ห้างสรรพสินค้าเดอะเบสท์ตั้งอยู่ในทำเลทอง ติดถนนสายเศรษฐกิจเส้นใหญ่เส้นหนึ่งของกรุงเทพ ตระกูลทรัพย์มหาศาลกว้านซื้อที่ดินแถบนั้นไว้ได้ั้แ่ตอนที่ที่ดินยังราคาไม่สูงมากนัก เริ่มต้นสร้างห้างใหญ่โตมาั้แ่ยุคที่เศรษฐกิจยังไม่ฟูเฟื่อง แต่เพราะทำเลที่ตั้งทำให้ผู้คนพากันมาจับจ่ายซื้อหาข้าวของเครื่องใช้ หาร้านอาหารดี ๆ รับประทาน ผู้บริหารในยุคปู่ย่าของธนินมีวิสัยทัศน์กว้างไกลนำพาเดอะเบสท์เป็หนึ่งในห้างสรรพสินค้าดังอันดับต้น ๆ ของประเทศ
เมื่อถึงรุ่นพ่อและลุงของธนินก้าวเข้ามาบริหาร เดอะเบสท์เริ่มขยายธุรกิจจากที่สร้างโรงภาพยนตร์ระบบมัลติเพล็กซ์ภายในห้างสรรพสินค้า เฟื่องฟูจนสู่ยุคที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศไทยเจริญสูงสุด ญาติพี่น้องส่วนหนึ่งจึงแยกไปบริหารเดอะเบสท์ ซีเนเพล็กซ์เปิดเป็โรงภาพยนตร์ครบวงจร มีร้านค้า ร้านอาหารต่าง ๆ เป็ส่วนประกอบ เปิดสาขากระจายตัวอยู่ทั่วกรุงเทพ ทั้งยังรวมไปถึงสาขาต่างจังหวัดตามจังหวัดท่องเที่ยวที่ทั้งคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวมีกำลังซื้อสูง
เมื่อถึงจุดที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่ไม่มีสาขาอย่างเดอะเบสท์จะขยายตัว เปิดสาขาใหม่ในจังหวัดท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพ ทำเลทองที่เคยเป็กรรมสิทธิของคุณยายจันทร์จึงเป็ที่หมายตาของเหล่าผู้บริหาร และเมื่อผู้เป็พ่อรับอาสาที่จะจัดการเื่นี้ ธนินจึงต้องเข้ามาพัวพันกับเ้าของที่ดินคนปัจจุบัน
'ยัยป้าเฉิ่ม' ที่ไม่ได้มาเพียงคนเดียว แต่มาพร้อมกับหลานสาวยายจันทร์คนที่ธนินเพิ่งจะเจออิทธิฤทธิ์เข้าไปเมื่อครั้งที่ไปเยือนร้านอาหารบ้านสวนคุณจันทร์
"ไหนคะ ตรงไหนที่ จะให้เรามาเปิดครัวทำอาหารภาคกลาง"
นิคมซักหูตาแพรวพราว ขณะที่ทายาทของคุณยายจันทร์ตัวจริงดูจะสงบปากสงบคำเอาเื่ ั้แ่มาถึง แนะนำตัวกันแล้วก็ปิดสวิตซ์ตัวเองไป ทิ้งหน้าที่ให้หลานสาวไม่แท้เป็ฝ่ายเจรจา
ธนินกลั้นใจอย่างอดทน ใจคอจารุดาจะใช้เพื่อนสนิทเป็ปากให้หรืออย่างไรกันนะ ั้แ่พูดคุยทางโทรศัพท์ตกลงจะมาขอพูดคุยที่ห้างสรรพสินค้าพร้อมกันดูสัญญาในการให้ใช้พื้นที่ออกจำหน่ายสินค้า จนกระทั่งมาเจอกันต่อหน้าแบบนี้ ทุกอย่างผ่านทางนิคม เขาไม่มีแม้แต่เบอร์โทรศัพท์มือถือของจารุดา มีแต่เบอร์ของเพื่อนชายใจหญิงของเธอเท่านั้น
