หลังจากได้พูดคุยทำความเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับองค์าาและพวกขุนนางในห้องนั้นเสร็จแล้ว ทัตสึยะก็ถูกนำตัวไปที่หลังปราสาท
“ถ้าปฏิเสธเข้าร่วมาได้ขึ้นมาจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับผมหลังจากนั้นล่ะ?”
ทัตสึยะกล่าวถามขณะเดินตามหลังเฟอร์เมียน
“หากนั่นเป็การตัดสินใจของท่านเราก็มิอาจขัดใจ เพียงแต่ผู้ที่ท่านเห็นตลอดทางเดินแห่งนี้อาจไม่ได้กลับมา”
“…”
“ถึงแม้ตัวท่านจะปฏิเสธการเข้าร่วมา แต่ามันก็ยังคงดำเนินต่อไป”
“าเนี่ยนะชั้นมันก็แค่นักเรียนธรรมดาเองนะ จะไปฆ่าคนได้ยังไงกันเล่า...”
ทัตสึยะบ่นกับตัวเองเบาๆด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่มั่นใจเฟอร์เมียนที่สังเกตเห็นถึงความลังเลนั้นจึงเริ่มพูดต่อ
“ยังมีผู้คนอีกมากที่ทุกข์ทรมานแม้จะไม่ได้พบเห็นมากนักเพราะเป็เมืองหลวงแต่ที่นอกกำแพงยังมีคนอีกมากที่้าใครสักคนมาหยุดการนองเือันไร้เหตุผลนี้”
ทัตสึยะมองไปที่เหล่าทหารในชุดเกราะเหล็กที่เขาเดินผ่านภาพของคนแปลกหน้ามากมายที่เดินผ่านมันทำให้ทัตสึยะรู้สึกสับสนในการตัดสินใจ
ความคิดเ่าั้เริ่มตีกันในหัวทัตสึยะพยายามหาเหตุผลต่างๆ นานา มาเพื่อตอบปฏิเสธ แต่พอจะพูดปากมันกลับไม่ขยับ
“อะไรกันทั้งที่เป็แค่คนแปลกหน้าแท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่าไม่อยากให้ภาพหล่านั้นหายไป”
ความรู้สึกแปลกๆที่กลางอกนี่มันคืออะไร
“อะจริงสิต้องขอโทษด้วย ข้าคงต้องขอแยกทางตรงนี้พอดีเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีธุระที่ต้องไปทำที่เหลือข้าขอฝากไว้ที่รองหัวหน้าอัศวินก็แล้วกัน”
“ขอรับท่านเฟอร์เมียน”
อัศวินด้านหลังขานรับก่อนจะเดินขึ้นมายืนยังจุดที่เคยเป็ของเฟอร์เมียน
นักบวชชุดขาวบอกลาก่อนจะเดินจากไป
ทัตสึยะปลายตามองแผ่นหลังของเฟอร์เมียนก่อนจะสังเกตเห็นเงาประหลาดที่ปกคลุมร่างของเฟอร์เมียน
เด็กหนุ่มผมดำขยี้ตาก่อนจะมองไปที่เขาอีกครั้ง
เมื่อเพ่งมอง เงาเ่าั้ก็หายไปทัตสึยะสะบัดความสงสัยทิ้งไปเพราะคิดว่ามันคงเป็ภาพลวงตา
“ตาฝาดไปเองรึเปล่า”
เมื่อบ่นพึมพำกับตัวเองจบเขาก็ได้ยินเสียงแปลกๆดังมาจากอีกฝั่งของทางเดิน เขาหันไปมองที่สุดของทางเดินตามเสียงนั้นสิ่งที่เขาเห็นคือภาพของหญิงสาวหูยาวผมสีทองสลวยในชุดเมดคนหนึ่งที่กำลังถูกผู้หญิงสองคนต่อว่าด้วยคำพูดที่ไร้เหตุผล
