ตอนที่ 6
อัจฉริยะคนใหม่ของตระกูล
ในที่สุด่เวลาที่เฉินฟงรอคอยก็มาถึงนั้นก็คือการคัดเลือกรุ่นเยาว์เพื่อเดินทางไปทดสอบเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาเทียนเป่า ระยะเวลาจากเมืองเล็ก ๆ อย่างหนานตูไปสู่เมืองฉางชุน เมืองศูนย์กลางของเขตฉางชุนต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 วัน เพราะฉะนั้นรุ่นเยาว์ของตระกูลซูจะต้องเร่งเดินทางไปก่อนเพื่อให้ทัน่รับสมัคร
มีรุ่นเยาว์ในตระกูลอยู่ห้าคนที่ระดับพลังอยู่ในเกณฑ์การสมัคร แน่นอนว่าความหวังของตระกูลในปีนี้คือซูหยางจิง คุณชายรองของตระกูลที่บรรลุระดับลี่จิงขั้น 3 เมื่อหลายเดือนก่อน ในความเป็จริงแม้ตระกูลซูจะมีรุ่นเยาว์หลายคนที่ระดับพลังเข้าเกณฑ์การสมัคร แต่เมื่อเดินทางไปเข้ารับการทดสองกลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถผ่านด่านทดสอบของสำนักศึกษาได้
เฉินฟงเองรอคอยเวลานี้ ตอนนี้เขาเหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็สามารถบรรลุระดับลี่จิงขั้น 3 ได้แล้ว ชายหนุ่มนั่งลงขัดสมาธิบนโขดหินข้างลำธารด้านหลังตระกูล เฉินฟงชื่นชอบการฝึกฝนที่นี่เพราะเป็สถานที่ที่ค่อนข้างเงียบสงบ ชายหนุ่มหยิบขวดยาเพิ่มพลังระดับกลางที่มีอยู่ในมิติแหวนเก้าจันทราขึ้นมาดื่มทีเดียวหมดขวดแล้วเริ่มโคจรพลังิชี่ไปตามเส้นลมปราณ กล่าวคือ
ระดับลี่จิงขั้น 1 คือ ฝึกรับรู้การมีอยู่ของเส้นลมปราณในร่างและพลังิชี่ด้านนอก
ระดับลี่จิงขั้น 2 คือ การดึงพลังิชี่เข้าสู่ร่างกาย และเริ่มทะลวงประตูลมปราณหลัก 3 เส้น
ระดับลี่จิงขั้น 3 คือ ทะลวงประตูลมปราณหลักเส้นที่ 4 -6
ระดับลี่จิงขั้น 4 คือ ทะลวงประตูลมปราณหลักเส้นที่ 7 - 9
ระดับลี่จิงขั้น 5 คือ ทะลวงประตูลมปราณหลักเส้นที่ 10 - 12 (รวมประตูลมปราณหลัก ทั้งหมด12 เส้น)
ระดับลี่จิงขั้น 6 คือ ทะลวงประตูลมปราณพิเศษ อีก 2 เส้น
และสุดท้ายระดับลี่จิงขั้น 7 คือ ทะลวงประตูลมปราณพิเศษ อีก 48 เส้น (รวมประตูลมปราณพิเศษทั้งหมด 50 เส้น)
พูดง่าย ๆ ระดับลี่จิงคือการทะลวงประตูลมปราณทั่วทั้งร่างเพื่อรองรับการสะสมพลังิชี่ในร่างกายที่สูงขึ้น เเม้เฉินฟงจะสูญเสียระดับพลังจากการที่ตันเถียนได้รับความเสียหาย แต่เส้นลมปราณในร่างกายของเขาเคยได้รับการทะลวงระดับมาทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นการก้าวผ่านระดับลี่จิงของชายหนุ่มจึงไม่ใช่เื่ยาก
ลมปราณเหมือนน้ำ เส้นลมปราณในร่างกายของเขาเปรียบดั่งท่อส่งน้ำ เมื่อมันเคยได้รับการขยายมาแล้วแม้ปัจจุบันจะไม่มีน้ำอยู่ในท่อ แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มมีการขนส่งน้ำในท่ออีกครั้งจึงไม่ใช่เื่ยากที่การขนส่งน้ำในท่อจะเป็ไปอย่างง่ายดาย ไม่เหมือนคนที่ไม่เคยมีท่อเป็ของตนมาก่อนก็จำเป็ต้องทำการขยายท่อเ่าั้เพื่อรองรับน้ำเสียก่อน แม้เส้นลมปราณของเฉินฟงจะแห้งเเล้งมานานเกือบสองปี แต่เมื่อได้รับการฟื้นฟูด้วยพลังิชี่จึงไม่ใช่เื่ยากที่การทะลวงพลังระดับลี่จิงจะเป็ไปอย่างรวดเร็ว
