ข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 นำความอัปยศมาสู่ตนเอง

            ท่าทางอันเย็นชาและดุร้ายนั้นราวกับเขาเป็นคนละคนกับที่นางได้เห็นในช่วงเวลาสองวันที่อยู่ที่เรือนพักผ่อน เหยาเชียนเชียนยืนแข็งค้างอยู่ที่เดิมชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกเสียใจเล็กน้อยว่าเหตุใดนางถึงมาที่นี่ในเวลานี้

             “หวังเฟย” เป่ยเหลียนโม่เพียงเหลือบตามองก็เห็นเงาคนยืนอยู่ที่ประตู เขาจึงทักทายนางอย่างสนิทสนม “เชิญนั่งสิ”

             เหยาเชียนเชียนบังคับก้าวเล็กๆ เดินไปอย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกเศร้าหมองในใจ ทันทีที่ผู้คนในเรือนเห็นนางก็ยืนขึ้นและขอตัวออกไปทันที เรือนอันกว้างใหญ่พลันเหลือเพียงพวกเขาสองคน กระทั่งบ่าวไพร่ก็ออกไปเมื่อไรไม่อาจทราบได้

             “หม่อมฉันไม่อยากรบกวนท่านอ๋อง หม่อมฉันแค่เดินผ่านมาเท่านั้น หากท่านอ๋องมีธุระสำคัญต้องทำก็ไม่ต้องสนใจหม่อมฉันก็ได้เพคะ”

             แค่ปล่อยนางไปก็พอ

             “เปิ่นหวังกำลังจะส่งคนไปเชิญหวังเฟยอยู่พอดี” เป่ยเหลียนโม่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แต่หวังเฟยมาพอดี เปิ่นหวังมีเรื่องจะสนทนากับเจ้า”

             เหยาเชียนเชียนอยากหนีไปให้สิ้นเรื่องเหลือเกิน เพียงคาดเดาก็รู้ได้ว่าเขากำลังจะพูดอะไร เดิมทีนางก็ไม่อยากฟังเรื่องที่เขาถูกสวมเขาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเป็นองค์ชายสาม องค์ชายสามที่แค่กล่าวถึงก็พร้อมจะระเบิดได้!

             “ตระกูลซ่งคุณธรรมบกพร่อง ถือโอกาสที่เปิ่นหวังไม่อยู่ในนครหลวงลักลอบคบชู้กับผู้อื่น สตรีเช่นนี้เปิ่นหวังไม่กล้าอภิเษกด้วย หวังเฟยคิดเห็นว่าอย่างไรเล่า?”

             เป็นเช่นนั้น เหยาเชียนเชียนรีบพยักหน้า เดิมทีเป่ยเหลียนโม่ก็ไม่อยากแต่งอยู่แล้ว ยามนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก คงไม่เหมาะที่จะกล่าวถึงความต้องการของเขา ทว่าในท้ายที่สุดก็สามารถหลีกเลี่ยงการแต่งงานอันน่ารำคาญใจนี้ไปได้

             “ร่างกายอันทรงเกียรติของท่านอ๋องไม่อาจรับกับความอัปยศอดสูเช่นนั้นได้ หากเสด็จพ่อทรงถามถึงการแต่งงานครั้งนี้ หม่อมฉันก็จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

             มุมปากของเป่ยเหลียนโม่ประดับรอยยิ้ม เมื่อนางพูดจบแล้วจึงพยักหน้าอย่างซาบซึ้งใจ

             “หวังเฟยเพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญา ทว่าสิ่งที่เปิ่นหวังจะพูดไม่ใช่เรื่องนี้”

             หา?

             รอยยิ้มจริงใจของเหยาเชียนเชียนหยุดชะงัก หรือว่านางจะคาดเดาทิศทางผิดไป แต่เมื่อครู่เขายังพูดว่าเขาไม่อยากแต่งงานอยู่เลย

             “คาดว่ายามนี้เสด็จพ่อคงทราบว่าเปิ่นหวังกลับมาที่จวนแล้ว และอีกไม่นานผู้ส่งสาส์นก็จะมาที่นี่ สิ่งที่เปิ่นหวังอยากให้หวังเฟยทำก็คือแกล้งป่วย”

             นี่มัน...แผนอะไรเนี่ย?

             เหยาเชียนเชียนรู้สึกว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางไม่สามารถคาดเดาความคิดของอีกฝ่ายได้ ในระหว่างที่ร่วมแสดงละครด้วยกันมา นางทำได้ดีมากมาโดยตลอด คงไม่ถึงขั้นที่เขากลัวว่านางจะเป็นตัวถ่วงจึงไม่ยอมให้ขึ้นเวทีแสดงหรอกกระมัง?