ชายหนุ่มฝืนยิ้ม ทั้งที่รู้สึกเซ็งสุด ๆ ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เขาพบ ยินดีที่จะทอดสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างหนามาให้เขา รูปร่าง หน้าตา ฐานะ อย่างธนินไม่เคยต้องง้อ ไม่เคยต้องพยายามหาทางเข้าถึงผู้หญิงคนไหนมาก่อน แต่ผู้หญิงจืดชืดแต่งตัวเชย ๆ อย่างจารุดากลับไม่แสดงท่าทีว่าสนใจเขาเลยสักนิด
ถือว่าตัวเองมีดีตรงไหนนักหนา ถึงได้เมินคนอย่างนายธนิน...ชายหนุ่มคิดอย่างหงุดหงิดในใจและที่ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวมากไปอีกก็คือเสียงดัดฟังแปร่งหูของคนที่เหมาพูดจ้ออยู่คนเดียว
“นึกภาพไม่ออกเลยนะคะเนี่ย ตอนนี้มีแต่น้องหมา สิงสาราสัตว์เต็มไปหมด”
ลานกิจกรรมของห้างสรรพสินค้าเดอะเบสท์ซึ่งมีขนาดเกือบเท่ากับฮอลล์ในศูนย์แสดงสินค้าใหญ่ ๆ ตอนนี้มีงานสัตว์เลี้ยงแสนรัก ร้านรวงที่มาร่วมงานต่างเป็ร้านที่ขายสัตว์เลี้ยงอย่างหนูแฮมสเตอร์ กระต่าย หนูตะเภา แมว สุนัข นก ไปกระทั่งถึงสัตว์ที่แค่เห็นหลายคนก็รู้สึกแขยงขึ้นมาอย่างอีกัวน่า ขณะนี้ก็บนเวทีมีการจัดเดินแฟชั่นโชว์สุนัขโดยมีนางแบบ นายแบบอาชีพเป็ผู้จูง
“ต้องใกล้วันงานกว่านี้หน่อยครับ ลานกิจกรรมของห้างเราไม่ค่อยว่าง ส่วนใหญ่จะจองเต็มตลอดเกือบทั้งปี จะมีก็งานที่เชิญบ้านสวนยายจันทร์มาออกนี่แหละครับ ที่ต้องจัดคิวให้พิเศษเพราะทางราชการขอความร่วมมือแล้วก็ให้งบสนับสนุนส่วนหนึ่งเราเองก็อยากจะจัดกิจกรรมแนวไม่แสดงหากำไรบ้างน่ะครับเพื่อชื่อเสียงของห้าง งานนี้เราเคลียร์ลานให้ว่างก่อน่งานพอสมควรครับเพราะเป็งานใหญ่ จะมีการจำลองเรือนของภาคต่าง ๆ ด้วย ถ้าคุณจาสนใจ...” ธนินจงใจเอ่ยถึงจารุดาเพียงคนเดียว “จะมาดูตอนที่เขาเอาเรือนไทยมาประกอบก็ได้นะครับ เผื่อว่าจะช่วยออกความเห็นอะไรได้บ้าง”
ยังไม่ทันที่ใครจะตอบอะไรเสียงเรียกชื่อของธนินก็ดังมาจากทางหนึ่ง พร้อมกับเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊ง เ้าของเสียงนั้นเป็หญิงสาวดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับจารุดา หากเมื่อเทียบกันแล้วเป็ภาพที่ต่างกันราวผ้ากับดินในความคิดของธนิน จารุดาเหมือนน้ำเปล่า ส่วนหญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามานั้นเหมือนเครื่องดื่มสีสันและรสชาติร้อนแรง เธอดูสวยสง่ากว่าภาพที่ใครเห็นตามหน้านิตยสาร