ในความเป็จริงชายหนุ่มรอเวลาเสียด้วยซ้ำ หากเขาทะลวงระดับรวดเร็วเกินไปแน่นอนคนอื่นจะต้องสงสัยและนำมาซึ่งความยุ่งยาก ระยะเวลาแค่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเฉินฟงก้าวผ่านระดับลี่จิงขั้น 1 มาสู่ขั้น 2 ได้ก็ทำให้สถานะของเขาในตระกูลดีขึ้นมากมายทีเดียว
เฉินฟงโคจรพลัง เส้นสายพลังงานบริสุทธ์ของคลื่นิชี่จากภายนอกกำลังแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย ทุกครั้งที่คลื่นิชี่ทะลวงประตูลมปราณ เติมเต็มเส้นลมปราณที่แห้งแล้งของเฉินฟงให้กลับมาสมบูรณ์เขาจะรู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิวความสะบายแผ่กระจายไปทั่วร่าง
เสี้ยวความคิดระหว่างที่กำลังทะลวงประตูลมปราณเส้นที่ 3 สำเร็จกระแสจิตของเฉินฟงพุ่งเข้าไปในตันเถียนที่เสียหายของตนอย่างรวดเร็ว ภาพวัยเยาว์ที่ตนเคยผ่านความเ็ปจากการทะลวงเส้นลมปราณในอดีตฉายเข้ามาในหัวสมองพร้อมกับภาพลูกแก้วตันเถียนเมื่อครั้งที่ยังไม่ได้รับความเสียหาย ตัดภาพกลับมาที่ลูกแก้วตันเถียนที่เต็มไปด้วยรอยร้าวของตน และความคิดที่จะสร้างตันเถียนขึ้นมาใหม่
จู่ ๆ เขาก็คิดบางอย่างออก !!!
ดวงตาสีน้ำตาลลืมขึ้นทันทีที่สามารถทะลวงเส้นลมปราณสุดท้ายในระดับลี่จิงขั้น 2 สำเร็จ
ในที่สุดตอนนี้เขาก็เข้าสู่ระดับลี่จิงขั้น 3 แล้ว !
แต่นั้นไม่ได้ทำให้เฉินฟงตื่นเต้นมากเท่ากับความคิดแปลก ๆ บางอย่างของเขา มันค่อนข้างบ้าบิ่น แต่ก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน !
สิ่งที่ชายหนุ่มคิดได้ก็คือแทนที่เขาจะเติมน้ำไปในท่อน้ำขนาดเดิมของตน แต่เขาจะขยายท่อน้ำเดิมให้ใหญ่มากขึ้นและค่อยเติมน้ำให้เต็มท่อ เท่านี้ท่อน้ำของเขาก็สามารถกักเก็บน้ำได้ในปริมาณมากขึ้น !!
อย่างที่บอกไปว่าเฉินฟง้าสร้างลูกแก้วตันเถียนขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งลูกระหว่างที่หาวิธีฟื้นฟูลูกแก้วตันเถียนเดิมของตน แต่หากเส้นลมปราณในร่างกายของเขาไม่ได้เเข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับส่งเป็ทางเดินให้กับพลังิชี่ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเกรงว่าความ้าสร้างลูกแก้วตันเถียนอีกลูกจะเป็เพียงความฝัน ฉะนั้นเเทนที่เขาจะทะลวงลมปราณเส้นเดิมขนาดเดิม เขาจะขยายเส้นลมปราณให้กว้างมากขึ้น ยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อรองรับการสร้างลูกแก้วตันเถียนในอนาคต !!
