ตอนที่ 2 ตัวอักษร
ความหย่อนใจที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวของเสวียนฮวาคือตัวหนังสือ หญิงสาวถูกอบรมสั่งสอนให้โตขึ้นมาอย่างที่สตรีในตระกูลอันสูงส่งพึงจะเป็ นางทำได้ทั้งเขียนบทกวี เล่นหมากรุก เล่นดนตรี และวาดรูป แต่สิ่งที่เสวียนฮวาโปรดปรานเป็ที่สุดนั้นก็คือนั่งอ่านตัวหนังสือเงียบๆ แต่เพียงผู้เดียวแล้วปล่อยให้จินตนาการของตัวเองโลดแล่นไปกับเื่ราวทางประวัติศาสตร์ วีรกรรมของวีรชนนั้นถูกฉายอยู่ในห้วงคำนึงของเสวียนฮวาอย่างไม่รู้จบสิ้น
หญิงสาวจินตนาการถึงภาพการต่อสู้ของทหารม้าแคว้นฉินที่นำโดยยอดขุนพลไป๋ฉี พาเหล่าทหารของตนเองกรายทวนสังหารทหารทัพหานทัพเว่ยจนแตกพ่ายย่อยยับทั้งๆ ที่ฝ่ายฉินมีทหารน้อยกว่าต่อหลายเท่า
เสวียนฮวาเป็สตรีก็จริงแต่นางมีใจฝักใฝ่การทหารยิ่งนัก อาจจะด้วยเพราะหญิงสาวเกิดมาในตระกูลนักรบ หญิงสาวจึงได้จินตนาการถึงยอดชายว่าบุรุษที่ประเสริฐย่อมพกกระบี่ล้ำค่าติดกาย ขี่ม้าพันลี้อย่างอาจหาญ บัญชาทัพร้อยหมื่น ต่อสู้เพื่ออาณาประชาราษฎร์มิใช่หรือ?
นางรู้สึกอิจฉานางหยูจีที่ได้เป็สนมรักของฉู่ป้าหวาง สตรีผู้เป็ภริยาเพียงหนึ่งเดียวของยอดชายแห่งยุค ถึงนางหยูจีจะมีชีวิตที่แสนสั้นแต่อย่างน้อยที่สุดนางก็ได้โอบกอดชายที่นางรักจนถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิตมิใช่หรือ หากเสวียนฮวาเลือกได้ สู้นางเป็หยูจีเพียงหนึ่งวัน ยังดีเสียกว่าเป็ฮั่นเฟยเยี่ยน*ทั้งชีวิตเสียอีก
เสวียนฮวาดำดิ่งกับเื่ราวทางประวัติศาสตร์ทั้งวันอย่างไม่รู้จักเบื่อ อาจจะด้วยเพราะ้าหนีออกจากโลกความจริงที่ทุกข์ทน เมื่อยามกลางวันนางก็เอาแต่จมกับตัวอักษรอย่างเดียวเท่านั้น และมีอยู่เพียงสาเหตุเดียวที่ทำให้เสวียนฮวาเดินออกจากตำหนักได้นั้นก็คือ...การไปที่หอพระสมุดแห่งวังหลวงนั่นเอง
การเป็ฮองเฮาที่ไม่มีใครเหลียวแลมันเ็ปนัก สถานะของนางตอนนี้อาจจะย่ำแย่กว่านางกำนัลคนโปรดของกุ้ยเฟยทั้งสี่เสียด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เื่จำเป็จริงๆ เสวียนฮวาจะไม่มีทางย่างกรายออกจากนอกตำหนักเลย
ฉลองพระองค์ที่นางใส่แม้นจะเป็ฉลองพระองค์ของฮองเฮา แต่มันก็หาได้สวยสดเทียมเท่ากับกุ้ยเฟยทั้งสี่เ่าั้ ไม่ต้องนับเหล่าถนิมพิมพาภรณ์ที่สตรีพวกนั้นได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้มากมายนัก มิพอ ยังมีเ้าพนักงานขันทีน้อยใหญ่คอยตามเสด็จปานกระบวนพยุหะก็มิปาน
