บทที่92
เริ่มแผนการรักษา
คุณชายน้อยสวีที่นั่งอยู่บนเตียงอยู่ๆก็เกิดอาการบางอย่างความรู้สึกนั้นบังเกิดขึ้นมาในชั่วพริบตาเขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาจับกุมบริเวณหน้าอกแสดงท่าทางการหายใจที่ผิดปกติบนใบหน้านั้นเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อและความซีดเซียวเขาย่อร่างกายของตนเองต่ำลง แสดงท่าทางเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจน
ท่าทางที่แสดงออกมาทำให้ผู้ที่กำลังอยู่บริเวณข้างเตียงต่างพากันตกตะลึงพวกเขาตื่นตระหนกตกใจคนที่น่าจะเป็นกังวลมากที่สุดคงไม่พ้นสวีหลงผู้ที่เป็นปู่
เขาพุ่งกายเข้าไปอย่างรวดเร็วจับกุมร่างกายของหลานชายวัยเยาว์ของตนเองเอาไว้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน“ เป็นอันใดหรือไม่!!! ”
“ หายใจไม่ออกเจ็บปวด… ”เสียงอันแผ่วเบาตอบกลับมาถึงอาการที่ตัวของเขากำลังเป็นอยู่ในตอนนี้
ลู่หยางลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเขาทำการคว้าจับเข้าไปที่ร่างกายของคุณชายน้อยผู้นั้นให้นอนลงดึงผ้าที่ห่มร่างกายออกและก็เปิดเสื้อบริเวณหน้าอกแล้วร่างกายท่อนบนออก
ลู่หยางดวงตาของตนเองจ้องมองไปที่จุดชีพจรบริเวณด้านบนร่างกายของคุณชายน้อยผู้นี้อย่างรวดเร็ว
ก่อนที่เขาจะนำเอาเข็มเงินของตนเองออกมาแล้วใช้เข็มเงินของตนเองปักเข้าไปที่บริเวณจุดหมายจุดบนร่างกายของคุณชายน้อยผู้นั้น
หลังจากที่เก็บเงินปรับเข้าไปที่บนร่างกายท่าทางของคุณชายน้อยสวีมีท่าทางที่ผ่อนคลายลง
ระบบหายใจเริ่มคืนกลับสู่ปกติสูดหายใจเข้าออกได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้นท่าทางที่เจ็บปวดค่อยๆหายไป
การรักษาลู่หยางช่วยให้อาการดังดีขึ้นอย่างทันตาเห็นทำให้สวีหลงรู้สึกชื่นชมอยู่ภายในใจ
ท่าทางที่ร้อนรนจิตใจของเถ้าแก่สวีผู้นี้ค่อยๆหายไปในทันทีเมื่อเห็นท่าทางของหลานชายของตนเองดูดีขึ้นในระดับหนึ่ง
เขาหันใบหน้าของตัวเองไปจ้องมองลู่หยางด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
ลู่หยางในดวงตาของตนเองจ้องมองกลับมาแล้วก็กล่าวขึ้น“ข้าทำเพียงแค่อาการบรรเทาอาการเบื้องต้นเท่านั้นทำให้คุณชายสวีหายใจได้สะดวกมากขึ้น”
“ นี่ยังถือว่าไม่ใช่การรักษาขอรับ ”
สวีหลงพยักหน้าตอบรับกลับไปพร้อมกับแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโล่งใจแล้วกล่าว “เพียงแค่นี้ก็ดีมากแล้วแค่มองเห็นหลานชายของข้าไม่ต้องแสดงท่าทางเจ็บปวดต่อหน้าข้าก็ถือว่าดีมากแล้ว”