เฉินฟงรู้สึกตื่นเต้นกับความคิดของตนเอง แม้จะไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าสิ่งที่เขาคิดจะถูกต้องก็ตาม แต่ไม่เสียหายอะไรที่เขาจะลองซักครั้ง น่าเสียดายเส้นลมปราณหลัก 3 เส้นที่เขาทะลวงไปแล้วไม่อาจย้อนกลับไปขยายเส้นลมปราณเ่าั้ได้ มีเพียงการเดินหน้าต่อกับเส้นลมปราณที่เหลือในร่างกายเท่านั้น และนั้นจำเป็ต้องใช้เวลาและทรัพยากร เฉินฟงคาดหวังว่าการเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาเทียนเป่า ที่นั้นจะมีทรัพยากรเพียงพอต่อการฝึกฝนของเขา
“เ้า…เ้าบรรลุระดับลี่จิงขั้น 3 แล้วจริง ๆ หรือ”
เสียงทุ้มค่อนไปทางไม่น่าเชื่อของซูซีห่าวดังขึ้นเมื่อจ้องมองมายาชายหนุ่มผมสีเงินที่เขาเอ็นดูเหมือนลูกอีกคนด้วยสายตาตกตะลึง เฉินฟงไม่แปลกใจกับท่าทางนั้นของซูซีห่าว เพราะเขาใช้เวลารวดเร็วจริง ๆ ในการไต่ระดับจากระดับลี่จิงขั้น 1 มาถึงขั้น 3 ไม่แปลกที่คนอื่นจะตกตะลึงกับระดับความเร็วนี้
“ขอรับ ท่านตรวจสอบข้าได้ว่าข้าบรรลุลี่จิงขั้นสามเเล้วจริง ๆ”
ซูซีห่าวสูดหายใจเข้าลึก ๆ เหมือน้าทำใจกับเื่นี้ความจริงเขาเองก็ััได้ถึงระดับพลังนั้นเขารู้ว่าเฉินฟงไม่ได้โกหก เพียงแต่ใกับความรวดเร็วในการฝึกฝนของเด็กหนุ่มตรงหน้า เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มยอมรับกับความจริงนี้ได้แล้วเฉินฟงจึงได้พูดต่อ
“ท่านลุง ตอนนี้ระดับพลังข้าก็ถึงเกณฑ์แล้ว ข้าอยากไปศึกษาต่อที่สำนักศึกษาเทียนเป่า”
ซูซีห่าวไม่แปลกใจนักกับคำพูดนี้ของเฉินฟง เขาเข้าใจดีว่าคนหนุ่มสาวอย่างไรก็้าแสวงหาความก้าวหน้าให้ตัวเอง อีกอย่างเด็กหนุ่มตรงหน้าก็ดูเปลี่ยนไปจริง ๆ จากตอนเเรกที่เขาพบเจอเฉินฟง ความเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัยจากครั้งแรกที่เป็เพียงชายหนุ่มไร้ความทรงจำกับเฉินฟงใน่ปีหลังทำให้ซูซีห่าวคิดว่าบางทีชายหนุ่มตรงหน้าอาจได้รับความทรงจำกลับคืน แต่นั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ซูซีห่าวต้องคาดคั้นเฉินฟง บางเื่ก็ไม่สามารถเล่าออกมาได้ หากเฉินฟงได้ความทรงจำกลับคืนแต่เ้าตัวเลือกที่จะเงียบเอาไว้เขาก็ยอมรับการเลือกของอีกฝ่าย
“เฮ้อ ั้แ่เ้าเปิดเส้นิชี่ได้ก็ทำให้ข้าใอยู่ตลอดจริง ๆ เอาเถอะต่อให้เ้าไม่อยากไปศึกษาต่อข้าก็จะขอร้องให้เ้าไปลองดูซักครั้งอยู่ดี อย่างน้อยหากเ้าได้ศึกษาที่นั้นก็ยังมีอิงอิงคอยช่วยเหลือได้”
เฉินฟงยิ้มกว้างทันทีชายหนุ่มลุกขึ้นประสานมือขอบคุณซูซีห่าวที่เห็นด้วยกับเขา จากนั้นร่างสูงจึงขอตัวไปเก็บข้าวของ พรุ่งนี้จะเป็วันที่รุ่นเยาว์ตระกูลซูต้องออกเดินทาง เมื่อแจ้งซูซีห่าวแล้วอีกคนที่เฉินฟงจำเป็ต้องเเจ้งก็คือหัวหน้าตระกูลซูสาขาหนานตู ซูหุ่ยชิว
เ้าของร่างสูงในชุดสีดำเดินเข้าไปยังห้องโถงใหญ่ของตระกูล ้าสุดเป็ร่างกำยำที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ใบหน้าของซูฮุ่ยชิวขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อมองร่างสูงโปร่งของเฉินฟง ชายหนุ่มยกมือขึ้นในท่าทำความเคารพ
“ข้าอยากจะขอร่วมเดินทางไปเมืองฉางชุนในครั้งนี้ด้วยขอรับ” เป็เฉินฟงที่เอ่ยขึ้นก่อน ซูหยางจิงที่ยืนอยู่มุมหนึ่งชักสีหน้าไม่พอใจ วันนี้เป็วันเดินทางไม่นึกว่าจะเจอคนไม่รู้จักประมาณตนเข้าทำให้รู้สึกหงุดหงิดใจ
“เ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าคุณสมบัติขั้นต่ำคือต้องเป็จอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 3 จึงสามารถร่วมการคัดเลือกได้ หากจะมาก่อกวนให้เสียเวลาก็จงไสหัวไปซะ ท่านลุงท่านควรดูแลคนของตนให้ดีกว่านี้หรือไม่!”