ชนิกาเป็นางแบบดังที่มีงานต่อเนื่องมาหลายปี มาดนางพญาดูเหมือนจะติดตัวจนสลัดไม่หลุด เธอส่งเชือกจูงสุนัขคืนให้ทีมงานหน้าเชิด ไม่แม้แต่จะเหลือบตามองสิ่งมีชีวิตที่เธอเพิ่งจูงเดินเฉิดฉายบนเวทีพร้อมแสดงท่าทีเหมือนรักมันหนักหนา หากเมื่อหันมามองธนินเต็มตาเ้าหล่อนก็ยิ้มแย้มเต็มหน้า
"ธนินคะ ดีใจจังเลยค่ะที่เจอ"
"นิกา" ธนินเอ่ยเรียก รู้สึกร้อนวูบขึ้นเมื่อนางแบบสาวเอื้อมมาเกาะต้นแขนของเขาแแ่ออกแรงบีบแ่เบา "มาเดินแบบเหรอครับ"
"ก็ใช่น่ะสิคะ อย่าบอกนะคะว่าคุณลืมว่าวันนี้ฉันมีเดินแบบ คืนนั้นฉันว่าฉันบอกคุณแล้วนะคะ ตอนเช้าก่อนที่เราจะแยกกันฉันยังบอกเลยว่าจบงานแล้วจะชวนคุณไปหาอะไรอร่อย ๆ ทานกัน"
ทั้งน้ำเสียงและความนัยของประโยคนั้นทำเอาธนินต้องรีบหันไปมองทางจารุดาและนิคม ยิ้มแห้ง...จริงอยู่เขาไม่ได้หวังจะให้จารุดาหลงรักเขา แต่ภาพชายหนุ่มรักสนุกคงจะยิ่งทำให้ยากที่จะเข้าถึงผู้หญิงแบบจารุดา
หงิม เรียบร้อย พูดน้อยแบบนี้คงจะหัวโบราณ รับเื่แบบนี้ไม่ได้แน่
"เอ่อ...พอดี่นี้ผมยุ่งครับ ใกล้งานใหญ่แล้ว"
"งานที่บอกว่าจะเอาเรือนภาคต่าง ๆ มาจัดที่ลานนี้เหรอคะ น่าสนุกจัง" ชนิกาตะปบแขนอีกข้างเข้ากับแขนของธนิน ยืนเบียดแนบชิด ก่อนจะทำทีคล้ายแลไปทางหนึ่งชายหนึ่งหญิงที่ยืนอยู่กับธนินแล้วหันกลับมาถามคนข้างตัว "แล้วสองคนนี้...ใครกันเหรอคะ"
ธนินเอ่ยแนะนำให้นางแบบสาวรู้จักกับจารุดาและนิคม ชนิกาแสดงท่าเพียงรับรู้ว่าทั้งสองเป็ใคร เทความสนใจให้กับชายหนุ่มที่เธอเกาะอยู่มากกว่า
"แล้วนี่คุยธุระกันเสร็จแล้วเหรอคะ นิกาเดินแบบเสร็จพอดี เราไปหาอะไรทานกันนะคะ"
"ดีเลยค่ะ นิกกี้ก็หิวอยู่เหมือนกัน" นิคมรับทันที "ไปค่ะ...ร้านไหนดีคะ"
"ขอโทษนะคะ" ชนิกาหันมาว่าหน้าเชิด "ฉันนัดกับคุณธนินเอาไว้ ว่าจะทานข้าวกันสองต่อสอง"
"สองต่อสองก็เป็สี่ เราสี่คนก็พอดีนี่คะ จริงไหมคะคุณธนิน"
ธนินมองนิคมแล้วเลื่อนสายตาไปที่จารุดา ดวงตาหลังกรอบแว่นนั้นดูสงบจนยากจะบอกได้ว่าเธอรู้สึกอย่างไรกันแน่ ชายหนุ่มรู้สึกลำบากใจเอาการเพราะอยากจะไปรับประทานอาหารกับนางแบบสาวสองต่อสองก็อยาก อยากจะผูกสัมพันธ์กับจารุดาตามภาระที่ได้รับมอบหมายจากบิดาก็อยาก
"เราก็ไปหาอะไรกินกันสองคนก็ได้ อย่าไปขัดคอเขาเลย" จารุดากระซิบกับนิคมแล้วหันมายิ้มกับธนินและชนิกา "ขอตัวนะคะ ถ้าจะติดต่อเื่เตรียมงานก็ติดต่อไปที่เบอร์ของนิคมเลยค่ะ"
