บทที่ 21 ใจหวาดหวั่น
เว่ยฉางอันมองไปที่หรงหลีเซิงที่กำลังยิ้มมุมปากเล็กน้อย ราวกับได้รับผลประโยชน์แล้วแต่ก็ยังมาทำท่าทางเอาอกเอาใจนางอยู่อีก
"เ้าช่างเป็คนใจดำเสียจริง"
นางเหลือบมองคนที่ยิ้มไม่วางตรงหน้า เว่ยฉางอันรู้สึกเจ็บใจ
"ชินอ๋องพูดอะไรกัน วิชาแพทย์ของข้านั้นไม่มีใครเทียบเทียมได้ จะให้คนอื่นมาขโมยวิชาไปไม่ได้หรอก"
นางหรี่ตาทั้งสองข้าง ยิ้มเสแสร้งพูดกับหรงหลีเซิง
พูดเหลวไหลใครจะทำไม่ได้ล่ะ! หาข้ออ้างแบบนี้ใครจะหาไม่ได้กัน!
เห็นนางไม่ยอมแพ้แม้แต่น้อย หรงหลีเซิงจึงมีแววตาคล้ายขบขันอยู่ครู่หนึ่ง ท่าทางดื้อรั้นของคุณหนูใหญ่เว่ยทำให้เขาอยากเห็นด้านอื่น ๆ ของนางมากขึ้น
อย่างไรก็ตามนางก็จะต้องมาเป็พระชายาของเขาอยู่แล้ว หรงหลีเซิงรู้สึกโชคดีขึ้นมาทันทีที่ตนเองลงมือได้รวดเร็ว ไม่อย่างนั้นคนที่น่าสนใจเช่นนี้คงถูกผู้อื่นคาบไปก่อนแล้ว
แค่คิดมาถึงตรงนี้ หรงหลีเซิงพลันรู้สึกโกรธจนตัวสั่น คนที่เขาเลือกแล้ว ใครก็ห้ามแตะต้อง ไม่เช่นนั้นคงมีทางเดียวคือตาย!!
ขณะที่ความโกรธของเขากำลังปรากฏออกมาช้า ๆ มือเล็กเย็นเฉียบก็ได้วางลงบนหัวเข่าของเขา ทำให้เขาสติกลับมาในทันที
ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นมีแสงประหลาดวาบผ่าน ทว่าต่อหน้าเว่ยฉางอันตอนนี้เขากลับผ่อนคลายความระมัดระวังลงจริง ๆ
"ตอนนี้ชินอ๋องจะมีความรู้สึกที่ขาได้ชั่วคราวเพราะเข็มเงินเท่านั้น ขาข้างนี้ไม่ใช่ว่าจะหายได้ในชั่วข้ามคืน ยังต้องรักษาในระยะยาวอีกเพคะ"
ร่างกายหรงหลีเซิงสั่นเทาเล็กน้อย นางรู้สึกได้ ดังนั้นจึงอธิบายให้เขาฟัง แต่นางไม่รู้ว่าสิ่งที่หรงหลีเซิงคิดอยู่ในใจตอนนี้ไม่ใช่เื่ความรู้สึกที่ขาของเขา แต่เป็เพราะตัวนางต่างหาก
"อืม เช่นนั้นต่อไปก็ต้องฝากให้คุณหนูใหญ่เว่ยช่วยดูแลเราแล้ว"
เห็นเว่ยฉางอันบอกว่าขาสามารถรักษาให้หายได้ เขาแทบไม่กล้าเชื่อ เพราะเขาก็ไปหาหมอมากมาย แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้เลย สำหรับเว่ยฉางอัน เดิมทีเขาก็ไม่ได้หวังอะไร แต่ไม่คิดว่านางจะทำให้ขาของเขามีความรู้สึกได้เช่นนี้
แม้จะเป็ความรู้สึกเพียงชั่วครู่ แต่ก็เป็สิ่งที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน ดังนั้นในใจเขาจึงได้ตัดสินใจแล้ว
"ท่าน...หมายความว่า ท่านจะร่วมมือกับข้างั้นหรือ"
คำพูดของเขาทำให้เว่ยฉางอันชะงักมือที่กำลังหยิบเข็ม แม้นางจะมั่นใจมาตลอดว่าจะทำให้หรงหลีเซิงยอมร่วมมือกับนาง แต่เมื่อเขาตอบตกลงจริง ๆ เว่ยฉางอันกลับรู้สึกเหมือนไม่อยากเชื่อ
"อะไรกัน เ้าไม่อยากร่วมมือกับข้าหรือ"
"อยากเพคะ ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงกันแล้ว"