ท้ายประโยคซูหยางจิงหันไปเอ่ยกับซูซีห่าว เฉินฟงไม่ได้สนใจเสียงของซูหยางจิงนัก สายตาคมสีน้ำตาลจ้อมมองไม่หลบตาไปที่ซูฮุ่ยชิว ซึ่งหรี่ตามองเขาด้วยท่าทางวิเคราะห์
“กฏนั้นข้ารู้ดี และข้าคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติเพียงพอ ! ”
ซูหยางจิงเมื่อได้ฟังก็นึกขำ เขาดูถูกเฉินฟงเกินไปจนไม่ได้สังเกตรัศมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปของระดับพลัง เป็ซูฮุ่ยชิวและผู้าุโบางคนที่ััได้ถึงระดับพลังของเฉินฟง สร้างความแปลกใจให้หัวหน้าตระกูลสาขาหนานตูจนต้องร้องครางออกมา
“เ้า !!!”
แต่ยังไม่ทันที่ซูฮุ่ยชิวจะได้พูดอะไรต่อ ก็เป็เสียงกลั้นหัวเราะของซูหยางจิงที่แทรกขึ้นมา คุณชายรองตระกูลซูก้าวออกมาข้างหน้ามองเฉินฟงราวกับอีกฝ่ายเป็เพียงตัวตลก
“ฮึ ใคร ๆ ก็รู้ว่าเ้าเพิ่งเปิดเส้นิชี่ได้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน และเมื่อเดือนที่แล้วเ้าเพิ่งบรรลุระดับลี่จิงขั้น 2 จะบอกว่าตอนนี้เ้าบรรลุระดับลี่จิงขั้น 3 นะหรือ ไม่ดูถูกพวกเราไปหน่อยหรืออย่างไรที่จะกล่าวอ้างแบบนั้น ขนาดพี่ใหญ่ที่เป็ความหวังของตระกูลเรายังไม่กล้ากล่าวอ้างเช่นเ้าเลย !!”
“ข้าไม่ได้โกหกตอนนี้ข้าบรรลุระดับลี่จิงขั้น 3 แล้ว” เฉินฟงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ เมื่อสิ้นคำพูดชายหนุ่มก็แผ่รัศมีพลังระดับลี่จิงขั้น 3 ออกมา
พรึบ !!!
รัศมีพลังิชี่ที่รุนแรงเกินกว่าขั้น 2 ถูกเปิดเผยออกมาสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ภายในห้องโถงรวมทั้งซูหยางจิงด้วย
“เป็ไปไม่ได้ !!”
“เมื่ออาทิตย์ก่อนเขายังอยู่ระดับลี่จิงขั้น 2 อยู่เลย”
“ความเร็วนี่มันอะไรกัน !!”
“อัจฉริยะ !!! นี่มันอัจฉริยะแล้ว !”
“น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่คนตระกูลซู !”