"นิกกี้"อาคมไม่วายกระซิบแก้ ทว่ายอมเดินตามเพื่อนไปแต่โดยดี เมื่อพ้นระยะที่ธนินกับชนิกาจะได้ยิน ชายหัวใจหญิงก็จุปากอย่างขัดใจ "เธอนี่ไม่น่าจะหนีเลยนะ น่าจะไปกินอะไรกันสี่คนน่าสนุกดีออก"
"จะบ้าเหรอ...เขาก็บอกอยู่ว่านัดกันกินข้าวสองต่อสอง จะไปเป็สามเป็สี่ทำตัวเป็ก้างขวางคอเขาทำไมล่ะ"
"ก็มันน่าขัดใจนี่" นิคมเบ้ปาก "แม่นางแบบนั้นสวยก็สวยอยู่หรอกนะ แต่ทำท่าทำทางเหมือนกับเราสองคนเป็ตัวอะไรก็ไม่รู้ไม่อยู่ในสายตา คอยแต่เกาะแขนเกาะขาคุณธนิน"
"มันเื่ของเขา เราจะไปสนใจทำไมล่ะ"
"อดไม่ได้ เกลียดคนวางท่า"
"เราคงไม่ได้ยุ่งอะไรกับเขาหรอก ทำงานเสร็จแล้วก็แล้วกัน จะไปสร้างศัตรูทำไม ดูท่าเขาคงจะสนิทสนมกันพอดู"
"สนิทแแ่ แนบกันทั้งตัวล่ะไม่ว่า...พูดจาน่าเกลียด เหมือนอยากจะประกาศตัวว่านอนกับผู้ชายมาแล้ว กล้าพูดนะยะ...ไม่ถ่ายคลิปมาอวดเลยล่ะ"
"หึงเหรอ" จารุดาแหย่ รอยยิ้มและแววตาในตอนนี้ต่างจากตอนที่อยู่ต่อหน้าธนิน เมื่ออยู่กับนิคมและพ้นจากสายตาของผู้เป็ยาย หญิงสาวมักจะดูสดใสขึ้น ช่างพูดช่างเจรจาและมีจริตผู้หญิงอย่างที่ผู้เป็ยายเห็นเข้าคงไม่ค่อยชอบใจนัก"เห็นมองคุณธนินตาเล็กตาน้อย"
"ไม่อ่ะ ดูออกว่ายังไงเขาก็พวกชอบหญิงแท้ ชอบมากด้วยมั้ง" พอเริ่มติดเครื่องเขาก็ทำท่าว่าจะเบรกไม่อยู่ "จะว่าไปแล้วฉันว่ามันแปลก ๆ จริง ๆ อย่างที่ยายจันทร์ว่าด้วยล่ะแก พอฉันโทร.ตอบตกลงไม่นานก็โทร.มาจะขอนัดให้เธอมาดูสถานที่ ทั้งที่ฮอลล์ยังมีจัดงานสารพัดสัตว์โชว์อยู่เลย มาดูสถานที่ตอนนี้ก็ไม่ได้เห็นภาพสักหน่อยว่าอะไรเป็อะไร หรือว่าเขาจะมาจีบเธอจริง ๆ"
"เพ้อแล้ว" หญิงสาวแย้ง รู้สึกร้อนผ่าวที่พวงแก้มขึ้นมาเล็กน้อย "ดูผู้หญิงที่เขาเลือกได้ซะก่อน นางแบบดังเชียวนะคนนั้นน่ะ หน้าตา ฐานะอย่างเขาเลือกผู้หญิงได้ตั้งมากตั้งมายจะมาเลือกจีบผู้หญิงที่แต่งตัวเชยแบบฉันเนี่ยนะ รู้จักมักจี่กันมาก่อนก็ไม่สักนิด เป็มือปืนรับจ้างให้ยายจนติดความคิดของยายไปแล้ว"
"ว่าได้ที่ไหน พวกเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟันเขาก็อาจจะจีบขำ ๆ แต่คนจะเป็แม่ของลูกนี่ต้องขัดเลือกนะ ลักษณะท่าทางแบบเธอเนี่ยผู้ชายอาจจะมั่นใจได้ไง ว่าได้ของดีไม่มีตำหนิ แต่ก็ว่าไม่ได้อีกแหละพวกหงิม ๆ เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้แต่แอบแรงก็มีเหมือนกัน ยังไงฉันว่าเื่ที่คุณธนินคนนี้เขาหาทางเข้าใกล้เธอมันก็ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่...อุ๊ย!"