เมื่อหรงหลีเซิงถามเช่นนั้น จึงทำให้เว่ยฉางอันร้อนรนขึ้นมารีบยื่นมือออกไปคว้ามือเขาไว้โดยไม่ทันคิด ตาเบิกกว้างเล็กน้อย เกรงว่าเขาจะเปลี่ยนใจ
การกระทำของนางทำให้ทั้งนางและเขาต่างชะงักไป
หรงหลีเซิงเป็ฝ่ายได้สติกลับมาก่อน รอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ข้างหูเว่ยฉางอัน แล้วถามเสียงเบา "เ้ากระวนกระวายใจขนาดนั้นเชียวหรือ"
"ไม่...ไม่ใช่สักหน่อย พูดอะไรกัน รีบถอดหน้ากากออกเร็วเถิดเพคะ หม่อมฉันจะได้รักษาให้"
เสียงทุ้มน่าฟังของเขาดังขึ้นข้าง ๆ หูของเว่ยฉางอัน ลมหายใจอุ่น ๆ พัดผ่าน ทำให้นางถึงกับหน้าแดงก่ำทันที ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน แล้วค้นหาของในถุงผ้าที่นางนำมา
"หึหึ"
มองเงาหลังที่ร้อนรนของนาง ท่าทางเขินอายเช่นนี้ ทำให้หรงหลีเซิงหัวเราะออกมาเบา ๆ แม้แต่หางตาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม คิดดูดี ๆ แล้ว ดูเหมือนจะนานมากแล้วที่เขาไม่ได้หัวเราะอย่างสบายใจเช่นนี้
ได้ยินเสียงหัวเราะจากด้านหลัง ใบหน้าของเว่ยฉางอันยิ่งแดงก่ำขึ้นไปอีก เหมือนผิงกั่วสีแดงที่สุกงอม
"ยังไม่รีบถอดออกอีกหรือเพคะ"
เมื่อเว่ยฉางอันหันกลับมาเห็นหรงหลีเซิงยังมองมาที่นางอยู่ สีหน้าของนางจึงเปลี่ยนไปทันที นางแสร้งทำเป็จริงจังพูดกับเขา
เมื่อเห็นเว่ยฉางอันกำลังจะโกรธจนหน้าแดงแล้ว หรงหลีเซิงก็ไม่ยั่วนางอีกต่อไป เขาให้ความร่วมมืออย่างดีและถอดหน้ากากออกเอง เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็
เว่ยฉางอันคุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้ นางเคยเห็นแผลที่น่ากลัวยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ ดังนั้นนางจึงแสดงท่าทีเฉยเมย
นางนำยาที่ทำขึ้นเองออกมา ยานี้ทำจากสมุนไพรชั้นดีที่ตนซื้อมาจากร้านขายยา เพื่อทำมันขึ้นมานางต้องใช้เวลาทั้งคืนเลยทีเดียว
ความเย็นของยาที่ทาลงบนใบหน้าทำให้เขารู้สึกสบายอย่างมาก หรงหลีเซิงััถึงความเย็นของยาขณะจ้องมองหญิงสาวตัวเล็กที่กำลังทาให้เขาอย่างตั้งใจ
เนื่องจากความตั้งใจในการทายา ใบหน้าของนางจึงค่อย ๆ กลับสู่สีหน้าปกติ และมีท่าทางจริงจังมากขึ้น หรงหลีเซิงมองนางแล้วพบว่าเมื่อใดที่นางมีสมาธิเช่นนี้ก็ราวกับบนร่างกายของนางกำลังมีแสงส่องลงมา ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปได้
บางทีสายตาของหรงหลีเซิงอาจจะร้อนแรงเกินไป จนทำให้เว่ยฉางอันเสียสมาธิไปบ้าง เมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาของเขาที่ลึกล้ำราวกับบ่อน้ำ มองไม่เห็นแม้แต่ก้นบึ้ง
สักพักใหญ่ นางจึงได้สติกลับมา ตอนแรกนางตั้งใจจะถามเขาว่าเหตุใดถึงจ้องนาง แต่พอจะพูดออกมากลับกลายเป็ประโยคอื่นแทน
"ชินอ๋อง...เหตุใดท่านถึงยอมให้หม่อมฉันเป็ชายาของท่านหรือ?"
