4
ตัวตนที่ได้มาแบบงงๆ
เดินคิดอะไรเพลินๆ ในที่สุดก็กลับมาถึงบ้าน ตอนกลับเฟยิและเฟยเหมียนแวะเก็บผักป่ากลับมาด้วย เด็กตัวแค่นี้เก่งมากจริงๆ รู้ด้วยว่าผักชนิดไหนกินได้ไม่ได้ เธอทำได้แค่ช่วยเก็บเท่านั้น
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เด็กทั้งสองคนก็เข้าครัว ดูหัวหมูที่ต้มไว้ั้แ่ก่อนออกจากบ้านไปซื้อของ เครื่องครัวในบ้านมีน้อยจนนับชิ้นได้เลย
มีกระทะหนึ่งใบให้เอาไว้สำหรับทำอาหาร ไม่ว่าจะตุ๋น จะต้มก็ใช้กระทะใบใหญ่ใบนี้ มีหม้อหนึ่งใบ แล้วก็ถ้วยชามอย่างละห้าใบ ในห้องโถงมีแค่โต๊ะและเก้าอี้ไม้ไผ่ บ้านดูโล่งๆ แต่ดูสะอาด
“จริงสิ พ่อของพวกนายมองไม่เห็นมานานหรือยัง” เฉินหงอี้เอ่ยถาม บางทีเธออาจจะรักษาเขาได้ หากว่าเขาตอบสนองต่อพลังของเธอ
“สองปีแล้วครับ” น่าจะได้รับาเ็ ทำให้สายตามีปัญหา ถ้าเป็ปี 3xxx ที่เธอจากมา การรักษาเขาง่ายนิดเดียว เทคโนโลยีนาโนรักษาได้ถึงระดับเซลล์ หรือไม่ก็ผ่าตัดเปลี่ยนเป็ดวงตาประดิษฐ์ใหม่ แค่นนี้ก็จะกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง
“ปกติพ่อจะมองเห็นลางๆ ไม่ชัดมาก แต่สองอาทิตย์มานี้ดูเหมือนอาการของพ่อจะแย่ลง”ถ้าหากปล่อยไว้ก็จะมองไม่เห็นอีกเลย
“บางครั้งก็มีอาการปวดหัว พ่อต้องพักอยู่ในห้องตลอดทั้งวันเลย” ไม่ดีแล้วแบบนี้ อาการของเขากำลังแย่ลงเรื่อยๆ
“แล้วแบบนี้ใครจะดูแลพวกนายสองคน”
“พวกเราโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ครับ ต้องดูแลพ่อด้วย” น้ำเสียงของแฝดคนพี่เอ่ยบอกว่า เด็กอายุ 8 ปี ที่บอกว่าตัวเองโตแล้ว ในสายตาของเฉินหงอี้พวกเขาคงเจอความลำบากมาไม่น้อย
“พ่อบอกว่าหมู่บ้านปี้เฟิ่งอยู่ห่างไกลเข้ามาในหุบเขา ทางฝ่ายผลิตเข้ามาดูแลไม่ถึง” ก็จริงเพราะแค่พื้นที่เพาะปลูกก่อนถึงสหกรณ์ก็มีมากมาย มีหมู่บ้านอยู่อีก 4 บ้าน แต่ถ้าเทียบจำนวนคนและพื้นที่เพาะปลูก ก็ถือว่าจำนวนคนยังน้อยอยู่ดี
บ้านปี้เฟิ่งมีแค่ 15 หลังคาเรือน เป็หมู่บ้านเล็กๆ หากอยากทำงานเก็บแต้มกับฝ่ายผลิต ก็ต้องเดินทางไปทำงานห่างจากหมู่บ้านราวๆ 10 ลี้
“แล้วพวกเราจะหาอาหารได้จากไหน?” หาเงินด้วย ของบางอย่างต้องใช้เงินซื้อ ในเมื่อทำงานแลกแต้มไม่ได้ ก็ต้องทำอย่างอื่น
“เมื่อก่อนพ่อปลูกผัก แต่สายตาของพ่อเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ สองปีมานี้เลยไม่ได้ปลูกแล้ว” น้ำเสียงและแววตาเศร้าสร้อยของเด็กชายทั้งสองทำให้เฉินหงอี้รู้สึกสงสารและเห็นใจ
“แปลงข้าวโพดพวกนายสองคนก็ทำกันเองหรอ?”