พูดลืมหายใจอยู่ดี ๆ นิคมก็ร้องขึ้น จารุดาขยับจะถามสาเหตุทว่าสายตามองไปเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินใกล้เข้ามาเสียก่อนจึงพอเข้าใจอาการของเพื่อนสนิท เสียงโทรศัพท์ของชายหนุ่มรายนั้นดังขึ้น หนุ่มมาดแมนกดรับแล้วส่งเสียงตอบปลายสาย
"ถึงแล้วย่ะ รีบมาด่วนเลยนะฉันหิว...กินผู้ชายได้ทั้งห้างแล้วนะ"
หนุ่มผู้เป็เป้าสายตาของนิคมยังคงพูดคุยหัวร่อต่อกระซิบกับปลายสายต่อกระทั่งเดินสวนกับนิคมและจารุดา หญิงสาวกลั้นยิ้มเมื่อเห็นเพื่อนทำหน้าเหวอ
"ตายล่ะ เดินมาแต่ไกลเห็นมาดแมนแฮนด์ซั่ม นิกกี้อุตส่าห์เก๊กแมน ที่ไหนได้...สาวกระจายกว่าฉันอีก เดี๋ยวนี้เป้าหมายฉันดูยากขึ้นทุกวันแล้วนะเนี่ย"
คราวนี้จารุดาถึงกลับหลุดหัวเราะ
"หัวเราะอะไรยะ อารมณ์เสียจริง ๆ เลย ไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันดีกว่า เดี๋ยวนิกกี้โทร.ไปขอคุณยายจันทร์ให้เอง"
หญิงสาวพยักหน้าแทนคำตอบ ทิ้งหน้าที่ต่อสายไปขออนุญาตผู้เป็ยายให้นิคม
"ค่ะ...คุณยายคุยธุระเสร็จแล้วค่ะ แต่วันนี้นิกกี้อยากชวนยัยจาหาอะไรอร่อย ๆ กินต่อ...ค่ะ สัญญาด้วยเกียรติของลูกเสือ...สมิงสาวว่าจะไปส่งยัยจาให้ถึงบ้านและระหว่างนั้นจะไม่ปล่อยให้ผู้ชายที่ไหนมาเกาะแกะหลานสาวคุณยาย ใครมองใครจ้อง นิกกี้จะเอาหนังกะติ๊กยิงให้ตาบอดเลยดีไหมคะ"
จารุดาส่ายหน้าเล็กน้อยหากอดหัวเราะกับความล้นของนิคมไม่ได้ และจะเพราะเขาพูดเป็คุ้งเป็แควสุดท้ายจนปลายสายมึนหรือเพราะหลงเชื่อว่านิคมจะเอายางรัดดีดตาผู้ชายที่มามองเธอจริง ๆ ไม่ใช่จะไปรุกไล่เสนอตัวแทนจนผู้ชายหรือกระเชิงก็สุดจะคาดเดา หากสุดท้ายนิคมก็ร้องไชโยเมื่อคุณยายจันทร์เอ่ยปากอนุญาต
ของสดบนตะแกรงเริ่มส่งกลิ่นหอมหลังจากถูกความร้อนจากตะแกรงย่างจนสุก ร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นร้านนี้มีสาขาตามห้างสรรพสินค้าใหญ่เกือบทุกแห่ง กว่าจะได้คิวนั่งนิคมและจารุดาต้องนั่งรออยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง ผู้ที่ใช้คำนำหน้าว่านายแต่กิริยาชม้อยชม้ายยิ่งกว่าหญิงสาวแท้อย่างเพื่อนสนิทจึงลืมการรักษาภาพสาวสวยไปเสียสิ้น
"ระวังจะติดคอนะ รีบจังเพิ่งจะเริ่มเอง"
"แหม" นิคมยกมือขึ้นปิดปากเคี้ยวชิ้นเบคอนบางที่เพิ่งคีบเข้าปากก่อนกลืนลงคอ "ร้านกำหนดเวลาก็ต้องทำเวลาหน่อยสิ เดี๋ยวไม่คุ้มเงิน"
"จะกินได้แค่ไหนกันเชียว รีบกินขนาดนี้เดี๋ยวก็อิ่มซะก่อน"
หญิงสาวส่ายหน้าเพราะดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่สนใจ ยังคงคีบอาหารสดลงย่างบนตะแกรงและคีบอาหารที่สุกได้ที่แล้วเข้าปากอย่างต่อเนื่อง นั่งได้ไม่นานจารุดาก็ต้องเก็บแว่นลงกล่องที่พกติดมาในกระเป๋าสะพายเพราะเริ่มรำคาญควันที่เกาะอยู่กับกระจก
"ถอดบ้างก็ดี ไม่ใช่เลนส์สายตาก็ใส่อยู่ได้"
"รู้กันอยู่ว่าทำไมต้องใส่"