“น่าอิจฉาจริง ๆ ข้าอยากถามเคล็ดลับกับเขา”
“มันไม่น่าเป็ไปได้ เขาใช้วิธีสกปรกอะไรหรือเปล่า”
“เขาเป็อัจฉริยะแน่ ๆ”
หลากหลายเสียงซุบซิบรอบด้าน ทั้งในด้านที่ดีและไม่ดี ซูหยางจิงเองใบหน้าคล้ำลงทันตาแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ออกมาโดยไม่คิดปิดบัง เฉินฟงไม่ได้ให้ความสนใจกับเสียงรอบข้างนัก สายตาคมสีน้ำตาลยังคงจ้องไปทางซูฮุ่ยชิวเช่นเดิม เขาเห็นประกายตาแห่งความแปลกใจ ความดีใจ และความเสียดายในท้ายที่สุด ซูฮุ่ยชิวรู้สึกชื่นชมพร์ของเฉินฟง ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายที่ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่คนของตระกูลซู ไม่เช่นนั้นเฉินฟงอาจเป็คนหนุ่นอนาคตไกลที่ทำให้ตระกูลซูสาขาหนานตูของเขามีชื่อเสียงขึ้นมาได้
เฉินฟงเข้าใจความรู้สึกของซูฮุ่ยชิวจากอารมณ์ทางแววตาที่อีกฝ่ายไม่คิดปิดบัง แต่เขายังเลือกที่จะเงียบ ไม่นานชายผู้เป็ใหญ่ที่สุดในสถานที่แห่งนี้ก็ยกมือขึ้นเเละเสียงพูดคุยรอบด้านเงียบลงทันตา ซูฉุ่ยชิวถอนหายใจ เขาเสียดายจริง ๆ
“ในเมื่อเ้าเเสดงให้เห็นเเล้วว่าตัวเองมีคุณสมบัติเพียงพอข้าก็จะอนุญาตให้เ้าเดินทางไปเมืองฉางชุนในฐานะรุ่นเยาว์ของตระกูลซูด้วย” แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนตระกูลซูแต่ซูฮุ่ยชิวก็ไม่ลืมที่จะย้ำถึงการสนับสนุนในครั้งนี้ที่ตระกูลซูมีต่อเฉินฟง ต่อให้อนาคตชายหนุ่มคนนี้จะพบเจอคอขวดที่ไม่สามารถทะลวงได้แต่การผูกมัดบุญคุณไว้ก็ไม่เสียหายอะไร ใบหน้าหล่อเหลายิ้มอ่อนโยนออกมาเขาไม่แปลกใจกับความหมายของซูฮุ่ยชิว
“ขอบคุณท่านหัวหน้าตระกูล บุญคุณของตระกูลซูที่ช่วยชีวิตและดูแลข้า ข้าไม่เคยลืม แม้เืในตัวจะไม่ใช่เชื้อสายตระกูลซู และไม่ได้ใช้แซ่ซูแต่ข้าก็จะขอเป็ตัวเเทนของตระกูลซูเข้าสำนักศึกษาด้วยความเต็มใจ”
เฉินฟงคิดเช่นที่พูดไปจริง ๆ เขายินดีที่จะเป็ตัวเเทนของตระกูลซู นั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูฮุ่ยชิวก็คลี่ยิ้มออกมาด้วยความถูกใจ
“ดี ! ดีมาก ในเมื่อเป็เช่นนี้พวกเ้าทั้งหกคนก็รีบเดินทางเถอะ ระยะทางครั้งนี้ค่อนข้างไกลและเป็การเดินทางไกลครั้งแรกของพวกเ้าบางคนด้วย”
ตอนนี้รุ่นเยาว์ทั้งห้าคนรวมทั้งเฉินฟงก้าวออกมาจากที่ของตนทำความเคารพซูฮุ่ยชิวพร้อมสัมภาระประจำตัว เมื่อการประชุมจบลง หัวข้อสนทนาก็กลับมาให้ความสนใจเฉินฟงอีกครั้ง ตอนนี้หลาย ๆ คนยกให้เขาเป็อัจฉริยะประจำตระกูลเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เพราะขนาดคนที่เก่งที่สุดในหมู่รุ่นเยาว์ อย่างคุณชายใหญ่ซูหยางหลงยังไม่สามารถเลื่อนระดับพลังได้รวดเร็วเท่าเฉินฟง