“ครับ พ่อคอยบอกว่าต้องทำอะไรบ้าง ทำยังไง พวกเราสองคนช่วยกันทำ” เป็พืชที่ปลูกง่ายที่สุดแล้ว อาศัยการไปแอบเก็บฝักข้าวโพดที่แก่แล้วของบ้านอื่นมาสองฝัก แล้วก็เอามาปลูกไว้
่บ่ายแก่ๆ เฉินหงอี้ช่วยเฟยเหมียนเก็บเนื้อตากแห้งที่ตากเอาไว้ั้แ่เช้าเข้ามาในบ้าน เด็กชายทำมันอย่างคล่องแคล่ว
อาหารเย็นเฟยิก็เป็คนจัดเตรียม ช่างเป็เด็กที่มีความสามารถเกินอายุจริงๆ ตลอดเวลาที่อยู่บ้านพวกเขาทั้งสองคนไม่อยู่เฉยเลย ทำโน้น ทำนี้ตลอด
สายลมพัดผ่านตัวของเฉินหงอี้ เธอกำลังนั่งอยู่ที่แคร่ข้างบ้าน ลมยามกลางเย็นสบาย พระจันทร์ครึ่งดวงส่องแสงสว่าง ในหัวของเธอกำลังคิดว่าจะทำยังไงกับชีวิตของตัวเองในตอนนี้ดี
คิดยังไงก็คิดไม่ตก...คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา
ปั่ก ปั่ก..
เสียงนี้มัน
“คุณ!! อาการคุณดีขึ้นแล้วหรอ ถึงได้ออกมาเดินได้” เธอหันไปมองต้นเสียง ก่อนจะพบว่าชายหนุ่มเ้าของบ้านกำลังเดินออกมา
“คุณยังไม่นอนหรอ?”
“ฉันนอนไม่หลับ” มีเื่ให้คิดเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะจะเอายังไงกับชีวิตของตัวเองดี จะไปอยู่ป่าดีไหมหรือเข้าเมืองแล้วไปหาที่ปักหลัก เื่อื่นค่อยว่ากัน
“นั่งลงก่อนสิ” เธอบอกกับเขา ดูเหมือนเขาจะรู้ตำแหน่งของแคร่จากไม้ แล้วนั่งลงไม่ไกลจากเธอ
“คุณจะอยู่ที่นี้ต่อไปก็ได้” เมื่อได้ฟัง เธอรีบหันมองเขาด้วยความแปลกใจ
“คุณให้ฉันอยู่ที่นี้ได้จริงๆใช่ไหม?” อยากจะร้องออกมาด้วยความดีใจ เธอไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม
“ฉันไม่คิดจะอยู่ฟรีๆหรอกนะ ฉันจะดูแลเฟยิ เฟยเหมียน แล้วฉันล่าสัตว์เก่งมากน ไม่เป็ภาระให้คุณเลี้ยงดูอย่างแน่นอน” ในเมื่อเขายอมให้เธออยู่ที่นี้ เธอก็ต้องตอบแทนเขาอย่างแน่นอน
“อาการของผมก็แย่ลงทุกวัน ถ้าหากว่าผมเป็อะไรไปคุณช่วยดูแลลูกชายของผมได้ไหม ผมไม่สนว่าคุณเป็ใครมาจากไหน ถ้าคุณอยากจะอยู่ที่นี้ต่อ ผมก็ยินดี ขอเพียงคุณดีกับลูกๆของผม”
หลงเฟยอวี้บอกกับหญิงสาวแปลกหน้า เขาพึ่งรู้จักเธอได้ไม่ถึงสองวัน จากการแอบฟังเธอและลูกๆ เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่คิดร้ายกับลูกชายของเขาอย่างแน่นอน
“ฉันเชื่อว่าอาการของคุณจะต้องดีขึ้น คุณอย่าพึ่งยอมแพ้สิ” ใจจริงอยากจะคว้าตัวของเขามา แล้วใช้พลังรักษา แต่ใจหนึ่งก็คิดว่าหากเขาไม่ตอบสนองต่อพลังรักษาของเธอ หรือพลังที่เธอมีส่งผลร้ายกับมนุษย์ธรรมดาๆ อาการเขาอาจจะแย่ลงกว่าที่เป็อยู่ เธอคิดอย่างสับสน
“คุณดูแตกต่างจากคนในเมืองนี้”
“จะว่ายังไงดี มันพูดยาก ฉันจะไม่ทำให้คุณและลูกๆของคุณเดือดร้อนอย่างแน่นอน แค่คุณให้ฉันอยู่ที่นี้ต่อฉันก็ดีใจมากแล้ว” กำลังคิดว่าถ้าออกไปจากบ้านนี้ จะเอายังไงต่อ แต่ตอนนี้เขาอนุญาตให้เธออยู่บ้านหลังนี้ต่อไปแล้ว
สิ่งที่ต้องทำก็คือ หาอาหาร หาเงิน ปัจจัยสี่ที่จำเป็ต่อการดำรงชีวิต หวังว่าสิ่งที่คิดเอาไว้ในหัวมันจะราบรื่น
เฉินหงอี้ขยับตัวเข้ามาใกล้กับชายหนุ่ม ก่อนจะลอบมองใบหน้าของเขาใกล้ๆ ผู้ชายคนนี้หน้าตาดีมากเลย เขาสูงราวๆ 186 เิเ ไม่รู้ว่าหนักเท่าไหร่
“คุณอายุเท่าไหร่?” ตัดสินใจเอ่ยถามออกไป
“32 แล้วคุณละ?”
