบกับอีกฝ่าย ก็อาจจะเป็ฝีมือของน้องชายต่างมารดาก็เป็ได้ เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยชอบใจบุตรอนุผู้นัั้นยิ่งนัก
“ข้าฝากพู่หยกชิ้นนี้ให้แก่น้องสาวของเ้าได้หรือไม่ ถือเสียว่ามอบให้น้องสาวของเ้า เพื่อเป็ของกำนัลในวัยปักปิ่นของนาง”
คราแรกซูเยว่คงจะไม่ยอมรับ แต่ทว่าเห็นแววตาที่จริงใจเปิดเผยของอีกฝ่าย จึงยอมรับน้ำใจของกู้มู่เฉินเอาไว้แต่โดยดี เขาแอบลอบสำรวจใบหน้าของสหายหนุ่มอีกคราก็รู้สึกว่าพึงพอใจอยู่ไม่น้อย หากไม่ติดที่ว่าเื่ราวภายในตระกูลของอีกฝ่ายค่อนข้างจะยุ่งเหยิง เขาก็คงจะยินดี หากอีกฝ่ายมาหมายตาน้องสาวของเขา
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน พอดีว่าต้องรีบกลับไปเตรียมตำราเพื่อเข้าสำนักศึกษาโจวซื่อในวันพรุ่ง"
คุณชายใหญ่สกุลกู้กล่าวออกมา ซูเยว่คงไม่กล่าวรั้งเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นเป็อาจารย์ของสำนักศึกษาโจวซื่อ ซึ่งเป็สำนักศึกษาขนาดใหญ่ของเมืองหลวง ให้การอบรมศึกษาบรรดาลูกหลานขุนนาง ชนชั้นสูง เขาเดินนำหน้าพาสหายหนุ่มออกไปส่งที่หน้าประตูจวน ก่อนที่จะกลับเข้ามาเพื่อมอบของกำนัลให้น้องสาว จากนั้นเขาจึงเดินทางกลับเข้าวังหลวงทันที
ซูเยว่ซินก้มมองพู่หยกที่อยู่ในมือ พลันหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก ยามที่พี่ชายส่งมอบพู่หยกชิ้นนี้ให้แก่นาง แล้วบอกกับนางว่าสหายของเขาเป็ผู้ที่มอบให้ อีกฝ่ายเป็สหายของเขาที่เพิ่งคบหากันได้ไม่นาน จึงยังไม่ได้แนะนำให้คนในตระกูลได้รู้จัก แต่ว่าอีกฝ่ายเป็บุรุษที่มีจิตใจดี น่าคบหา
ครั้นนางถามพี่ชายใหญ่ว่า เขาคือคุณชายจากตระกูลใดหรือ พี่ชายก็ตอบกลับมาอย่างกระตือรือร้นว่า ตระกูลกู้ นางยังแอบนึกกังวลเกรงว่าจะเป็กู้อี้เหวิน ที่ชีวิตนี้เข้าหานางเร็วกว่าในชีวิตก่อน ครั้นได้ยินว่าเป็คุณชายใหญ่สกุลกู้ นั่นก็ยิ่งทำให้นางรู้สึกประหลาดใจ ว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้กลายมาเป็สหายของพี่ชายไปเสียได้ ทั้งที่ในชีวิตก่อนทั้งสองคนไม่เคยผูกมิตรกันเลยด้วยซ้ำ
หรือเื่ราวในชีวิตนี้จะเปลี่ยนไปจากในชีวิตก่อน หากคนพวกนั้นไม่ใช่คนเลวขึ้นมา นางจะตัดใจทำร้ายพวกเขาได้ลงหรือ ทว่าความตั้งใจเดิมของนางย่อมไม่เปลี่ยนแปลง ชีวิตก่อนนางต้องทนทุกข์ทรมาน มองคนที่รักนางตายจากไปทีละคน ชีวิตนี้ได้รับโอกาสให้กลับมา นางจะยอมปล่อยวางหรือไม่มีทาง
“คุณหนูรองเ้าคะ บ่าวให้คนไปสืบเื่ของสหายคุณชายใหญ่มาแล้วเ้าค่ะ” ชิงหลัวรีบเข้ามารายงานคุณหนูรองทันที หลังจากที่ซูเยว่ซินมอบหมายงานสำคัญงานแรกให้นางทำ
“ได้เื่ว่าเยี่ยงไรบ้าง”
“พี่ซูจ้วนบอกว่า เมื่อสิบวันก่อนยามที่คุณชายใหญ่กลับออกมาจากไปรายงานตัวที่ในวังหลวง พวกเขาได้ผ่านตรอกซืออู้ ทว่าระหว่างนั้นกลับได้พบชายชุดดำกำลังจะทำร้ายคุณชายใหญ่สกุลกู้เข้าพอดี คุณชายใหญ่จึงได้ให้ความช่วยเหลืออีกฝ่าย คุณชายใหญ่สกุลกู้ซาบซึ้งใจและนับว่าเป็พระคุณ จึงตอบแทนคุณชายใหญ่ด้วยการพาไปเลี้ยงสุราที่หอจุ้ยเซียน ทั้งสองพูดคุยกันอย่างถูกคอ และตัดสินใจคบหาเป็สหายที่ดีต่อกันเ้าค่ะ”
สิ่งที่ชิงหลัวเล่าออกมาทำให้ซูเยว่ซินประหลาดใจนัก ชีวิตก่อนกู้มู่เฉินได้เผชิญเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่ นางก็มิอาจรู้ได้ เพราะยามนี้นางกับเขายังไม่รู้จักกัน แต่ที่นางจดจำได้พี่ชายไม่เคยให้ความช่วยเหลือผู้ใด แท้จริงแล้วนางกับคุณชายใหญ่กู้มู่เฉินจะพบกันที่จวนของเขาโดยบังเอิญ ในวันเทศกาลชมดอกเบญจมาศที่กู้ฮูหยินเป็ผู้จัดขึ้น
เื่ราวที่เกิดขึ้นในชีวิตนี้ เหตุใดถึงได้ต่างออกไปจนทำให้นางรู้สึกฉงนใจได้เช่นนี้ ซูเยว่ซินสลัดความคิดของตน ก่อนที่จะหยิบเงินสองอีแปะส่งให้แก่ชิงหลัว เพื่อเป็รางวัลในการทำงานให้แก่นาง คราแรกชิงหลัวไม่กล้ารับ ทว่าชิงหลวนกลับกล่าวว่า น้ำใจของเ้านาย พวกนางควรรับไว้ด้วยความยินดี
ชิงหลัวรู้สึกดีใจยิ่งนักที่คุณหนูรองเป็คนใจกว้าง นางจึงยื่นมือไปรับเงินมา ก่อนที่จะเก็บซ่อนเอาไว้อย่างดี ชิงหลวนได้แต่นึกขันในท่าทางของสาวรับใช้รุ่นน้อง หากซื่อสัตย์และภักดีกับคุณหนูรอง ภายภาคหน้าย่อมได้มากกว่านี้อีก เพราะคุณหนูรองของนางนั้นทั้งใจกว้าง และเป็ผู้ที่มีน้ำใจให้สาวรับใช้เสมอมา