พิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค1 ดินแดนแห่งท้องฟ้า

    ตอนที่ 25 ยันต์วิเศษของนักพรตเซียน

    “ยันต์วิเศษคืออะไร?” เจิ้นเทียนสงสัยเพราะเพิ่งเคยได้ยินชื่อยันต์วิเศษเป็นครั้งแรก “เจ้านี่มันเด็กน้อยจริงๆ ยันต์วิเศษก็คือ ของวิเศษชิ้นหนึ่งที่เขียนโดยชนเผ่านักพรตทั้งหลาย มีพลังวิเศษขึ้นอยู่กับประเภทของยันต์นั้นๆ ถือเป็นของหายากและราคาแพง ในเผ่าเรามีแค่ท่านพ่อของข้าและท่านหัวหน้าเผ่าเท่านั้น ที่มีกันคนละหนึ่งแผ่น”
    อู๋ต้าอธิบายอย่างผู้รู้ ซึ่งแท้จริงแล้วเขาก็เพิ่งรู้จากอู๋เหลียงพ่อของเขาเช่นกัน ในดินแดนแห่งท้องฟ้านั้นนอกจากผู้ฝึกวรยุทธ์ที่เน้นวิถีแห่งนักรบแล้ว ยังมีเหล่านักพรตที่ฝึกตนตามแบบเซียน ซึ่งนักพรตที่ฝึกแนวทางของเซียนนั้นจะมีวิธีการฝึกและเรียกขั้นพลังแตกต่างจากผู้ฝึกวรยุทธ์ดังนี้ ระดับพื้นฐาน เทียบเท่าระดับนักรบฝึกหัดระดับสร้างปราณ  เทียบเท่าระดับนักรบระดับลมปราณ เทียบเท่าระดับหัวหน้านักรบระดับปราณแท้เทียบเท่าระดับขุนศึก
    ในระดับปราณแท้และระดับขุนศึกนั้น ยังไม่เคยมีใคร ในดินแดนแห่งท้องฟ้าฝึกฝนไปถึง เหล่านักพรตฝึกตนนั้นมีจำนวนน้อยมาก แค่ไม่กี่ชนเผ่า เพราะข้อจำกัดเรื่องร่างกายของผู้ฝึกที่ต้องมีคุณสมบัติพิเศษ แต่เหล่านักพรตก็มีวิชาเวทย์และของวิเศษ ทดแทนในเรื่องของจำนวนสมาชิกเผ่า “การสร้างยันต์หนึ่งแผ่นนั้นยากมาก ราคาก็เลยสูง โชคดีที่พ่อของข้าเคยช่วยชีวิตนักพรตผู้หนึ่งไว้ เลยได้ยันต์แผ่นนี้มา” อู๋ต้าพูดอย่างโอ้อวด “แล้วยันต์แผ่นนี้ทำอะไรได้บ้าง?” เจิ้นเทียนถามต่อ “เจ้าลองดูแล้วกัน ” อู๋ต้าหยิบยันต์มาแปะที่ตัว แล้วก็พนมมือท่องคาถาพึมพำ เพียงชั่วอึดใจยันต์แผ่นนั้นก็ส่องแสงวาบ เมื่อเห็นยันต์ส่องแสงออกมา อู๋ต้าก็ยื่นฝ่ามือออกมาทันที ทันใดนั้นลูกไฟขนาดหัวแม่มือก็พุ่งออกมาจากฝ่ามือดูน่าอัศจรรย์ “พรึ่บบบบ!!... ” “นี่มัน!....” เจิ้นเทียนตกใจทันที มองดูภาพลูกไฟพุ่งออกมาจากกลางฝ่ามือของอู๋ต้า ที่พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว แต่เพียงชั่วกระพริบตา ดวงไฟที่ขนาดหัวแม่มือนั้น ก็หล่นห่างจากอู๋ต้าเพียงสามก้าว...แล้วหายไป “ฮ่าๆๆ อู๋ต้า นี่เจ้าเล่นกลตลก ให้ข้าดูหรือนี่” เจิ้นเทียนที่ยืนอึ้ง หัวเราะออกมาทันที “นี่ข้าเพียงแค่ทดสอบให้เจ้าดู ถึงความวิเศษของมันเท่านั้นเด็กน้อย ”อู๋ต้าหน้าแดง พลันยืดอกแล้วคุยต่อทันที “ยันต์นี้สามารถใช้ได้กับผู้ที่สร้างปราณแล้วเท่านั้น ท่านพ่อมอบให้ข้าหลังจากที่ข้าทะลวงขั้นนักรบได้  ถ้าอีกหน่อยข้ามีพลังปราณที่มากกว่านี้ มันก็น่าจะใหญ่และไกลมากกว่านี้แน่นอน นี่ข้าต้องนั่งท่องคาถานี้ถึงสามวันเลยนะกว่าจะจำได้” อู๋ต้าอธิบายด้วยเสียงอ่อย อันที่จริงยันต์แผ่นนี้มีชื่อว่ายันต์อัคคี สามารถใช้สร้างลูกไฟได้ โดยขนาดของลูกไฟขึ้นอยู่กับพลังปราณของผู้ใช้ ซึ่งการใช้งานต้องร่ายคาถากำกับอีกที ถือเป็นยันต์ที่หายากชนิดหนึ่ง “ถือว่าเป็นของวิเศษจริงๆ ถ้าเจ้าตั้งใจฝึกให้ดีมันน่าจะช่วยเจ้าได้ในศึกครั้งนี้ อย่างน้อยตอนนี้เจ้าก็จุดไฟทำกับข้าวได้ง่ายขึ้น” เจิ้นเทียนพูดแซวอู๋ต้าต่อ จนอู๋ต้าหน้าแดงด้วยความอายเล็กน้อย อันที่จริง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักยันต์วิเศษและเห็นอิทธิฤทธิ์ที่น่ามหัศจรรย์ จนเขาอยากได้ยันต์วิเศษแบบนี้เป็นไม้ตายติดตัวบ้าง แต่เมื่อรู้ว่าเป็นของหายากและราคาสูง เขาจึงเลิกคิดและคุยกับอู๋ต้าต่อ “เจ้าจะเดินทางเมื่อไหร่ ข้าจะได้เตรียมตัว” “อีกสองวัน...