“25 แล้ว คุณสบายใจได้ฉันยังโสดไม่มีครอบครัว ไม่มีคนรัก ไม่มีใครเลย ตัวคนเดียว”
“แปลก?”
“ห๊ะ!!” แปลกอะไร แปลกยังไง แปลกตรงไหน โลกยุค 3xxx ใครจะไปมีเวลาคิดเื่รักใคร่ๆ ไม่คิดจะมีครอบครัว เวลาของเธอทุ่มให้กับการคิดค้นอาวุธที่ทรงอนุภาพ พัฒนาอาวุธให้มันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิจัยค้นคว้าหาแนวทางใหม่ๆสำหรับเทคโนโลยีนาโน
“คุณยังไม่แต่งงาน?”
“ต้องแต่งด้วยหรอ ฉันพึ่งจะอายุ 25 ปีเอง อีกอย่างฉันไม่เคยคิดจะแต่งงานมีครอบครัวเลย”
ถึงจะโสดแต่ใช่ว่าเื่แบบนั้นจะไม่เคยผ่านมา ยอมรับตรงๆเลยว่าเคยมีคู่นอนมาสองคน แต่ก็แค่คู่นอนเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันอะไรกัน ต่างคนต่างให้ความสุขกันในเื่เซ็กเท่านั้น
“ผมหมายถึงเื่นี้ที่แปลก ผู้หญิงอายุเท่าคุณในหมู่บ้านแต่งงานมีลูกสองลูกสามกันหมดแล้ว ผมถึงบอกว่าคุณไม่เหมือนคนในเมืองนี้” แล้วก็ไม่เหมือนผู้หญิงทั่วๆไปด้วย เธอมีแิที่แปลกและแต่งต่างจากหญิงสาวทั่วๆไป
“คุณบอกว่าคุณล่าสัตว์ได้ คุณใช้อะไรล่า”
“ก็มีธนู ปืนจะสั้นจะยาวได้หมด มีดหรือมีดสั้นก็ได้หมดทั้งนั้นแหละคุณ” เดี๋ยวนะ เขากำลังหลอกถามข้อมูลจากเธอหรือเปล่า? หรือว่าเธอคิดมากไปเอง สีหน้าของเขายามฟังคำตอบที่ออกจากปากเธอก็ดูเรียบเฉย ไม่ได้มีแววตาตื่นตระหนกใอะไร
“คุณก็ไม่เหมือนคนที่หมู่บ้านนี้เหมือนกัน” ถามมาถามกลับไม่โกง
“....”