เสวียนฮวาต้องระวังอย่างที่สุดว่าหากก้าวออกนอกตำหนักแล้วต้องมิไปเจอสนมคนใดคนหนึ่งเ่าั้
“เรียนฮองเฮา ตอนนี้แหละเพคะ” อาตง นางกำนัลอีกผู้หนึ่งเข้ามากราบทูลเสวียนฮวา
หญิงสาวรู้สึกกระอักกระอ่วนทุกคราว ยามที่จะต้องก้าวเดินออกนอกตำหนัก นางมิใช่นักโทษ นางไม่ได้ทำอันใดผิด และนางมีศักดิ์เป็ถึงฮองเฮาที่เป็รองจากฮ่องเต้ในวังหลวง แต่เหตุไฉนนางต้องมาอยู่ในสภาพนี้ จะย่างเท้าออกไปแต่ละคราวก็ต้องให้นางกำนัลออกไปดูลาดเลาว่ามีใครเดินผ่านหรือไม่
ที่เป็อย่างนี้มิใช่เพราะองค์ฮ่องเต้กลั่นแกล้งนางผู้เป็ภริยาเอกของพระองค์หรอกหรือ?
ตอนนี้เป็เวลายามรุ่งสาง อาลักษณ์เริ่มเข้าทำงานในหอพระสมุดแล้ว เสวียนฮวาเดินไปช้าๆ ใบหน้ามองตรง ถึงแม้นนางจะถูกฮ่องเต้เมินเฉย แต่ถึงอย่างไรเสวียนฮวาก็ยังถือว่าตนเองเป็ราชนิกูลผู้สูงศักดิ์ แม้นไม่มีขบวนขันทีตามเสด็จ มีเพียงนางกำนัลสองนางเดินตามหลัง แต่นางก็ยังคงความเป็พญาหงส์อยู่เช่นเดิม
ทางเดินระหว่างตำหนักฮองเฮากับหอพระสมุดห่างกันไม่น้อย ต้องใช้เวลาเกือบก้านธูปค่อยจะเดินไปถึง หญิงสาวก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่ในใจเสวียนฮวานั้นอยากให้นางเหาะไปถึงหอพระสมุดให้ได้เดียวนั้นเหลือเกิน ตลอดเส้นทางนั้น มีทั้งหมู่บุพชาติหลากสีงดงามที่ถูกดูแลเป็อย่างดี ูเาจำลองที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างวิจิตรตระการตานัก ยามเมื่อต้องแสงรำไรของเวลาเช้า ก็ทำให้วังหลวงดูเป็์บนดิน
แต่ความจริงในจิตใจนั้นก็ยังคงเต็มไปด้วยความระทมทุกข์อยู่ดี เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดสรรมาเพื่อนางเลย หญิงสาวรู้ดีว่านางไม่มีส่วนอันใดกับรุ่มรวยและงดงามในวังหลวงทั้งสิ้น
ดั่งคำโบราณว่าไว้ถนนแคบเจอคนชัง แทบจะทันทีที่เสวียนฮวาเดินริมระเบียงเลี้ยวอ้อมตำหนักแห่งหนึ่ง นางก็กลับต้องมาเจอภาพบาดตาจนได้ นั่นก็คือนางพบกับองค์ฮ่องเต้กำลังเสด็จมากับหลี่กุ้ยเฟย ในพริบตานั้นฮ่องเต้กลับส่งสายตามองนางผู้เป็ฮองเฮาของพระองค์เองราวกับว่านางเป็เพียงสัตว์ตัวหนึ่ง