             “ก่อนหน้านี้ซ่งอีอีกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่านางถูกลอบสังหาร แต่น่าเสียดายที่มือสังหารยอมรับสารภาพแล้ว และไม่มีการสอบปากคำ ไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ บนร่างกาย ดังนั้นเรื่องนี้จึงตกไปอยู่ที่หวังเฟยเป็นธรรมดา”

             เหยาเชียนเชียนพยักหน้า นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงกล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน สองวันมานี้นางรู้สึกมึนงงจนเกือบลืมไปว่านางถูกกล่าวหาและใส่ร้าย จนถึงขั้นที่ว่าทำสงครามเย็นกับชิงผิงอ๋องไปยกหนึ่ง

             แต่ทั้งสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือ?

             นางป่วยและไม่สามารถไปพบฮ่องเต้ได้ เช่นนี้จะสามารถล้างมลทินให้นางที่ถูกกล่าวหาได้แล้วหรือ?

             “เสด็จพ่อจะส่งหมอหลวงมาตรวจอาการให้หวังเฟยอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นหวังเฟยแค่กินยาที่ทำโดยห้องเครื่องก็พอ ไม่ว่าอย่างไรหมอหลวงก็ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้”

             เห็นได้ชัดว่าเป่ยเหลียนโม่ไม่คิดจะอธิบายให้นางฟังอย่างชัดเจน เขาเพียงแค่กำชับนางว่าควรทำอย่างไรบ้าง จากนั้นก็ไม่กล่าวอะไรอีกเลย และปิดจบบทสนทนาครั้งนี้เพียงฝ่ายเดียว

             “ท่านอ๋อง มีคนมาจากวังหลวงแจ้งว่าขอเชิญพระองค์และหวังเฟยไปที่วังหลวงพ่ะย่ะค่ะ”

             พ่อบ้านแทบจะมาแจ้งข่าวในทันที เป่ยเหลียนโม่มองนางแวบหนึ่ง นัยนั้นคือบอกว่า ‘เจ้าสามารถกลับห้องไปนอนได้แล้ว’

             อยู่ๆ ก็ได้บทละครที่ตัวเองไม่คุ้นเคย เหยาเชียนเชียนจึงจำต้องทำตามที่ผู้กำกับวางเรื่องไว้ โดยในห้องมียาสีดำทะมึนชามหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ

             เหยาเชียนเชียนขมวดคิ้วและเงยหน้าขึ้นเพื่อดื่มมัน นางลอบก่นด่าในใจว่า ‘นี่มันอะไรกัน?’ จากนั้นก็เอนตัวลงบนเตียงและเริ่มแกล้งทำเป็นป่วยตามหน้าที่

             ข้าหลวงที่มาส่งสาส์นได้ยินว่าเหยาเชียนเชียนไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้ จึงเสี่ยงโดนโทษไม่เคารพโดยการไปเยี่ยมนางที่หน้าประตู ทว่าสุดท้ายเขาจำต้องยอมรับผิดและติดตามเป่ยเหลียนโม่กลับไปที่วังหลวง

             ฮ่องเต้กำลังเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องทรงพระอักษร เมื่อได้ยินว่าบุตรชายมาถึงแล้วก็ถอนหายใจและเรียกเขาเข้ามา

             “ถวายบังคมเสด็จพ่อ”

             เป่ยเหลียนโม่คุกเข่าลงอย่างเคารพ ห้องทรงพระอักษรครึกครื้นมากกว่าที่เขาคิด พี่สามของเขาผู้นี้และซ่งอีอีที่เกือบจะได้กลายมาเป็นเช่อเฟยของเขาต่างก็คุกเข่าอยู่ด้านข้าง

             “ลุกขึ้นเถิด” หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าฮ่องเต้จะรู้สึกผิดต่อบุตรชายคนนี้ไม่น้อย กระทั่งน้ำเสียงก็อ่อนลงไปหลายส่วน “เจ้าคงรู้ทุกอย่างกระจ่างแล้ว วันนี้ที่เรียกพวกเจ้ามา เพียงแค่อยากจะกล่าวถึงวิธีการรับมือเท่านั้น”

             “ท่านอ๋อง” ซ่งอีอีเดินเข่ามาแทบเท้าของเขา ไม่รู้ว่านางร้องไห้มานานเท่าไรแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างบวมราวกับเปลือกเหอเถา [1] “อีอีถูกใส่ร้ายจริงๆ นะเพคะ อีอีไม่เคยทำผิดต่อท่านอ๋องเลยสักครั้ง!”