ข้าจะออกเดินทาง เช้าวันเดินทางเจ้ามาที่บ้านของข้าได้เลย” อู๋ต้าตอบพร้อมนัดหมาย …………………… สองวันต่อมา เจิ้นเทียนก็ออกเดินทางพร้อมคนของบ้านอู๋ต้า ซึ่งนำโดยอู๋เหลียงพ่อของเขา พร้อมข้าวของเต็มเกวียนที่เต็มไปด้วยสินค้ามากมาย
    การเดินทางค้าขายของเผ่าฟ้าคำรามนั้น จะใช้แรงงานคนลากและเข็นเกวียนเป็นหลัก เพราะม้าหรือสัตว์ที่ใช้ลากนั้น มีราคาแพงและต้องเลี้ยงดูอย่างดี ที่เผ่าฟ้าคำรามจึงมีการใช้ม้าเฉพาะหัวหน้าเผ่าและนักรบสำหรับออกรบเท่านั้น ในขบวนนี้มีด้วยกันอยู่สิบคน มี เจิ้นเทียน อู๋ต้า อู๋เหลียง และคนในบ้านอู๋ต้าอีกหกคน  ส่วนอีกคนเป็นแขกพิเศษที่ขอติดตามมาด้วย นั่นก็คือ...มู่ปิง มู่ปิงเองก็อยากเปิดหูเปิดตาด้วยเช่นกัน นางก็ยังไม่เคยมาที่ตลาดหุบเขาเลือด จึงรบเร้ามู่เหวินผู้เป็นพ่อ ขอเดินทางมากับบ้านของอู๋ต้า มู่เหวินทนรบเร้าไม่ไหวจึงฝากฝังกับอู๋เหลียงให้ช่วยดูแล ส่วนตัวเองก็กลับไปจัดแจงธุระในเผ่าต่อ  “มู่ปิงเดี๋ยวถ้าถึงที่ตลาดหุบเขาเลือด พี่อ้วนจะพาเจ้าเดินเที่ยวเอง ไม่ต้องห่วงนะมีพี่อ้วนอยู่ ไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าแน่ เพราะข้ามีของดีประจำตระกูลคอยช่วย” อู๋ต้าคุยโอ้อวดตลอดที่เดินทาง พร้อมแอบขายขนมจีบใส่มู่ปิงตลอด อันที่จริงมู่ปิงก็ชอบคุยเล่นกับอู๋ต้า เพราะอู๋ต้าเป็นคนคุยสนุกและตลกตั้งแต่เด็กๆ  แต่เพราะตั้งแต่โตขึ้น แล้วหวังอู่คอยตามอยู่ตลอดเวลา อู๋ต้าก็ไม่ค่อยกล้ามาคุยเล่นเหมือนตอนเด็กๆอีกเลย โชคดีที่ครั้งนี้หวังอู่โดนกักตัวอยู่ที่บ้าน จึงไม่ได้ตามมาด้วย “ของดีประจำตระกูลของเจ้านี่ ใช่ไฟหิ่งห้อยวันนั้นหรือเปล่านะ?” เจิ้นเทียนพูดแซวอู๋ต้า “จุ๊ๆ เด็กน้อย ไฟหิ่งห้อยที่เจ้าว่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิงมันคือไฟแห่งความรัก เจ้ารู้ไว้ด้วย”
    อู๋ต้ารีบแก้ตัว แล้วโม้กับมู่ปิงต่อ
    นี่เป็นครั้งแรกที่มู่ปิง ได้พูดคุยกับเจิ้นเทียนหลังจากที่เขาได้รับมรดกวรยุทธ์และร่างกายเปลี่ยนไป
    ภาพเด็กผู้ชายตัวเล็กผอม ผมเผ้ายุ่งเหยิงและใส่ชุดขาดตั้งแต่เด็ก ยังอยู่ในความทรงจำของมู่ปิง ตั้งแต่เด็กมู่ปิงไม่ค่อยได้คุยกับเจิ้นเทียนมากนักเพราะเจิ้นเทียนไม่ค่อยพูด จึงโดนหวังอู่และพวกแกล้งเสมอ หลายครั้งที่มู่ปิงเห็นและเข้าไปจัดการพวกหวังอู่เพื่อช่วยเจิ้นเทียน แต่ตอนนี้เด็กผู้ชายคนนั้น กลับกลายเป็นชายหนุ่มสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาแถมยังพูดเก่งไปเสียแล้ว เมื่อมองเจิ้นเทียนที่พูดหยอกล้อกับอู๋ต้าตลอดทาง มู่ปิงก็อารมณ์ดีและสนุกไปกับพวกเข้าด้วย บางครั้งนางก็หน้าแดงอย่างไม่เข้าใจตัวเอง....เมื่อมองไปที่เจิ้นเทียน .........................................