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญเพคะ” เสวียนฮวาและนางกำนัลทั้งสองก็รีบหลีกเข้าริมทางและถวายพระพรในทันที หญิงสาวหลุบตาลงต่ำ มองเพียงชายฉลองพระองค์ของฝ่าพระบาทด้วยว่าไม่อยากจะเห็นสีหน้าที่ทำให้นางเ็ป
ฮ่องเต้มิตรัสประการใด ในครรลองจักษุนางก็มีเพียงชายฉลองพระองค์ปักลายัเสด็จผ่านไปกับชายกระโปรงสีน้ำเงินปักดิ้นทองใหม่เอี่ยมของหลี่กุ้ยเฟยที่เดินเคียงข้างกันดุจคู่รักข้าวใหม่ปลามัน แม้นกระทั่งชุดของนางกำนัลของหลี่กุ้ยเฟยที่ตามเสด็จยังใหม่กว่าชุดฮองเฮาที่นางสวมใส่เสียอีก
เสวียนฮวาหลับตา ทว่าเสียงกอร่อกอซิกของหลี่กุ้ยเฟยที่ฉอเลาะองค์ฮ่องเต้ก็ยังดังเข้าหูนางตลอด นางรู้สึกว่าวันนี้เป็การเริ่มต้นวันอย่างโชคร้ายเหลือเกินที่ตนเองต้องมาเจอเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจตนเองเยี่ยงนี้ สิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกเสวียนฮวานั้นหาใช่ความโปรดปรานที่ฮ่องเต้มอบให้กับสตรีอื่นไม่ แต่เป็ความแล้งพระทัยที่พระองค์ให้กับเสวียนฮวาต่างหาก
บางคราเสวียนฮวาก็อยากถวายฎีกาขอพระราชทานแพรขาวสามฉื่อให้ขันทีมารัดพระศอนางเสียให้จบสิ้นชีวิตไปด้วยซ้ำ
เมื่อเสด็จไปแล้ว หญิงสาวก็จึงค่อยก้าวต่อไปยังหอพระสมุด ความสดชื่นอันน้อยนิดที่มีแต่เดิมก็มลายหายไปสิ้น ความกระหายใคร่อยากที่จะได้อ่านหนังสือเล่มต่อไปก็ปลาสนาการด้วยการได้พบกับพระสวามีในยามเช้า
คิดแล้วก็ยิ่งเวทนาตนเอง
หอพระสมุดตอนนี้มีอาลักษณ์เข้ามาทำงานแล้ว เสวียนฮวายังพยายามตั้งสติก้าวเท้าเข้าไปอย่างคงพระเกียรติที่แทบจะไม่มีเหลืออยู่
“ถวายพระพรองค์ฮองเฮา” อาลักษณ์ที่ประจำหอพระสมุดก็รีบคุกเข่าถวายบังคมทันทีที่เห็นนาง
“ลุกขึ้นเถิดท่านอาลักษณ์”
“องค์ฮองเฮาทรงอ่านหมดแล้วหรือ” สายตาของอาลักษณ์เหลือบไปเห็นกองหนังสือในตระกร้าที่นางกำนัลทั้งสองของเสวียนฮวาหิ้วเข้ามาด้วยกัน
หญิงสาวยิ้ม “ข้าแทบจะกินตัวอักษรแทนข้าวอยู่แล้ว”
“พระองค์ทรงพระปรีชายิ่งนัก กระหม่อมยินดียิ่งนักที่ได้มีโอกาสรับใช้องค์ฮองเฮาผู้ใฝ่ศึกษา” ซือหม่าฟู่ผู้เป็อาลักษณ์ยิ้มแก้มปริเมื่อรับหนังสือจากพระนาง
ปกติแล้วการร่ำเรียนเขียนอ่านย่อมเป็หน้าที่หลักของพระโอรสและพระธิดาขององค์ฮ่องเต้หรือประยูรญาติใกล้ชิด ทว่าองค์ฮ่องเต้ยังไม่ทรงมีโอรสหรือธิดาแม้นเพียงพระองค์เดียว ทั้งที่มีฮองเฮา สี่สนม และสนมชั้นรองอีกมากมาย เสวียนฮวารู้สึกสังเวชตนเองนักที่ตัวเองบุญน้อยได้เป็ฮองเฮาของฮ่องเต้ที่ไร้ทายาท มิเช่นนั้นแล้ว หากนางมีพระโอรสให้พระองค์สักคน สถานะของเสวียนฮวาย่อมดีกว่านี้เป็แน่