             เป่ยเหลียนโม่เหลือบมองนางอย่างเฉยเมย ริมฝีปากบางเผยอออกเล็กน้อย

             “คุณหนูซ่งไม่ต้องทำถูกต่อเปิ่นหวัง เดิมทีก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเปิ่นหวังตั้งแต่แรก”

             ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงานที่เขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจ หรือไม่ว่าจะเป็นสตรีผู้นี้ ก็ล้วนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา

             ซ่งอีอีตกใจกับสายตาอันเย็นชาของเขา ไม่ว่านางจะยอมรับหรือไม่ แต่นางก็รู้ว่าเป่ยเหลียนโม่ไม่มีความรักต่อนางแม้แต่น้อย และแม้แต่การแต่งงานครั้งนี้นางก็เป็นฝ่ายออกหน้าอ้อนวอนด้วยตัวเอง

             ยามนี้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับตัวเอง นางอยากอธิบายกับเขาให้ชัดเจน ทว่าสายตาของอีกฝ่ายไร้ซึ่งวี่แววของความโกรธ เขาบอกต่อนางอย่างจริงจังว่าเขาไม่แยแสเรื่องนี้จริงๆ

             นางสามารถทำเรื่องแบบนี้กับผู้ใดก็ได้ ตราบใดที่เป็นตัวนางเอง มันก็ขึ้นอยู่กับนาง

             “ท่านอ๋อง อีอีไม่รู้เรื่องจริงๆ นะเพคะ” นางร้องไห้จนแทบขาดใจ และคว้าชายอาภรณ์ของเขาไว้ด้วยมืออันสั่นเทา “อีอีถูกใส่ร้าย และแม้แต่องค์ชายสามก็ถูกหลอกใช้เช่นกันเพคะ”

             เป่ยเหลียนโม่เตะมือของนางออกไปเบาๆ เขาใช้แรงไม่มาก แต่ราวกับแสงแห่งความหวังในดวงตาของนางถูกเหยียบย่ำ

             “คุณหนูซ่งคิดมากเกินไปหรือไม่ ครั้งนี้คงจะไม่กล่าวว่าหวังเฟยของเปิ่นหวังส่งพวกเจ้าขึ้นเตียงเดียวกัน ช่วยปลดอาภรณ์ของพวกเจ้าออก และยังช่วยห่มผ้าให้พวกเจ้าเพื่อใส่ร้ายเจ้าและพี่สามอีกกระมัง?”

             คำกล่าวนี้ต่อให้เป็นผู้ใดก็ล้วนอับอายกันทั้งสิ้น ซ่งอีอีไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอับอายหรือว่าโกรธมากกว่ากัน ทว่านางแบกรับความคับข้องใจอันยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้าไว้จนสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง

             สองประโยคนี้ของชิงผิงอ๋องเดิมเป็นเพียงการโยนเกียรติของพวกเขาทั้งสองทิ้งไปและเหยียบย่ำมัน โดยไม่คำนึงว่าจะมีฮ่องเต้อยู่ด้วยหรือไม่ และไม่สนว่าพวกเขาทั้งคู่คนหนึ่งคือบุตรสาวของอัครมหาเสนาบดี และอีกคนหนึ่งคือองค์ชายผู้สูงศักดิ์

             “หลายวันก่อนหวังเฟยถูกลอบกัด ถูกผลักตกจากโรงน้ำชา นางทั้งกังวลและหวาดกลัว ทว่าเปิ่นหวังกลับกล่าวอะไรมากไม่ได้เพราะการแต่งงานครั้งนี้ แค่พานางออกจากจวนไปพักผ่อนไม่กี่วันเท่านั้น แต่ทันทีที่เท้าซ้ายย่างเข้าไปในประตู เท้าขวาก็ถูกรั้งเอาไว้เสียก่อน”

             เป่ยเหลียนโม่ยิ้มเย้ยหยัน คิ้วและดวงตาของเขาล้วนสื่อถึงการไม่สนใจไยดี

             “คุณหนูซ่งทำให้เปิ่นหวังประหลาดใจแล้ว ยามนี้นอกจากแสดงความยินดีกับเจ้าและพี่สาม เปิ่นหวังยังจะกล่าวคำใดได้อีก”