นิคมพยักหน้ารับรู้ ปลงกับเหตุผลที่จารุดาต้องพยายามทำตัวให้ดูเชยอยู่ตลอดเวลา ก็ขนาดเพื่อนสาวทำตัวไม่ให้สะดุดตาใครมาั้แ่เรียนมัธยมแต่ก็ยังไม่วายมีผู้ชายมาหลงชอบ จนคุณยายจันทร์ร่ำจะให้หลานสาวเลิกเรียนอยู่หลานหน ขืนจารุดาลุกขึ้นมาถอดแว่นสลัดคราบลูกเป็ขี้เหร่เอาขนหงส์มาแซมแทนมีหวังโดนเอาโซ่ล่ามขาไว้กับบ้านแน่ คิดไปก็นึกสงสารเพื่อนสาวคนสนิท
"ไว้เราไปเที่ยวทะเลกันอีกดีกว่า ไม่ได้ไปกันนานแล้วนะ" นิคมนึกได้ "มี่หยุดยาวเดือนหน้า เดี๋ยวฉันจองที่พัก โรงแรมให้เอง ชวนเพื่อนคนอื่น ๆ ไปด้วย เสื้อผ้าที่ไปคราวก่อนยังเก็บรักษาไว้ให้อย่างดี"
จารุดายิ้มอ่อน นึกถึงเสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับใส่เดินเที่ยวชายทะเลซึ่งเธอต้องซื้อฝากให้นิคมเก็บเอาไว้ และจัดกระเป๋าด้วยเสื้อยืดสีเข้มกางเกงขายาวทั้งกางเกงผ้ากางเกงยีน เพื่อให้ผ่านด่านตรวจของคุณยายจันทร์ ไปเที่ยวทีก็ต้องใส่ชุดเรียบร้อยสร้างภาพให้ยายสบายใจก่อนจะผลัดเปลี่ยนเป็ชุดที่เตรียมเอาไว้ หญิงสาวไม่ได้อยากจะแต่งตัวอวดเนื้อหนังอย่างใครเสื้อผ้าที่เตรียมไปอีกชุดนั้นก็ไม่ได้เปิดเผยอะไรเกินงาม หากแต่้าทำตัวแบบคนทั่วไปบ้าง
แม้เคยพบเห็นผู้หญิงที่ดูเรียบร้อยอ่อนหวานมาหลายคน แต่ก็ยังแต่งเนื้อแต่งตัวค่อนข้างทันสมัยไม่ต้องพยายามทำตัวให้เชยอย่างที่เธอจำเป็ต้องทำเพื่อความสบายใจของยายและเพื่อให้เธอได้ออกมาทำงานอย่างที่อยากทำ
"ถ้าขอยายให้ได้ ไปไหนก็ไปกันอยู่แล้ว"
"เลิศมากเพื่อนสาว" นิคมประสานมือทั้งสองข้างไว้ได้คางเอียงคอทำหน้าตาเพ้อฝัน "ฉันจะได้ไปเที่ยว เดินเล่นชายหาด ดูหนุ่ม ๆ อาบแดด โอ๊ย...แค่คิดก็..."
"เกินไปละ กินเข้าเถอะ ไหนว่ากลัวไม่คุ้มไง"
จารุดายิ้มขันกับท่าทีของนิคมที่เหมือนนึกได้รีบคว้าตะเกียบคีบอาหารเริ่มปฏิบัติการโซ้ยแหลกอีกครั้ง หากเมื่อเหลือบไปเห็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาภายในร้านอาหาร หญิงสาวก็หุบยิ้มลง แววสดใสในดวงตาเมื่อครู่เลือนหายไปในทันที
"เป็อะไรทำหน้าเหมือนเห็นผี" นิคมขมวดคิ้วหันกลับไปมองทางด้านหลังเพราะเขาหันหลังให้กับประตูทางเข้าร้าน เมื่อเห็นหนึ่งในกลุ่มหญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามา ก็สะบัดหน้ากลับมาทางจารุดาแทบจะทันที "แม่เ้า...นี่มันยิ่งกว่าผีอีกนะเธอ เอาไงทีนี้"
"เฉยไว้เถอะ เขาอาจจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับเราหรอก"
"น้อยไปสิ ถึงจะเคยเจอแม่นี่ไม่กี่ครั้งแต่ฉันก็รู้ว่าเป็พวกชอบแกว่งปากหาเท้า เอ๊ย...แกว่งเท้าหาเสี้ยน อยู่ร่วมโลกกันดี ๆ ไม่เป็ เธอต้องแผ่เมตตา กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บ่อยกว่านี้แล้วนะยัยจา แม่นี่จะได้ไปผุดไปเกิด ไปที่ชอบที่ชอบสักที"
เสียงพูดคุยระรื่นของกลุ่มหญิงสาวใกล้เข้ามาเรื่อยและเมื่อผ่านโต๊ะที่จารุดาและนิคมนั่งรับประทานอาหารอยู่ ใครคนหนึ่งในกลุ่มก็หยุดเดินหันไปบอกกับเพื่อนที่มาด้วยกัน
