"อาหนิง แม่ต้มโจ๊กมาให้นะลูก ลุกขึ้นมากินไหวไหม"
เด็กหญิงที่ถูกเรียกชื่อว่า"อาหนิง" หันหน้ามามองเ้าของเสียงอันอบอุ่นและเต็มไปด้วยความห่วงใยของสตรีวัยราวๆ 30ปี ที่กำลังถือชามข้าวต้มมีไอร้อนกรุ่นอยู่เหนือชาม สตรีผู้นี้นามว่าฟางลี่ชิน ผู้เป็มารดาของเธอ
"ไหวเ้าค่ะท่านแม่ ข้าดีขึ้นมากแล้วหากว่าท่านไม่บังคับให้ข้านอนพักอยู่เช่นนี้ ข้าคงออกไปช่วยงานในบ้านได้บ้างแล้วล่ะเ้าค่ะ" เด็กหญิงยิ้มอ่อนหวานพร้อมกับรับคำมารดา
ใช่แล้วเธอทะลุมิติมาเหมือนอย่างนิยายในภพก่อนที่เธอเคยอ่านมาหลายเื่ตอนนี้เธอคือ "หลินหนิงชิน" บิดาสกุลหลินนามว่า"หลินจงเว่ย" มีบุตร 3 คน บุตรชายคนโตนามว่า "หลินซ่งสวิน" อายุ 15 ปี บุตรชายคนรอง "หลินซ่งอวี้" อายุ 11 ปีและเธอ "หลินหนิงชิน" อายุ 6 ปี
ในชาติที่แล้วบิดามารดามีเธอเป็บุตรสาวเพียงคนเดียว เมื่อเธออายุ 12 ปีบิดามารดาได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ เธอมีคุณปู่ที่คอยส่งเสียเธอเรียนต่อจนจบ และเข้าทำงานในแผนกประชาสัมพันธ์ของโรงแรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใกล้ๆกับที่พักของเธอ
อายุได้ 21 ปี คุณปู่ก็เสียชีวิตไปอีกคนด้วยโรคชราเธอเหลือตัวคนเดียวยังไม่ได้แต่งงานแม้จะไม่ได้สนิทสนมกับคุณปู่มากนักเพราะอยู่กันคนละอำเภอส่วนใหญ่คุณปู่จะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารให้เธอไว้เป็ค่าใช้จ่าย พบกันปีละ 2-3 ครั้งในวันปีใหม่หรือวันเกิดเท่านั้น แต่ก็เพราะคุณปู่เธอจึงเริ่มต้นชีวิตวัยทำงานได้เป็อย่างดีจึงยังมีความอาลัยอาวรณ์และเสียใจไม่น้อยเลย
เพื่อให้ตัวเองลืมความทุกข์ในใจเธอจึงตั้งใจทำงานในหน้าที่ประชาสัมพันธ์อย่างแข็งขัน เรียนรู้ที่จะพบปะผู้คน และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าลูกค้า้าอะไรเธอตอบสนองและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่มาพักในโรงแรมได้เป็อย่างดี ไม่ว่าจะเที่ยวรถบัส รถไฟ เครื่องบินเธอมีตารางเวลาในแต่ละวันเพื่อช่วยลูกค้าเดินทางต่อด้วยความสะดวกรวดเร็ว สามารถแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหารร้านจำหน่ายของที่ระลึก ของฝากที่ขึ้นชื่อในพื้นที่ได้ทั้งหมด
เธอติดต่อผู้คนมากมายและรอบรู้ในการบริการลูกค้าแทบทุกเื่ เป็ที่ชื่นชมของหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ในที่สุดเธอก็ได้เลื่อนตำแหน่ง และในวันเดียวกันนี้เองขณะที่กำลังเดินทางไปงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งใหม่ที่ทางโรงแรมจัดให้เธอก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ในวัย 26 ปี
"กินให้อิ่มก่อนจะได้มีแรงแม่รู้ว่าลูกดีขึ้นแล้วแต่ลูกนอนแบบนี้นานนับเดือนร่างกายยังอ่อนแอบำรุงอีกสักระยะนะลูกรักแม่จะได้วางใจ" ฟางลี่ชินกล่าวพร้อมกับช่วยพยุงบุตรสาวให้นั่งกินข้าวบนเตียง