ดังนั้นหอพระสมุดจึงแทบเป็ที่ที่ไม่มีใครย่างกรายเข้ามาเลย ตัวองค์ฮ่องเต้ก็ไม่ใส่ใจ นางตำหนักในผู้อื่นก็ไม่สนเื่นี้ ทั้งวังหลวงก็ดูเหมือนว่ามีเพียงองค์ฮองเฮาผู้ถูกลืมเพียงคนเดียวที่ใส่ใจอยากจะอ่านเื่ราวผ่านตัวอักษรเหล่านี้
หญิงสาวเดินเข้าไปตามชั้นหนังสือ เลือกดูประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์ฉิน ในบัดนั้นลมหนาวพัดะเืเข้ามาทำให้นางรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา
“ฮองเฮาทรงสวมผ้าคลุมก่อนเพคะ” อาตงรีบเดินเข้ามา ถวายผ้าคลุมขนจิ้งจอกให้กับนาง นางกำนัลตัวน้อยถวายการรับใช้คลุมผ้าลงบนบ่าอันบางของเสวียนฮวาอย่างแคล่วคล่อง หญิงสาวปล่อยให้ขนหนังจิ้งจอกที่บุกำมะหยี่สีแดงอยู่ด้านในห่อตัวให้ความอบอุ่น ขนหนังจิ้งจอกที่ฟูนุ่มนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่านางได้หวนกลับไปบ้านเกิดเมื่อครั้งนางยังมีความสุขที่หยวินหนาน มือเรียวบางลูบไล้ขนฟูนุ่มไปมาเบาๆ แล้วก็นึกคิดถึงท่านพ่อกับท่านแม่ที่ตายไปแล้วขึ้นมา
ตอนนี้ท่านพ่อกับพี่ชายนางเป็อย่างไรบ้าง? คิดแล้วก็ทอดถอนหายใจขึ้นมา นางไม่มีทางแจ้งข่าวเื่สถานะของตนเองในวังหลวงให้กับครอบครัวนางได้รับรู้เป็อันขาด
นางคือบุตรสาวของผิงซีอ๋อง เป็สายสกุลผู้ดูแลแผ่นดินต้าเฉิงแห่งทิศใต้ เื่แค่นี้ไยนางต้องโอดครวญเล่า?
“ข้าขอนั่งอ่านหนังสือที่นี่ได้หรือไม่ท่านอาลักษณ์”
“ด้วยความยินดีอย่างล้นพ้นพะยะค่ะ” ซือหม่าฟู่ยิ้มกว้างจนตาหยี งานของเขาความจริงแล้วก็แทบจะเป็งานที่ถูกลืมหาได้ต่างอะไรกับเสวียนฮวาไม่ ดังนั้นในความรู้สึกของอาลักษณ์ผู้นี้ การได้มีอาคันตุกะเป็ถึงองค์ฮองเฮาก็ถือเป็เกียรติของเขาอย่างล้นพ้น ยิ่งเป็ฮองเฮาที่สนใจใคร่รู้ในตำรับตำราอย่างแท้จริงแล้ว มีหรือที่บัณฑิตคลั่งตำราอย่างเขาจะไม่ถือว่าเป็เกียรติยศที่ได้ถวายการรับใช้ผู้สูงศักดิ์เช่นนี้
ความยินดีในสีหน้าของซือหม่าฟู่ และความนอบน้อมของเขานั้นก็ทำให้เสวียนฮวารู้สึกดีขึ้นมา สำหรับนางแล้ว ไม่มีที่ใดในวังหลวงที่เป็ที่พักพิงแก่นางเท่ากับเหล่าตัวอักษรและเื่ราวในอดีตอีกแล้ว