"พวกเธอไปที่โต๊ะก่อนนะ พอดีเจอคนรู้จักน่ะ"
ผู้หญิงคนอื่นในกลุ่มเดินต่อไปยังโต๊ะด้านใน คงเหลือเพียงหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งดูมีละม้ายจารุดา ส่วนสูงไล่เลี่ยกัน รูปร่างและโครงหน้ามีเค้าไปทางเดียวกัน จมูกและเรียวปากของทั้งคู่มีส่วนคล้ายกันมาก ส่วนดวงตาและรูปหน้าของสุจิรานั้นดูออกไปทางผู้เป็แม่มากกว่า ผู้ที่เพิ่งเข้ามาในร้านคลี่ยิ้มให้หากทั้งนิคมและจารุดาต่างััได้ว่ารอยยิ้มนั้นถูกปั้นแต่งจนดูเป็ยิ้มหยัน
"บังเอิญจังนะมาเจอกันได้ โลกกลมจริง"
สุจิราไม่รอให้ใครเชิญ หย่อนตัวลงนั่งข้างจารุดา
"โอ๊ย! จะกินลงไหมเนี่ย ร้านนี้ไม่มีถังใส่ขยะมีพิษหรือไงก็ไม่รู้" นิคมพูดลอยหน้า "ได้กลิ่นอะไรไม่ดีไหมยัยจา เมื่อกี้ก็ยังบรรยากาศดี ๆ อยู่นะเพิ่งจะได้กลิ่นนี่แหละ"
จารุดานิ่งไม่สนับสนุนแต่ก็ไม่ปรามนิคมที่เปิดฉากแขวะสุจิราก่อน เพราะดูจากสีหน้า แววตาแล้วก็รู้ว่ารายนั้นคงไม่ได้คิดจะมาดี คนที่ถูกเหน็บแนมชักสีหน้าใส่ผู้พูดแต่หันมาฉีกยิ้มกว้างให้จารุดา
"ดีใจจังเลยที่เจอ"
หญิงสาวขมวดคิ้วไม่แน่ใจว่าสุจิราจะมาไม้ไหน ปกติ 'ลูกสาวของพ่อ' คนนี้ไม่เคยพูดดีกับเธอยิ่งถ้ามีคุณสโรชาผู้เป็แม่ร่วมด้วยแล้ว จารุดาเป็ต้องแน่ใจว่าจะต้องเจอน้ำคำเฉียดเฉือน เยาะเย้ยถากถางจากปากทั้งคู่แน่
"พอดีว่าคุณพ่อกับคุณแม่ท่านไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน คิดว่าคุณพ่อคงไม่ได้บอกใช่ไหม"
จารุดาพอจะเดาทางได้ว่าสุจิรา้าอะไรเธอจึงเพียงแต่นิ่งไม่ตอบคำถามแม้รู้ดีว่าไม่อาจจะหยุดคำพูดของอีกฝ่ายที่ตั้งใจจะหาเื่ได้ และยิ่งรู้ว่าเธอไม่จำเป็ต้องโต้แย้งอะไรเองเมื่อมีนิคมอยู่ด้วย
"แล้วคุณลุงเค้าไม่ได้บอกเธอหรือไงว่าบอกหรือไม่บอกเื่จะไปเมืองนอกกับลูกสาวเขาน่ะ"
"ใครเขาพูดกับเธอไม่ทราบ"
"นั่นน่ะสิ ใครเขาพูดกับเธอ ก็เห็นอยู่ว่ายัยจายังไม่พูดอะไรสักคำ คนเขาไม่พูดด้วยก็แสดงว่าไม่อยากคุย ไม่อยากวิสาสะด้วย แค่นี้ก็ไม่เข้าใจหรือไง แล้วที่หย่อนก้นลงนั่งจุ้มปุ๊กตรงนี้น่ะ มีใครเขาเชื้อเขาเชิญไม่ทราบ"
"นี่จา จะไม่ห้ามปรามเพื่อนหน่อยหรือไง ปล่อยให้มาพูดจาแบบนี้กับจินนี่ได้ยังไงกัน" สุจิราหันไปหาตัวช่วย "ยังไงเราสองคนก็ลูกคุณพ่อเหมือนกันนะ"
นิคมขยับจะอ้าปากแต่จารุดาพยักหน้าให้เล็กน้อย ทำเอาชายไม่จริงมองค้อนขวับ
"ถึงเราจะเป็ลูกคุณพ่อเหมือนกันแต่เราก็รู้กันอยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอว่าจริง ๆ แล้วอย่างอื่นมันไม่เหมือนกันเลยสักนิด"
"หมายถึงเื่ที่แม่ของจินนี่เป็ภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายน่ะเหรอจา"
สุจิราตีหน้าซื่อ ทำเอานิคมฉุนขาดกระแทกตะเกียบลงกับถ้วยขยับลุกขึ้นยืน
"มากินไม่ใช่เหรอ...ก็รีบไปหาอะไรใส่ปากซะสิแม่คุณ จะได้หุบปากซะบ้าง"
จารุดาส่ายหน้าปรามเพื่อน "นั่งลงเถอะอายคนอื่นเค้า"
"แต่..."