“บ้านของคุณไม่เหมือนบ้านของคนอื่นในหมู่บ้านนี้ บ้านทำจากอิฐอย่างดี ในขณะที่บ้านของชาวบ้านทำจากไม้และอิฐเป็ส่วนใหญ่” คุณสมบัติของนักวิทยาศาสตร์ข้อแรกที่ควรมีคือการสังเกต สังเกตให้ลึกลงไปถึงระดับโมเลกุล ของบางอย่างอาจจะเหมือนกันแค่ภายนอก โครงสร้างภายในนั้นแตกต่างกัน
“คูปองที่คุณให้เด็กๆไปซื้อของก็แตกต่างจากของชาวบ้านทั่วไป” คนอื่นอาจจะไม่สังเกต แต่ไม่ใช่เธอที่หูดีตาเร็ว แค่เห็นผ่านๆตาก็เก็บรายละเอียดได้หมด คูปองของเขาเป็แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง ซื้อแล้วเมื่อจ่ายเงินก็จะได้คูปองกลับคืนมา ในขณะที่คูปองของชาวบ้านทั่วไปใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
“แล้วเด็กๆทั้งสองคนก็พอจะอ่านหนังสือออก ในเมื่อคุณก็บอกเองว่าไม่มีเด็กในหมู่บ้านได้เรียนหนังสือ แต่ว่าลูกๆของคุณอ่านหนังสือออก” เธอเห็นจากการไปซื้อของกับเด็กๆทั้งสองคน
“หึๆ ไม่คิดว่าคุณจะสังเกตได้มากขนาดนี้” ประโยคนี้มันคือคำชมใช่ไหม? ใช่แหละถึงไม่ใช่เธอก็จะคิดว่ามันใช่
“แน่นอน ฉันเก่งในเื่นี้” ยิ้มรับสิค่ะรออะไร
“คุณไม่จำเป็ต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าผมให้คุณอยู่ที่นี้ได้” ได้ยินแบบนั้นเธอก็สบายใจ
“ในฐานะภรรยาของผม”
“ห๊ะ!!!!” ฐานะอะไรนะขออีกที หูฝาดไปหรือเปล่า ถึงจะอยากมีตัวตน เพื่อให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะต้องมาอยู่ในฐานะนี้
“ในฐานะอะไรนะคุณ ฉันขออีกที” เขาหันหน้ามาหาเธอ แล้วพูดมันออกมาอีกครั้ง
“ภรรยาของผม” ชัดเจน ... ชัดเป๊ะ ชัดเต็มๆสองหู
“เห้ยไม่ได้ดิ ในฐานะน้องสาวไม่ได้หรอ ทำไมต้องภรรยา? อายุฉันกับคุณเป็พี่น้องกันได้อยู่แล้ว” ทำไมต้องภรรยา แล้วใจเธอจะเต้นแรงทำไมก่อน ไม่ได้คิดอะไรกับเขาเสียหน่อย อีกอย่างก็พึ่งจะรู้จักกันได้สองวัน
“หน้าตาคุณคล้ายผมหรือเปล่า?”
“ก็ไม่” หน้าตาของเธอจะไปคล้ายเขาได้ยังไงละ ไม่มีส่วนไหนที่คล้ายกันเลย
“คำตอบมันก็ชัดเจนดีอยู่แล้ว”
“....” !!!
“หากมีคนมาถามคุณก็บอกพวกเขาไปว่าคุณคือภรรยาของผม เดินทางมาจากเฉินตู มาอยู่กับผมและลูกๆ”
“...”!!!
“เดี๋ยวคุณ เดี๋ยวๆ ไหนเด็กๆบอกว่าแม่ตายไปแล้วไง” เฟยหลงเล่าให้ฟังว่าพ่อบอกว่าแม่ตายแล้ว แต่ชาวบ้านบอกว่าแม่คลอดแล้วก็ทิ้งพวกเขาไป สรุปมันยังไงกันแน่
“ผมบอกหรอว่าคุณเป็แม่ของพวกเขา ผมให้คุณเป็ภรรยาผม ไม่ได้ให้เป็แม่ของลูกชายผมสักหน่อย” เขาพูดจบก็จะลุกขึ้นเดิน เฉินหงอี้คว้าแขนของเขาเอาไว้อย่างรวดเร็ว
หลงเฟยอวี้ชะงักเมื่อพบว่าหญิงสาวกำลังจับแขนของตัวเอง เขามองไม่เห็นแค่ััได้
เฉินหงอี้ให้โอกาสนี้ถ่ายทอดพลังรักษาของเธอให้กับอีกฝ่าย มือของเธอจับแขนของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น ค่อยๆปล่อยพลังรักษาที่เธอมีให้กับอีกฝ่าย
แต่ไม่ถึงสามสิบวินาที ร่างกายของหลงเฟยอวี้ก็ทรุดตัวล้มลง โชคดีที่เฉินหงอี้มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่องไว เธอรับร่างของเขาเอาไว้ได้
“คุณ”
“คุณหลงเฟยอวี้”
มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเขาจะไม่ตอบสนองต่อพลังรักษาของเธอ ถ้าเป็แบบนั้นพลังที่เธอมีก็ไร้ประโยชน์ มันช่วยชายในอ้อมกอดของเธอตอนนี้ไม่ได้
เธออุ้มร่างของเขาขึ้นมา ก่อนจะอุ้มเดินเข้าไปในห้องนอนของเขา เธอวางเขาลงบนเตียงอย่าง เพ่งสายตามองในความมืด
“ขอโทษนะคะ ฉันไม่คิดจะทำร้ายคุณจริงๆนะ” แค่อยากจะลองดู ไม่คิดเลยว่าพลังของเธอจะทำให้เขาหมดสติไป