**ตอนที่ 4: าน้ำชาสี่เส้า**
ในที่สุด โรงน้ำชาชิงซิน ก็สูญเสียความสงบสุขไปอย่างถาวร
"ข้าไม่สนหรอกนะว่าใครจะมาจากพรรคฝ่ายไหนแต่ถ้าอยากจะอยู่ที่นี่ล่ะก็ห้ามทะเลาะกันและใช้กำลังเด็ดขาด ถ้าใครขัดคำสั่งข้าจะไล่ไปให้หมด"
**‘ซ่งเหวิน’** ยื่นคำขาดว่าห้ามใครใช้กำลังใน ไม่อย่างนั้นจะเตะโด่งออกไปให้หมด ผลลัพธ์จึงออกมาในรูปแบบที่แปลกประหลาดที่สุด... ทั้งสี่คนต้องจำใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในโรงน้ำชาเล็กๆ แห่งนี้
**‘เย่ว์เสียน’** ยิ้มร่าอย่างผู้ชนะเพราะได้อยู่ใกล้ชิดศิษย์พี่ซ่งเหวินในฐานะเด็กรับใช้หน้าร้าน คอยเช็ดโต๊ะ เสิร์ฟชา
ขณะที่ **‘มู่ชิง’** ยอมสลัดคราบมือขวาผู้ยิ่งใหญ่ กลายมาเป็คนผ่าฟืนและหามน้ำหลังร้านเงียบๆ สายตาคมดุยังคงจับจ้องอารักขาท่านประมุขของตน และคอยส่งสายตาพิฆาตใส่ซ่งเหวินอยู่เนืองๆ
ส่วน **‘จิ่งเหอ’** ศิษย์น้องตัวเล็กผู้มีเพลงกระบี่ขั้นเทพ แต่ดันหัวอ่อนเกินเยียวยา ก็ไม่ยอมกลับสำนัก น้องประกาศกร้าวว่าจะขออยู่เป็ **"ผู้คุมพฤติกรรม"** เพื่อปกป้องศิษย์พี่จากพวกมารร้าย โดยยอมควักเงินเก็บทั้งหมดมาเช่าโต๊ะริมหน้าต่าง นั่งเฝ้าซ่งเหวินตาไม่กะพริบั้แ่ร้านเปิดยันร้านปิด
.“ศิษย์พี่ซ่ง! ชาอู่หลงกาแรกของวัน ข้าต้มให้ท่านด้วยความตั้งใจเลยนะขอรับ ลองจิบดูสิ”
เย่ว์เสียนประคองถ้วยชาด้วยสองมือ ยื่นให้ซ่งเหวินพร้อมรอยยิ้มหวานหยดจนตาเชื่อม ซ่งเหวินรับถ้วยชาไปจิบ แววตานิ่งสนิททว่ามุมปากแอบยกขึ้นเล็กน้อยอย่างยากจะสังเกต “อืม ฝีมือพัฒนาขึ้น... ดีกว่าวันแรกที่ต้มจนขมปี๋”
“แหม ก็ข้ามีศิษย์พี่คอยสอนนี่นา...” เย่ว์เสียนได้ทีขยับเข้าไปใกล้ บิดตัวไปมาอย่างออดอ้อน
**ปัง!**
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นมาจากโต๊ะริมหน้าต่าง จิ่งเหอหน้าดำหน้าแดง แก้มกลมๆ ทั้งสองข้างป่องขึ้นด้วยความโกรธ “มารหัวขน! เ้าถอยห่างจากศิษย์พี่ของข้าเดี๋ยวนี้เลยนะ! ศิษย์พี่ซ่งเป็คนรักสันโดษ เ้าขยับเข้าไปใกล้ขนาดนั้นเดี๋ยวท่านก็อึดอัดตายหรอก!”
เย่ว์เสียนหันไปลอยหน้าลอยตาใส่ “อึดอัดอะไรกัน? เถ้าแก่ยังไม่บ่นสักคำ เ้าตัวเล็กอย่างเ้าอย่ามาขัดความสุขของพวกเราดีกว่า ไปดื่มชาดับอนาถของเ้าไป๊!”
“หนอย! เ้า...!” จิ่งเหออ้าปากค้าง ชี้หน้าเย่ว์เสียนนิ้วสั่นพั่บๆ ลมปราณกระบี่ในร่างแล่นพล่านจนกระบี่โบราณที่วางบนโต๊ะสั่นกราว น้องหันไปหาที่พึ่งเดียว “ศิษย์พี่ซ่ง! ท่านดูมันสิ! มันรังแกข้า! ท่านไล่มันออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะขอรับ!”