"เ้าอยากรู้หรือ"
หรงหลีเซิงมองไปที่เว่ยฉางอันที่ดูไม่ค่อยเป็ธรรมชาตินัก เขาใช้นิ้วลูบที่พักแขนรถเข็น สายตาจับจ้องไปที่นาง ถามด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สายตาของนางก็จับจ้องไปที่ใบหน้าของเขาโดยไม่หลบเลี่ยง มือที่ทายาก็ไม่ได้หยุดแต่อย่างใด เพียงส่งเสียงตอบ "อืม" ในลำคอออกมาเบา ๆ
คำตอบที่แน่วแน่ของนางทำให้หรงหลีเซิงเลิกคิ้วขึ้น เขาไม่คิดว่านางจะพยักหน้าตอบตรง ๆ เช่นนี้ ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกหาคำพูดตนเองไม่เจอไปเลย
"เพราะ..."
ดวงตาของเขาเป็ประกายวาบหนึ่ง เสียงไพเราะดังออกมาจากปากของเขา เว่ยฉางอันรอฟังคำพูดของเขา ท่าทางของนางจึงเชื่องช้าลง
"เพราะคนที่เห็นหน้าข้าแล้วต้องแต่งงานกับข้า"
หลังจากรอครู่ใหญ่ นางไม่คิดเลยว่าหรงหลีเซิงจะให้คำอธิบายเช่นนี้ เว่ยฉางอันอยากจะหันหลังเดินจากไปจริง ๆ
แต่พอคิดว่าตอนนี้นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ ดังนั้นเว่ยฉางอันจึงยิ้มอย่างเ็า พยักหน้าเงียบ ๆ
หากว่าสายตาของนางสามารถฆ่าคนได้ กลัวว่าหรงหลีเซิงคงจะเป็รูพรุนไปแล้ว
"ดังนั้นหม่อมฉันก็โชคร้ายที่ได้เห็นหน้าท่านสินะเพคะ"
เมื่อทายาให้เสร็จแล้ว เว่ยฉางอันจึงเก็บของไปในใจพร่ำบ่นอย่างไม่พอใจ หรงหลีเซิงก็กลับไปที่หลังฉากกั้น ใส่กางเกงขายาวออกมาเช่นเดิม
เว่ยฉางอันเห็นมีแค่เขาคนเดียวที่ออกมา แต่การเคลื่อนไหวของเขาไม่สะดวกนัก ในใจรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เกรงว่าวรยุทธ์ของเขาคงจะเก่งกาจมากถึงไม่้าให้ใครช่วย
"ข้าสามารถใช้มือข้างเดียวยกตัวเองขึ้นมาได้"
เขาหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบหนึ่งอึก ก่อนจะยิ้มบาง ๆ มองนาง
เว่ยฉางอันใไปครู่หนึ่ง ทว่าไม่นานนางก็เข้าใจในทันทีว่าเขากำลังอธิบายว่าตัวเองใส่เสื้อผ้าคนเดียวได้อย่างไร ในใจใอย่างมาก ถึงกับเดาสิ่งที่นางคิดในใจได้ด้วย
เขานี่เกือบจะเก่งกว่าพยาธิในท้องของนางเสียอีก
คิดมาถึงตรงนี้ เว่ยฉางอันพลันรู้สึกหนาวะเืที่หลัง การที่นางร่วมมือกับเขา สุดท้ายแล้วนางคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่