“ท่านว่าเสด็จพ่อเรียกพวกเราไปพบด้วยเื่ใด” เซียวซีเดินเคียงข้างมากับเฉิงอี้ กำลังจะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ตามที่มีพระประสงค์ให้เข้าเฝ้าโดยด่วน
“แคว้นหยวน” เฉิงอี้ตอบเรียบนิ่ง
“ทำไมกัน”
“ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่รู้ว่าต้องใช่แน่”
เซียวซีขมวดคิ้ว หลังกลับจากสนามรบ เสด็จพ่อแวะมาเยี่ยมเยียนเขาหลายครั้งพร้อมด้วยยาบำรุงกำลังหลายขนาน แต่ไม่เคยยกเื่ราชการบ้านเมืองมาพูดคุยกันสักครั้ง แต่บทจะเรียกหา ก็อาจเป็ไปได้ว่าเกี่ยวกับแคว้นที่อยู่ห่างไกลออกไปจนยากจะจินตนาการถึง หรือมันมีภูตผีปิศาจตนใดที่คอยตามหลอกหลอนมารดาของเขา ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อแคว้นหยวน นางถึงหน้าซีดเผือด ร่างกายซวนเซคล้ายสติไม่สมประดีเสียอย่างนั้น เขาไม่เข้าใจว่ามีอะไรในแคว้นหยวนที่ทุกคนต้องสนใจนัก
“ข้าสังหรณ์ใจไม่ดี”
“ข้าก็เช่นกัน”
“ท่านน่ะรึ” เซียวซีย้อนถามด้วยความแปลกใจ “ท่านไม่เคยใช้ลางสังหรณ์ด้วยซ้ำ”
เฉิงอี้กระตุกยิ้ม “ข้าใช้นะ ในบางคราวที่ข้าไม่รู้ว่าจะต้องเดินทัพไปในทิศทางใดกันแน่”
“นั่นมันลางสังหรณ์ของข้าที่เอาไปบอกท่านอีกที” เซียวซีแย้งทันควัน
“อ้อ ๆ” เฉิงอี้ลากเสียงยาว “แต่ข้าเป็แม่ทัพใหญ่ สิ่งใดที่ข้าบัญชา ล้วนถือว่าเป็ประกาศิตจากข้าทั้งสิ้น”
“เช่นนั้นลางสังหรณ์ของข้าที่ท่านขโมยไปก็แม่นยำมาก เพราะมันไม่เคยพาพวกเราไปผิดทางเลยสักครั้ง”
“บางทีนั่นอาจไม่ใช่ลางสังหรณ์หรือการคาดเดา แต่เป็เพราะเ้าฉลาดและมีมันสมอง หัดตระหนักถึงศักยภาพของตนเองแทนเื่หลักลอยพวกนั้นเสียบ้าง”
เซียวซีส่ายหน้าให้กับความหัวแข็งของท่านอ๋อง ทั้งที่พูดคล้ายจะชื่นชม แต่ฟังไปฟังมากลับดูประชดประชันเสียอย่างนั้น มันเป็ความเย้ยหยันในโชคลางและชะตาฟ้าลิขิตที่ตัวเฉิงอี้ไม่ไม่ค่อยเชื่อถือ แต่ในทางกลับกัน เซียวซีมักจะพูดว่าเรายังไม่ถูกลิขิตให้ตาย ไม่ว่าจะครั้งไหน ๆ ก็ตามที่ออกรบ เราจึงรอดกลับมาได้เสมอ
“ถ้าเช่นนั้น ความมั่นใจของท่านที่ว่าเราถูกเรียกไปพบด้วยเื่แคว้นหยวนก็ไม่ได้มาจากลางสังหรณ์งั้นหรือ”
“มาจากการวิเคราะห์เหตุและผล” เฉิงอี้ตอบอย่างอวดดี
แต่ความอวดดีของเขานั้นถูกต้องเสมอ บนโต๊ะในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ที่มีความคุ้มกันแ่า มีแผนที่ทางภูมิศาสตร์กางรออยู่ก่อนแล้ว ฮ่องเต้ชรานั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ แม้บุรุษทั้งสองจะก้าวเข้ามาหยุดยืนห่างออกไปเพียง่แขนก็ยังไม่สังเกตเห็น
“เสด็จพ่อ” เซียวซีก้มตัวแตะไหล่บิดาเบา ๆ
ฮ่องเต้สะดุ้งแล้วกะพริบตาถี่เหมือนเพิ่งกลับมาจากแดนอันไกลโพ้น เื้ัจินตนาการเลื่อนเปื้อนของตน
“อา เซียวซีลูกพ่อ เป็อย่างไรบ้าง”
“ลูกสบายดี อย่างที่ไม่เคยสบายเช่นนี้มาก่อน”
คนฟังหัวเราะเบา ๆ ด้วยความคลายใจ ก่อนจะทำมือให้ทั้งเซียวซีและเฉิงอี้นั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แต่ก็ยังไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้น ความเงียบที่เกาะกุมชายชราเอาไว้ช่างให้ความรู้สึกประหลาด ไม่ต่างจากความเงียบที่เกิดขึ้นเพราะความเศร้าสร้อยชวนให้นึกถึงมารดาของเซียวซี
“เสด็จพ่อเรียกลูกกับท่านอ๋องมานั้น มีเื่อะไรให้พวกเรารับใช้หรือพ่ะย่ะค่ะ” เขากระตุ้นให้บิดากลับมาสนใจเหตุการณ์ตรงหน้า
“ไม่ใช่การรับใช้ ข้าแค่อยากเตือนพวกเ้าสักหน่อย”
“เตือนเื่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“่นี้สถานการณ์ไม่ค่อยดี มีข่าวมาจากทั่วทุกทิศทางโดยเฉพาะชายแดนแคว้นหยวน ผู้คนเริ่มปั่นป่วนและหวาดกลัวว่าหากเราสองแคว้นเข้าห้ำหั่นกัน จะสร้างความเสียหายมหาศาล ข้าได้ยินข่าวไร้สาระมากมายถูกส่งต่อกันมา ทั้งที่แคว้นของเราไม่้าก่อาด้วยซ้ำ มีคนลือกันว่าเรากำลังกักตุนเสบียงให้กับกองทัพ และกว้านซื้อเกลือจากพ่อค้าที่เอาของมาขายจากแดนไกล ทุกอย่างล้วนเหลวไหลทั้งเพ”