ตระกูลซูตอนนี้กำเนิดอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนใหม่แล้ว…
ซูหยางจิงยิ่งฟังเสียงหลายคนยกย่องเฉินฟงและนำเอาซูหยางหลงพี่ใหญ่ที่เขาเคารพรักมาเปรียบเทียบกับขยะอย่างเฉินฟง ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ซูหยางจิงมากขึ้นไปอีก เขาจงใจเดินเข้าไปใกล้เฉินฟงกระเเทกไหล่ซ้ายของอีกฝ่ายอย่างแรงพร้อมสายตาไม่ยินยอมมองมาที่เฉินฟง
เมื่อเดินออกมาถึงลานหน้าตระกูลซูด้านหน้ามีม้าอยู่11ตัว แต่ละคนมีสัมภาระไม่มากนัก เดิมทีมีรุ่นเยาว์เพียงห้าคนเท่านั้นและซูฮุ่ยชิวได้มอบหมายให้มีคนติดตามความปลอดภัยคณะเดินทางอีกห้าคน โดยมีซูหยุนเป็ผู้นำในครั้งนี้ แต่เมื่อตอนนี้จำนวนผู้เข้ารับการทดสอบมีเพิ่มขึ้นจึงต้องหาม้ามาเพิ่มตามไปด้วย
การเดินทางหลักของเหล่าจอมยุทธ์ระดับต่ำและคนธรรมดายังคงใช้ม้าเป็พาหนะที่สำคัญ แต่ใช่ว่าทุกบ้านจะมีม้าให้ใช้ มีเพียงผู้มีเหรียญทองมั่งคั่งเท่านั้นจึงจะมีทรัพยากรเพียงพอที่จะเลี้ยงม้าได้ แน่นอนจึงไม่ใช่ทุกคนที่จะขี่ม้าเป็
“เฉินฟง เ้าขี่ม้าตัวเดียวกับอาลู่ ส่วนสัมภาระของเ้าสองคนให้เอามาไว้ที่ม้าตัวนี้” ซูหยุนเอ่ยสั่งเสียงเรียบเมื่อเขาปีนขึ้นม้าได้เเล้ว
คนเตรียมม้าคงลืมไปว่าอัจฉริยะคนใหม่ของตระกูลขี่ม้าไม่เป็ การให้เฉินฟงฝืนขี่ตอนนี้ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก ไม่ว่าอย่างไรขบวนเดินทางของเขาก็ควรไปถึงเมืองฉางชุนภายในกำหนด
“ขอรับ”
เป็ซูลู่ที่เอ่ยตอบรับซูหยุน ตอนนี้ทุกคนขึ้นขี่ม้าประจำตัวเป็ที่เรียบร้อยเเล้ว ซูลู่เป็ชายหนุ่มที่ดูอายุมากกว่าเฉินฟง 1 ปี อีกฝ่ายเพิ่มบรรลุระดับลี่จิงขั้น 3 เมื่อสองเดือนก่อน
เป็เฉินฟงที่ส่ายหน้าปฎิเสธคำสั่งของซูหยุน
“ให้ข้าขี่ม้าไปเองเถอะขอรับท่านลุง ข้าขี่ม้าได้และมั่นใจว่าจะไม่ทำให้การเดินทางล่าช้าแน่นอน”
เฉินฟงเดินไปทางม้าตัวสุดท้ายที่ยังว่างอยู่ เป็ซูซีห่าวที่เดิมมาส่งหลานชายถามขึ้นด้วยความสงสัย ตลอด 2 ปี ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นเฉินฟงขี่ม้าเลยซักครั้งแล้วชายหนุ่มตรงหน้าจะขี่เป็ได้อย่างไร
“ข้าไม่เคยเห็นเ้าขี่ม้ามาก่อน”
“อ่า เป็พี่อิงอิงเคยสอนข้า แต่ข้าก็ไม่ได้ขี่ม้านานจริง ๆ”
เฉินฟงหันมาตอบซูซีห่าวพร้อมทั้งลูบแผงคอม้าเพื่อทำความคุ้นเคย น่าแปลกที่ม้าไม่ได้มีท่าทางไม่ยินยอม จังหวะการลูบและเข้าหาม้าของเฉินฟงทำให้คิ้วของซูซีห่าวขมวดเข้าหากัน มันไม่ใช่ท่าทางของคนที่เคยหัดขี่ม้าแค่ไม่กี่ครั้งแน่นอน แต่ซูซีห่าวก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
“ฮึ ! ระวังโชคร้ายตกม้าจนไม่สามารถเข้ารับการทดสอบได้ละกันหากทำเป็เก่ง !”