ลู่หยางค่อยๆนั่งลงที่เก้าอี้เช่นเดิมใช้ดวงตาจ้องมองไปที่คุณชายน้อยพี่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงแล้วก็เผลอหลับไปด้วยความเหนื่อย
จ้องมองพร้อมกับยกมือของตนเองขึ้นมาลูบปลายคางแล้วก็ขาวขึ้น“คุณชายเป็นอย่างไรบ้างขอรับเวลายามทั่วไปได้ทานอาหารหรือไม่เหตุใดถึงร่างกายผอมแห้งเช่นนี้”
สวีหลงตอบกลับ“ แน่นอนทานอาหารแต่ว่าไม่ว่าจะทานเข้าไปเท่าไหร่ก็ทำการอ้วกออกมาหมด ”
“ บางครั้งในขณะที่พยายามกินเข้าไปถึงกับอาเจียนเป็นโลหิตออกมาแบบนั้นเลยเป็นเช่นนี้”
ลู่หยางหลังจากที่ได้ฟังเช่นนั้นดวงตาของเขายังคงจ้องมองไปที่ร่างของคุณชายผู้นั้นที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงพลางคิดไปด้วย‘กินเข้าไปแล้วอ้วกออกมาบางครั้งก็อาเจียนเป็นเลือดอาการเช่นนี้เหมือนว่าจะเคยมีถูกบันทึกเอาไว้ภายในตำราของท่านอาจารย์หญิงมันเกิดจากการทับซ้อนของชีพจร ’
‘ แต่ว่ามันไม่ได้มีเพียงแค่นั้นร่างกายของคุณชายน้อยผู้นี้จากการที่ตรวจดูแล้วเส้นชีพจรซับซ้อนมากกว่าที่เคยถูกบันทึกเอาไว้ภายในตำราของอาจารย์หญิงเสียอีกนี่ถือได้ว่าเส้นชีพจรซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่ตัวของข้าเคยพบเจอมามากกว่าภายในตำราที่ถูกเขียนเอาไว้อีก’
‘ แต่ว่ามันก็น่าแปลกเหตุใดอยู่ๆเด็กผู้หนึ่งถึงมีเส้นชีพจรที่ซับซ้อนแบบนี้ได้เกิดจากกรรมพันธุ์อย่างนั้นหรอ? ’
ตอนนี้คำถามมากมายบังเกิดขึ้นภายในหัวของเขาเขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ร่างกายของคุณชายผู้นี้เป็นเช่นนี้
ชายน้อยผู้นี้มีเส้นชีพจรที่ซับซ้อนเป็นอย่างมากในขณะที่เขานั้นไม่เคยพบเจอมาก่อนขณะที่เขาอ่านตำราเป็นจำนวนมากของท่านอาจารย์หญิงก็ยังไม่เคยเจอผู้ใดที่มีเส้นชีพจรซับซ้อนเช่นนี้
ซึ่งมันน่าแปลกประหลาดเป็นอย่างมากที่มีชีพจรเช่นนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วยเขานั้นไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะมีชีพจรเช่นนี้ปรากฏอยู่
คุณชายเว่ยก้าวเท้าเข้ามาบริเวณด้านหลังของเขาแล้วก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยความสงสัย“ เป็นอย่างไรบ้างสามารถรักษาได้หรือไม่ ”
ลู่หยางที่ขะมักเขม้นและใช้ความคิดมาสักพักใหญ่ๆเขาหันกลับไปมองพร้อมกับกล่าวกลับไป“แน่นอนว่าการรักษานั้นยากเย็นเส้นชีพจรที่ซับซ้อนแบบนี้หาพบเจอได้ยากยิ่งไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาจากอันใด”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นคนที่ได้ยินก็ต้องรู้สึกว่าหัวใจของตนเองหนักใจอยู่แล้วพวกเขาแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักใจออกมา
แต่ลู่หยางก็ยังอ่านไม่จบตัวของเขาทำการกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง“ แต่แน่นอนว่ามันก็คงจะไม่ใช่ว่าไม่มีทางในการรักษาหรอกนะ ”
เป็นความหวังแรกที่ปู่หลานคู๋นี้เพิ่งเคยสัมผัสได้ดวงตาของพวกเขาต่างพากันเปล่งประกายขึ้นมาด้วยความสนอกสนใจก่อนหน้านี้ตัวของพวกเขานั้นไม่เคยได้ยินท่านหมอผู้ใดกล่าวออกมาเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
เพราะว่าไม่รู้ว่าครั้งใดต่อครั้งใดที่พวกเขานั้นเรียนเชิญท่านหมอมาที่สถานที่แห่งนี้ไม่ว่าท่านหมอผู้ใดก็ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าไม่สามารถรักษาได้ตั้งแต่ตรวจอาการในครั้งแรกเสร็จ
แต่คนผู้นี้เป็นเพียงแค่คนผู้เดียวที่กล่าวขึ้นมาว่ามีหนทางในการรักษาเพราะแบบนั้นมันเลยบังเกิดความหวังขึ้นมาภายในดวงตาของคนตระกูลสวี
สวีหลงย่างกายเข้ามาใช้มือคว้าจับแขนทั้งสองข้างของลู่หยางเอาไว้และก็ทำการเอ่ยถามออกมาด้วยความร้อนรน“ ตัวของท่านบอกว่าอย่างไรนะบอกว่ามีหนทางในการรักษาอย่างนั้นหรือ!!! ”
ดวงตาของเขาเบิกกว้างดูสนอกสนใจกับคำพูดที่ตัวของลู่หยางพูดออกมาก่อนหน้านี้
“ ใจเย็นก่อนขอรับแน่นอนว่ามันสามารถรักษาได้ยากเย็นแต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีหนทางในการรักษาเลยในตำราของท่านอาจารย์หญิงของข้ามีหนทางในการรักษาอาการที่คล้ายๆกับแบบนี้ ”
“ แน่นอนว่าสามารถใช้มาอ้างอิงได้แต่โรคที่เป็นอยู่ภายในตำรามันก็ไม่ซับซ้อนเท่ากับโลกของคุณชายสวีแสดงว่าข้าจำเป็นจะต้องใช้เวลาในการตรวจดูอาการของคุณชายผู้นี้อีกสักพัก ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นมุมปากทั้งสองข้างของสวีหลงยกยิ้มขึ้นอย่างดีใจ“ เพียงแค่นั้นก็พอแล้ว ขอแค่มีโอกาส ”
ในสายตาของคนผู้นี้อันที่จริงแล้วเขาไม่ได้คิดให้หลานชายของตนเองนั้นถูกรักษาจนหายแต่ภายในใจนั้นคิดเอาไว้เพียงอย่างเดียวก็คือจะให้หลานชายของตนเองมีชีวิตต่อไป
อาการของคุณชายน้อยสวีผู้นี้อาการช่วงหลังๆมานี่อาการของเขายิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆเรียกได้ว่าแม้แต่ผู้ที่เป็นปู่ของตนเองอย่างสวีหลงยังรู้สึกได้เลยว่าบางทีหลานชายของตนเองอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานแล้ว
ลู่หยางแม้แต่ตัวของเขาที่พูดออกไปเช่นนั้นเขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถรักษาได้จริงๆแต่อย่างไรมันก็ถือว่ายังมีโอกาส