"จะให้คนเขาสนใจฟังที่เราคุยกันจินนี่เขาก็จะอายซะเปล่า ๆ ถ้าไม่โง่จนเกินไปนับวันเดือนปีเกิดของฉันเทียบกันกับจินนี่ก็รู้ว่าใครเกิดก่อนเกิดหลัง" จารุดายิ้มเย็นขณะที่สุจิราทำท่าแปลกใจเล็กน้อยเพราะคนที่ปกติไม่ตอบโต้อะไรคราวนี้กลับไม่ยอมเก็บปากเก็บคำอย่างทุกครั้ง "ทุกทีที่ฉันไม่พูดไม่โต้แย้งอะไรก็เพราะเห็นแก่หน้าคุณสโรชา ยังไงซะเขาก็เป็เมียพ่อ เป็ผู้ใหญ่กว่าฉันเลยไม่พูดถึงเื่นี้ จะว่าไปคนที่ควรจะอายก็ไม่ใช่ฉันสักหน่อยลองพูดให้คนเขาได้ยินกันทั่ว ๆ ก็คงดี"
"อย่านะ"
คนตั้งใจจะหาเื่ชักหน้าเสีย จารุดายิ้มอย่างมีชัยหากไม่ได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงดังพอให้ใครคนอื่นได้ยินนอกจากเพื่อนร่วมโต๊ะอาหารอย่างนิคม
"ที่ว่าเราเป็ลูกพ่อเหมือนกัน แต่มีสิ่งไม่เหมือนกัน ฉันหมายถึงฉันเป็ลูกที่เกิดจากความรักของพ่อกับแม่ ถึงจะไม่ได้ตกแต่งกันถูกต้องตามประเพณีหรือกฎหมายแต่แม่ฉันก็ไม่ได้ใช้เล่ห์กลแย่งพ่อมาจากใคร"
"เธอ!"
ใบหน้าขาวนวลของสุจิรามีสีแต้มขึ้นมาด้วยแรงโทสะ หากก็จนด้วยคำพูดที่จะเอามาโต้แย้งจารุดา
"ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็เชิญเธอไปรวมกลุ่มกับเพื่อนเถอะจินนี่ ฉันกับเพื่อนจะได้กินกันต่อ เสียเวลากับเื่ไร้สาระมามากแล้ว"
"อ๊าย...เพื่อนฉันเลิศที่สุดในสามโลก มันต้องอย่างนี้สิ" นิคมตบมืออย่างสะใจพูดไล่หลังสุจิราที่สะบัดหน้าพรืดลุกขึ้นเดินหนีไปเมื่อเห็นทางเพลี่ยงพล้ำ "ขยะมีพิษติดขาเดินหนีลิ่วไปแล้วจะได้กินกันอร่อย ๆ สักที"
แม้จะเอ่ยเช่นนั้นหากสุดท้ายความอยากอาหารของนิคมก็ล่องหนไปเสียหมดเมื่อเห็นอาการของจารุดา แม้จะโต้เถียงชนะสุจิราแต่สำหรับเพื่อนสนิทแล้วมันก็ไม่ใช่ชัยชนะที่น่ายินดีอะไร และเพราะรู้ตื้นลึกหนาบางเื่ครอบครัวของเพื่อนเขาจึงไม่ปริปากพูดอะไรอีก ไม่นานก็ชักชวนหญิงสาวกลับบ้านสวน