เป็เสียงของซูหยางจิงที่เอ่ยขึ้นมาค่อนข้างดังแต่คนพูดไม่ได้หันมาทางเฉินฟงราวกับเป็คำพูดกับอากาศธาตุ เฉินฟงเพียงยิ้มมุมปากเท่านั้น ร่างสูงะโขึ้นนั่งบนหลังม้า จังหวะการก้าวะโและการทรงตัวเป็ไปอย่างนุ่มนวลและมีความสง่างามเเฝงอยู่ในที
ท่าทางที่ดูสง่างามนั้นความราบรื่นนั้นยิ่งทำให้ซูหยางจิงไม่สบอารมณ์มากขึ้น แม้หลายคนจะสงสัยว่านี่คือท่าทางของคนที่เคยฝึกขี่ม้าไม่กี่ครั้งจริงหรือแต่ก็ไม่มีใครเอ่ยถามอะไรอีก ด้วยระยะเวลาช้ากว่ากำหนดพอสมควรแล้ว ทำให้ซูฮุ่ยชิวและเหล่าผู้าุโคนอื่นที่ออกมาส่งต้องเร่งให้ทั้งหมดออกเดินทาง
“พวกเ้าทั้งหกคนคือความหวังของตระกูลซู ไม่ว่าอย่างไรการทดสอบในครั้งนี้ก็จงทำให้สุดฝีมือ แต่ก็อย่าได้ฝืนร่างกายตัวเองเกินไปจนได้รับาเ็สาหัส เอาละ ออกเดินทางได้แล้ว”
เฉินฟงหันมายิ้มอบอุ่นเช่นปกติให้ซูซีห่าว เขารับรู้ได้ถึงความเป็ห่วงที่ชายวัยกลางคนคนนี้มีต่อตน นอกจากนั้นมันยังมีความเชื่อมั่นแฝงเข้ามาด้วย
เฉินฟงควบม้าทะยานไปด้านหน้า ฝีมือการขี่ม้าของเขาจัดว่าอยู่ในระดับสูงแม้ไม่ได้ขี่มาหลายปีแต่นั่นไม่ได้ทำให้ทักษะของชายหนุ่มลดลง เพราะฉะนั้นการเดินทางในครั้งนี้เฉินฟงจึงไม่ใช่ตัวถ่วงของคณะเดินทาง
คล้อยหลังกลุ่มเฉินฟงเป็ซูฮุ่ยชิวที่เดินมาหาซูซีห่าวด้วยท่าทางสบาย ๆ แต่สายตายังคงจับต้องไปยังจุดที่คณะเดินทางเพิ่งเคลื่อนตัวออกไป
“ความสามารถของเด็กคนนั้นจัดว่าเป็อัจฉริยะคนนึง น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่คนตระกูลซู หากวันใดความทรงจำของเขากลับคืนเกรงว่าต่อให้ตระกูลซูอยากรั้งเขาไว้อย่างไรก็ไม่อาจทำได้”
ซูซีห่าวหันมาทางหัวหน้าตระกูลซูสาขาหนานตู นั้นก็เป็ความคิดที่เขาคิดเช่นเดียวกัน
“อย่างนั้นท่านจะยังสนับสนุนเขาอยู่หรือไม่เล่า”
“ฮ่าฮ่าฮ่า พี่ซีห่าว ข้าไม่ใช่คนใจแคบแม้เราจะไม่รู้ว่าคอขวดของเขาอยู่ใน่ใด หรืออนาคตเขาจะไปจากตระกูลซูหรือไม่ แต่ในตอนนี้เขาคือรุ่นเยาว์ของตระกูลซูสาขาหนานตูอย่างไรข้าก็ยังจะสนับสนุนเขาต่อไป ใครใช้ให้ความสามารถในการฝึกฝนของเขารวดเร็วจนน่าใเช่นนี้กัน”
ซูซีห่าวเพียงยิ้มกับคำพูดนั้นขอซูฮุ่ยชิว ร่างผอมสูงเดินกลับเข้าไปในประตูตระกูลซูด้วยรอยยิ้ม
เมื่อซักครู่ไรท์ลงผิดตอนนะคะทุกคน อันนี้แก้ไขเรียบร้อยค่า