เขาได้เริ่มทำการตรวจอาการของคุณชายน้อยผู้นั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนได้เริ่มทำการตรวจอาการของเขาอย่างละเอียดทั้งทางด้านร่างกายและทางด้านต่างๆ
อาการที่ไม่สามารถหายใจได้สะดวกเป็นอาการทางปลอดอาการนี้ได้โดยใช้เข็มเงินของเขาในการรักษาระดับนึง
แต่ว่ามันเองก็ยังมีวิธีการรักษาอีกหลายรูปแบบที่จำเป็นจะต้องทำถ้าอยากจะหายเกี่ยวกับอาการนี้
ยังไม่รวมเกี่ยวกับปัญหาทางด้านชีพจรที่ทำให้คุณชายน้อยผู้นี้มีอาการบาดเจ็บ
ในวันแรกใช้เวลาในการตรวจดูอาการของคุณชายน้อยแห่งตระกูลสวีทั้งวันจนสุดท้ายแล้วเมื่อจบวันเขาก็เดินทางกลับมาที่จวนตระกูลเว่ย
เดินทางกลับมาที่สถานที่แห่งนี้เขาไม่ใช่ว่าพักผ่อนทำการศึกษาเกี่ยวกับอาการที่เขาตรวจได้มาเพื่อใช้ในการรักษาในวันถัดไป
ในวันถัดมาเขาเริ่มทำการลงมือรักษาคุณชายน้อยสวีโดยการเริ่มฝังเข็มไปตามจุดชีพจรต่างๆ
ตามความคิดของเขาแล้วอาการที่ทำให้ชายน้อยผู้นี้หายใจไม่ออกเป็นอาการทางปอดสามารถใช้เข็มเงินและก็ยาบางชนิดในการรักษาได้
ส่วนอาการที่ทำให้สำลักโลหิตออกมาบางครั้งแถมยังมีร่างกายได้ผอมแห้งเพราะไม่สามารถกินอาหารเข้าไปได้มันเองก็เป็นอาการที่เกี่ยวกับชีพจร
การที่เส้นชีพจรซับซ้อนและยุ่งเหยิงเช่นนี้มันเองก็มีเหตุผลอยู่หลากหลายอย่างบางทีคนผู้นั้นอาจจะเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่กำเนิดหรือไม่ก็มีปัจจัยทำให้มันเป็นเช่นนี้
มองดูในกรณีของคุณชายน้อยผู้นี้น่าจะไม่ใช่ปัจจัยแรกเพราะแบบนั้นน่าจะเป็นปัจจัยที่สองมีบางอย่างที่ทำให้คุณชายน้อยผู้นี้มีเส้นชีพจรภายในร่างกายที่ซับซ้อน
เริ่มแรกเขาก็ใช้เข็มเงินในการรักษาบรรเทาอาการในระดับนึงแล้วก็ใช้ยาสมุนไพรอีกบางชนิดในการเริ่มรักษา
ลู่หยางรู้ดีว่ามีศาสตร์การแพทย์ที่ใช้ในการแก้ไขชีพจรอยู่ซึ่งมันก็ใช้เข็มเงินในการทะลวงเข้าไปที่จุดชีพจรต่างๆและใช้ลมปราณของตนเองขับเคลื่อนเข้าไป
มีความอันตรายในการใช้วิธีนี้ในการรักษาถ้าคนผู้นั้นไม่ชำนาญในด้านเส้นชีพจรจริงๆการที่นำเอาลมปราณของตนเองเข้าไปเคลื่อนย้ายชีพจรภายในร่างกายของผู้อื่นอาจจะทำให้คนผู้นั้นบาดเจ็บสาหัส
ในตอนนี้เขายังไม่กล้ารักษาด้วยวิธีนั้นเพราะว่าร่างกายของคุณชายผูันี้ยังอ่อนแอเกินไปสิ่งที่เขาทำในตอนนี้ก็คือค่อยๆฟื้นสภาพร่างกายของคุณชายน้อยสวีให้ร่างกายมันดีขึ้นในอีกระดับเขาถึงจะเริ่มการรักษาในการใช้ลมปราณของตนเองเข้าไปแก้ไขชีพจรได้
ลู่หยางรู้ดีที่สุดในเวลาเช่นนี้เขาจะรีบร้อนไม่ได้เป็นอันขาดต้องค่อยๆก้าวไปทีละก้าวอย่างมั่นคงอาการของคุณชายน้อยผู้นี้โดนหนักหนากว่าที่คิด
เวลาผ่านไปประมาณสี่วัน
จบบท