"ข้าอยากทำทุกอย่างด้วยตัวเองเ้าค่ะท่านแม่เช่นนี้ข้าจะได้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น" เด็กหญิงแย่งชามและช้อนจากผู้เป็มารดาและกินข้าวด้วยตัวเอง แม้ว่าร่างนี้ยังเป็เพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่จริงๆแล้วเธออายุ 26ปีแล้วนะจะให้ผู้อื่นนั่งป้อนข้าวให้ทุกวันก็รู้สึกขัดเขินอยู่ไม่น้อย
ผู้เป็มารดายิ้มและลูบผมของบุตรสาวด้วยความเอ็นดู "คนเก่งของแม่ กินเสร็จแล้วก็นอนพักให้มากหน่อย เย็นนี้เมื่อท่านพ่อและพี่ ๆของเ้ากลับมาแม่จะให้ท่านพ่ออุ้มเ้าออกไปร่วมโต๊ะอาหารร่วมกับทุกคนดีหรือไม่"
"เ้าค่ะท่านแม่ข้าจะเดินออกไปให้ท่านพ่อเห็นเลยว่าข้าแข็งแรงเพียงใด" นางกล่าวอย่างร่าเริงพร้อมกับยิ้มสดใสให้ผู้เป็มารดา
หลังจากมารดาของหลินหนิงชินเดินออกจากห้องของบุตรสาวและปิดประตูเรียบร้อยแล้ว เด็กหญิงที่ถูกเรียกชื่อ "อาหนิง" ก็ลุกขึ้นมาช้า ๆนั่งบนเตียงพลางทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ทันทีที่ตื่นขึ้นมาในร่างใหม่ความทรงจำของร่างเดิมก็หลั่งไหลเข้ามาสู่สมองของตัวเองอย่างราบรื่นหลินหนิงชินเป็ชื่อเดิมของเธอซึ่งตรงกันกับเ้าของร่างวัย 6 ปี คนนี้
เ้าของร่างเดิมเป็คนที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอเป็อย่างมาก ในแต่ละวันเพียงแค่ช่วยงานในบ้านเล็กๆน้อยๆ เดินตามบิดามารดาหรือพวกพี่ๆไปที่ต่าง ๆ ด้วยความช่วยเหลือของคนในครอบครัว ลำพังนางเองเดินได้ 20-30ก้าวก็ต้องพักเหนื่อยแล้วแต่ทุกคนยังหวังว่าการออกกำลังกายจะช่วยให้นางแข็งแรงขึ้นจึงไม่มีใครบังคับให้นางนอนรักษาตัวอยู่กับบ้านตลอดเวลา
หลังจากวันเกิดอายุครบ6ปีของนางนางล้มป่วยไม่มีแรงทำสิ่งใดได้แม้กระทั่งการยกมือยังเป็เื่ที่ใช้กำลังกายอย่างหนักหน่วงในที่สุดนางก็เข้าสู่ภาวะหลับใหลไป ท่ามกลางความตึงเครียดของทุกคนในครอบครัว
นางอยู่ในสภาพ"เสมือนตาย" สมองและการรับรู้ทั้งหมดของนางตายไปหมดแล้วเหลือเพียงลมหายใจที่ยังคงอยู่ และเนื่องจากสมอง ิญญาและการรับรู้ของนางตายไปหมดแล้ว "หลินหนิงชินคนใหม่"จึงเข้ามาในร่างนี้ได้โดยไม่มีอุปสรรคใด ๆและหลอมรวมกับร่างเ้าของเดิมจนเป็คนเดียวกัน
โลกที่เธอข้ามมิติมาเป็โลกของผู้ฝึกปราณและสัตว์อสูร ครอบครัวเธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆที่มีชื่อว่า "จิ้งซาน" ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็ลูกหลานสกุลหลินที่แยกตัวออกมาจากสกุลหลินสายหลักบ้างก็เป็ผู้ที่ลี้ภัยจากภัยธรรมชาติ หรือการรุกรานของสัตว์อสูรมาจากต่างถิ่น หรือเป็คนที่ไม่สามารถรวบรวมลมปราณเพื่อฝึกฝนได้ก็จะขอมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้
พวกเขาดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวปราณและสมุนไพรปราณ ทำการค้าขายให้กับตระกูลหลิน ที่เป็ตระกูลใหญ่ในเมือง"เป่ยถัง" เพื่อแลกกับทรัพยากรที่ต้องใช้ในการดำรงชีวิตอย่างอื่นเช่นเสื้อผ้า เมล็ดพันธุ์ แป้ง เกลือโดยจะมีผู้ฝึกยุทธ์จากสกุลหลินเป็ผู้ควบคุมขบวนการแลกเปลี่ยนสินค้ามาทำการค้าปีละ2 ครั้ง
หมู่บ้านจิ้งซานแห่งนี้เป็ที่ดินของตระกูลหลินสายหลักตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ท่ามกลางูเาสูงและป่าทึบโดยรอบ ผืนดินบริเวณนี้มีพลังปราณอันน้อยนิดอยู่บ้างจึงเหมาะสมกับการปลูกข้าวปราณและสมุนไพรปราณบางชนิด
ตระกูลหลินให้ใช้พื้นที่ทำกินเปล่าๆ โดยให้ชาวบ้านทำการเพาะปลูกและทำการค้าขายข้าวปราณสมุนไพรปราณ ให้กับตระกูลหลินเพียงแห่งเดียว และชาวบ้านก็อาศัยล่าสัตว์เล็กๆตามแนวชายป่าและเก็บของป่า ผลไม้ป่ามาเป็อาหาร ในป่าลึกจะมีสัตว์อสูรจำนวนมากอาศัยอยู่ขาวบ้านที่ยังไม่ใช่ผู้ฝึกปราณไม่สามารถเอาชนะสัตว์อสูรเ่าั้ได้โดยง่าย จึงพยายามหลีกเลี่ยงการล่าสัตว์มาเป็อาหารหรือสินค้าไปโดยปริยาย
สภาพความเป็อยู่ของชาวบ้านไม่ค่อยดีนักเนื่องจากความจำกัดในการหาอาหารถึงจะไม่มีสภาพการเจ็บป่วยใกล้ตายแต่ไม่มีคนใดที่จะใช้คำว่า "แข็งแรงกำยำ" มาอธิบายตัวตนได้เลยสักคน
หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดก็มีระยะทางพอๆ กับการเดินทางเข้าเมือง สำหรับชาวบ้านที่ต้องใช้เวลาเดินทางราว 10 วัน เพื่อเข้าเมืองซ้ำยังต้องผ่านป่าที่ไม่แน่ใจว่าจะมีสัตว์อสูรโผล่มาตอนไหนจึงแทบไม่มีความเป็ไปได้เลยที่ชาวบ้านในหมู่บ้านจิ้งซานเล็ก ๆ แห่งนี้จะออกไปจากหมู่บ้านได้โดยอาศัยกำลังตัวเอง
ตระกูลหลินที่อยู่ในเมืองเป่ยถัง คือตระกูลหลักสกุลเดียวกันกับบิดาของหลินหนิงชิน ซึ่งมีท่านปู่ใหญ่ “หลินลี่หยาง” เป็ผู้นำตระกูล ท่านปู่ของหลินหนิงชินเป็น้องชายแท้ ๆ ลำดับที่สี่ของผู้นำตระกูล แต่ไม่สามารถเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกปราณได้ เมื่ออายุมากขึ้นจึงย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านสกุลหลินและเสียชีวิตไปนานแล้ว
เนื่องจากปริมาณพลังปราณฟ้าดินในโลกยุคนี้ลดน้อยลงไปอย่างมาก ผู้ฝึกปราณต่างต้องพยายามรวบรวมลมปราณเพื่อเข้าสู่การเป็ผู้ฝึกปราณด้วยความยากลำบาก การกินข้าวปราณและเนื้อสัตว์อสูรที่มีพลังปราณอยู่เพียงเล็กน้อยจึงเป็สิ่งจำเป็ที่ช่วยเสริมพลังปราณให้กับผู้คน
บางคนกว่าจะรวบรวมลมปราณได้ก็อายุปาเข้าไป30-40ปี แล้ว แม้จะอยากฝึกฝนต่อไปก็ยังเรียกว่าช้ามาก จึงมีหลายคนผันตัวเองมาเป็ชาวไร่ ชาวนาหรือทำอาชีพอื่นๆ ไม่คิดก้าวหน้าทางด้านการฝึกฝนอีกต่อไป
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับทุกตระกูลทั่วทั้งแผ่นดิน บางคนก็เลือกทำอาชีพช่างไม้ก่อสร้าง ค้าขาย นั่นทำให้ไม่แปลกเลยที่ท่านปู่สี่ผู้ที่ไม่มีพร์ในการฝึกฝนจะย้ายตัวเองมาอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลเพื่อเป็ชาวนาและที่แห่งนี้ยังเป็พื้นที่เพาะปลูกของสกุลหลินเองอีกด้วย