ซ่งเหวินไม่ได้เงยหน้าจากบัญชีด้วยซ้ำ เขาพลิกหน้ากระดาษเอื่อยเฉย “จิ่งเหอ ถ้าเ้าตบโต๊ะพังอีกตัว ข้าจะคิดเงินสามตำลึง”
คำพูดตัดรอนอย่างเ็าของซ่งเหวินทำเอาจิ่งเหอหน้าเสีย ดวงตาคมโตคลอน้ำใสๆ ขึ้นมาทันตา น้องทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างห่อเหี่ยว หัวใจดวงน้อยหม่นหมองเพราะโกรธที่ศิษย์พี่ไม่เคยเข้าข้างตนเลยสักครั้ง
.บรรยากาศหน้าร้านเต็มไปด้วยความรักและการตัดรอน ทว่าหลังร้าน... เงาร่างของบุรุษชุดดำกำลังยืนสังเกตการณ์ผ่านรอยแยกของฉากกั้นไม้
มู่ชิงยืนกำด้ามขวานผ่าฟืนแน่น ดวงตาคมกริบฉายแววเ็ปลึกซึ้งเมื่อเห็นเย่ว์เสียนส่งรอยยิ้มสดใสที่เขาแอบรักมาทั้งชีวิตให้แก่ชายอื่น ทว่าเมื่อสายตาของเขาเลื่อนไปมองเด็กหนุ่มตัวเล็กในชุดขาวที่นั่งซึมกะทือ อมทุกข์อยู่ริมหน้าต่าง มุมปากของมือขวาพรรคมารก็ขยับเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์
*‘เ้าเด็กซื่อบื้อนี่... อกหักซ้ำซากแต่ก็ยังไม่เจียมตัว’*
มู่ชิงวางขวานลง เขาจัดระเบียบเสื้อผ้าชุดดำของตนเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าฉับๆ ออกไปจากหลังร้าน เป้าหมายไม่ใช่ท่านประมุขเย่ว์เสียน แต่เป็จอมยุทธ์ตัวเล็กหัวอ่อนที่กำลังนั่งน้ำตาคลอเบ้าอยู่คนเดียว
“คุณชายจิ่ง”
เสียงทุ้มต่ำและเ็าดังขึ้นเหนือหัว ทำเอาจิ่งเหอที่กำลังสะอื้นเบาๆ สะดุ้งโหยง รีบปาดน้ำตาแล้วเงยหน้าขึ้นมองบุรุษชุดดำร่างั์ด้วยสายตาระแวดระวัง “ไอ้มารหน้าตาย... เ้ามีธุระอะไรกับข้า! ข้าไม่มีอารมณ์มาคุยกับเ้าหรอกนะ!”
มู่ชิงถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามจิ่งเหอ วางท่าทีนิ่งขรึมประดุจผู้รู้แจ้งโลก "ข้าแค่สมเพชคนบางคนที่ทุ่มเทความรักให้คนไร้หัวใจ จนต้องมานั่งร้องไห้เหมือนเด็กหลงทาง”
“เ้าว่าใครร้องไห้! ข้าแค่น้ำตาไหลเพราะผงชาเข้าตาต่างหาก!” จิ่งเหอเถียงข้างๆ คูๆ ใบหน้าหล่อคมแดงซ่านด้วยความอาย
“หึ... จะผงชาหรือผงอะไร เ้าก็รู้แก่ใจดีว่าซ่งเหวินไม่มีวันหันมามองเ้า” มู่ชิงจงใจพูดแทงใจดำจนจิ่งเหอหน้าถอดสี จากนั้นมือขวาพรรคมารก็ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด แววตาเ้าเล่ห์ทอดมองคนหัวอ่อนตรงหน้าอย่างมุ่งร้าย... ไม่สิ มุ่งหมายแผนการ
“แต่ข้ามีวิธีที่จะทำให้ศิษย์พี่ของเ้าหันมาสนใจเ้า และแยกท่านประมุขของข้าออกมา” มู่ชิงกระซิบเสียงต่ำชวนหลงใหล
จิ่งเหอหูผึ่ง ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ความใสซื่อและหัวอ่อนทำให้ลืมไปสนิทว่าคนตรงหน้าคือมือขวาพรรคมาร “วิ... วิธีอะไรหรือ? เ้าช่วยบอกข้าที!”
มู่ชิงแอบหัวเราะในใจกับความหลอกง่ายของเด็กคนนี้ แผนการปั่นหัวเริ่มขยับไปอีกก้าว