             เป่ยเหลียนโม่เหลือบมองไปยังเป่ยเซวียนเฉิงที่คุกเข่าอยู่อีกด้านหนึ่ง เขามักเดินไปเดินมาต่อหน้าเหยาเชียนเชียนตลอดทั้งวันและกล่าวถึงอดีตอันจืดชืดเหล่านั้น คราวนี้เขาได้ช่วยพี่สามของเขาหาคนมาดูแลปรนนิบัติได้แล้ว

             “คุณหนูซ่งกล่าวว่าเจ้าคับข้องใจ ถูกผู้อื่นกล่าวหา ทว่าครั้งนี้ต้องเช็ดดวงตาให้กระจ่าง หวังเฟยของเปิ่นหวังยังป่วยอยู่ที่จวน ไม่อาจรับคำก่นด่าจากผู้อื่นได้อีกแล้ว”

             ซ่งอีอีพลัดตกจากหลังม้าก็ว่าแย่แล้ว นางยังถูกลอบสังหารอีก ผู้คนต่างคาดเดากันว่าเหยาเชียนเชียนเป็นคนร้าย และพากันหัวเราะเยาะที่นางอ้างว่าซ่งอีอีผลักนางตกบันได

             ยามนี้ชิงผิงอ๋องพานางไปด้วยกันเพียงไม่กี่วัน คุณหนูซ่งผู้อาภัพกลับทำสิ่งที่น่าอับอายอย่างถึงที่สุดกับองค์ชายสาม หากจะตำหนิว่าเป็นฝีมือของชายาชิงผิงอ๋องอีกก็เกรงว่าจะไร้เหตุผลเกินไปแล้ว

             “ท่านอ๋อง อีอีมีรักให้ท่านอ๋องอย่างลึกซึ้ง และจะไม่มีวันทำเรื่องที่ไร้ยางอายเช่นนี้เด็ดขาดเพคะ” นางลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ สายตาของนางมองไปที่เสาสีแดงภายในห้อง

             “หากท่านอ๋องไม่เชื่อ อีอีก็ทำได้แค่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วยร่างกายที่แหลกสลายเพคะ!”

             นางตั้งท่าจะพุ่งชน ทว่าเป่ยเหลียนโม่กลับหัวเราะเบาๆ และยื่นมือออกไปหยุดข้าหลวงที่กำลังจะก้าวเข้าไป ส่วนเขาก็ถอยออกไปสองก้าวเพื่อหลีกทางให้นาง

             “การกระทำนี้ของคุณหนูซ่งไม่ใช่ว่าไม่สามารถทำได้ แต่เมื่อเรื่องนี้ถูกสืบสวนได้ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เปิ่นหวังก็จะมอบหมายให้คนทำลายข่าวนี้ให้คุณหนูซ่ง”

             สองมือของซ่งอีอีตกลงข้างตัวและกำชายอาภรณ์ไว้แน่น ภายในห้องทรงพระอักษรแห่งนี้มีคนไม่ต่ำกว่าเจ็ดถึงแปดคน แต่ไม่มีผู้ใดเข้ามาหยุดนางเลยหรือ?

             ฮ่องเต้กระแอมไอเล็กน้อย และสั่งให้ข้าหลวงเข้าไปหยุดยั้งไว้ คลายความอัดอั้นของซ่งอีอีที่ไม่สามารถลงจากหลังเสือได้ในที่สุด

             “เรื่องนี้มีจุดน่าสงสัยหลายจุด วันนี้เจิ้นเรียกพวกเจ้ามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อสังหารผู้ใด แต่เนื่องจากงานอภิเษกสมรสถูกกำหนดไว้แล้วและวันก็ใกล้เข้ามาถึงเต็มที ดังนั้นเรื่องนี้จะต้องออกราชโองการโดยเร็วที่สุด”

             ราชโองการถูกประกาศออกไปแล้วและไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือนางยังสามารถแต่งเข้าจวนชิงผิงอ๋องได้ ดวงตาของซ่งอีอีเป็นประกาย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็ได้ยินเป่ยเหลียนโม่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยขึ้นมาเสียก่อน

             “เสด็จพ่ออยากให้ผู้คนในใต้หล้าเล่าลือกันว่าลูกและพี่สามมีสตรีที่พี่น้องรักอย่างลึกซึ้ง กระทั่งไม่ต้องแยกแยะว่าเป็นเช่อเฟยของผู้ใดหรือ คุณหนูซ่งคนเดียวปรนนิบัติสามีทั้งสองคน วิ่งเต้นจนเหนื่อยล้า หากในอนาคตมีครรภ์ ลูกกับพี่สามต้องทำการละเล่นไชเฉวียน [2] เพื่อตกลงกันหรือไม่?”

             “เจ้า!"

             ฮ่องเต้ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจกับคำพูดที่ทั้งตรงไปตรงมาและไม่น่าฟังของเขา ‘ไม่แยกแยะของผู้ใด วิ่งเต้นจนเหนื่อยล้า’ เช่นนั้นหรือ ช่าง...ช่างแสลงหูเหลือเกิน!

             “ท่านอ๋อง!”

             ซ่งอีอีกรีดร้องอย่างเจ็บปวด “เหตุใดท่านอ๋องถึงต้องทำให้หม่อมฉันอับอายถึงเพียงนี้ ถึงอย่างไรอีอีก็ถูกอบรมโดยปราชญ์ ท่านอ๋องไม่แยกแยะถูกผิด เพียงฟังข่าวลือของผู้อื่นและนำคำนั้นมาตัดสินโทษอีอี พระองค์ไม่ทรงคิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับอีอีหรือเพคะ?"

             เป่ยเหลียนโม่ระงับร่องรอยความอบอุ่นสุดท้ายในดวงตาลงไปและกดสายตาลงมองไปที่นาง ราวกับว่าในดวงตาคู่นั้นนางเป็นเพียงตัวตลกที่เต้นแร้งเต้นกาและทำตัวฉลาดอย่างน่าขัน แต่ในความเป็นจริงนั้นนางทิ้งใบหน้าของตนไปจนหมดแล้ว

             “หวังเฟยของเปิ่นหวังก็เป็นทุกข์เพราะข่าวลือเหล่านั้นเหมือนกันมิใช่หรือ? ไฉนถึงยังมีคนกล่าวถึงความยุติธรรมกับนางอีก ในโลกนี้มีคนมากมายที่ไม่แยกแยะถูกผิด คุณหนูซ่งน่าจะรู้ดีกว่าเปิ่นหวัง ชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่สะสมอยู่ที่ตัวหวังเฟยมาจากที่ใดกันเล่า?”

             เขาค่อยๆ เดินไปอยู่ตรงหน้าของซ่งอีอีซึ่งเหม่อไปแล้ว ก่อนจะกระซิบข้างหูนางด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยินว่า

             “ว่ากันว่านำความอัปยศมาสู่ตนเอง คาดว่าคุณหนูซ่งก็ไม่ได้ฉลาดมากนัก ครั้งนี้ถือเป็นการตักเตือนเล็กๆ น้อยๆ จากเปิ่นหวัง ครั้งหน้าจะไม่อ่อนโยนเช่นนี้อีกแล้ว”

             เขาใช้ความบริสุทธิ์ของตนวาดเป็นคำเตือนเล็กๆ อย่างสบายๆ นางไม่มีความหมายใดในสายตาของเขาเลย กระทั่งที่เทียบกับแมวหรือสุนัขสักตัวก็ยังไม่ได้ แม้แต่โอกาสที่จะกระดิกหางประจบประแจงเขาก็ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

             ในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ความหนาวเหน็บถึงขั้วกระดูกเป็นเหมือนตาข่ายที่ปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ ทำให้นางไม่มีโอกาสจะตะโกนแม้แต่น้อย เป็นสิ่งที่พันธนาการนางไว้ในนั้น ข้างใบหูราวกับเต็มไปด้วยคำพูดเหยียดหยามของเขา

             เป่ยเหลียนโม่ทั้งรังเกียจและเกลียดชัง ในสายตาของเขานางเทียบไม่ได้กับคนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปด้วยซ้ำ

             “ในเมื่อคุณหนูซ่งและพี่สามต้องใจกัน เปิ่นหวังและเสด็จพ่อก็ไม่อยากตีนกยวนยางเช่นกัน [3]” เป่ยเหลียนโม่ยิ้มอย่างสบายๆ “มิสู้ส่งเสริมเรื่องนี้ไปเสีย ให้ข้างกายพี่สามได้มีคนห่วงใยที่รู้ใจสักคน”

     

             เชิงอรรถ

             [1] เหอเถา หมายถึง วอลนัต

             [2] ไชเฉวียน หมายถึง การเล่นเป่ายิงฉุบ

             [3] ตีนกยวนยาง หมายถึง การแยกสามีภรรยาหรือคู่รักที่รักใคร่กันดีให้ออกห่างจากกัน

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405