เมื่อมองดูดีๆเขาก็พบว่าหญิงสาวทั้งสองคนนั้นคือนางสนมของอัลพีลิคที่เคยเห็นก่อนหน้า
เสียงก่นด่าและดูถูกเหยียดหยามค่อยๆดังจนมาถึงฝั่งทางเดิน
“ยัยเอลฟ์โสโครกอย่ามาเดินบนปราสาทสิยะ”
“กะอีกแค่สาวใช้อย่ามาทำตัวอวดดีนักสิยะ”
สาวหูยาวไม่ได้ตอบอะไร เธอได้แต่ยืนเงียบก้มหน้าก้มตารับฟังคำด่าที่ไร้เหตุผลแต่ด้วยท่าทีแบบนั้นก็ทำให้พวกนางทั้งสองมีท่าทีที่ไม่สบอารมณ์มากขึ้น
“อะไรกันไอ้ท่าทีแบบนั้นคิดจะทำเมินพวกชั้นรึไง”
หญิงสาวคนหนึ่งผลักเธอจนล้มลง
หญิงสาวทั้งสองเริ่มแสดงพฤติกรรมที่ไม่ค่อยเข้ากับชุดที่สวมอยู่อย่างไม่เกรงอกเกรงใจคนที่เห็นเหตุการณ์
ทัตสึยะที่เผลอมองมากไปทำให้หนึ่งในพวกเธอจับได้และหันกลับมาสบตาราวกับจะเสียบแทงทัตสึยะด้วยสายตาเมื่อถูกจับได้เขาก็หันไปมองคุณรองหัวหน้าอัศวินที่เดินนำ พลางคิดอยู่ในใจว่าบุคคลตรงหน้าอาจจะพุ่งเข้าไปช่วยเธอคนนั้นก็ได้
แต่ถึงแม้จะเดินผ่านมาและมองยังไงก็รู้ว่าต้องเห็นแต่คุณรองหัวหน้าอัศวินกลับไม่มีท่าทีจะเข้าไปช่วยเลยแม้แต่น้อย
(เอ้~จะไม่เข้าไปช่วยจริงๆ หรอ นั่นไงเธอกกำลังจะโดนตบหน้าแล้วนะจะเดินผ่านไปแบบนี้จริงดิ)
ทัตสึยะได้แต่คิดเช่นนั้นภายในใจเขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกลับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
เมื่อรู้ว่าอีกฝั่งของทางเดินมีพวกทัตสึยะและคุณรองอัศวินอยู่พวกเธอทั้งสองจึงเลือกที่จะปล่อยมือ
“ชิ ยัยพวกเอลฟ์โสมมแค่เห็นหน้าแกชั้นก็อยากจะอ้วกแล้ว”
“ไปกันเถอะ ชั้นไม่อยากสนทนากับพวกชั้นต่ำ”
ทัตสึยะที่เห็นภาพนั้นก็ทำได้แค่ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าภาพของเหตุการณ์นั้นมันทำให้ทัตสึยะแอบนึกสงสัยในบรรทัดฐานของโลกใบนี้
“เอลฟ์เนี่ยถูกเกลียดหรอ?”
ทัตสึยะเอ๋ยถามกับคุณรองหัวหน้าอัศวิน
แต่ก็ไร้ซึ้งคำตอบ
“ทื้งเธอไว้แบบนั้นจะดีหรอ?”
ทัตสึยะที่รู้ตัวแล้วถูกเมินก็ได้แต่ถอนหายใจโดยไม่พูดอะไร
...
เมื่อเดินออกมาจากทางประตูด้านหลังปราสาทได้สำเร็จที่นั่นมีคฤหาสน์หลังเก่าตั้งอยู่
มันมีขนาดที่เล็กหากเทียบกับตัวปราสาทแต่อย่างน้อยมันก็ใหญ่กว่าบ้านที่ทัตสึยะเคยอาศัยอยู่
“จากนี้ไปท่านจะได้อาศัยอยู่ที่นี่พวกเราได้เตรียมห้องและของใช้จำเป็ไว้หมดแล้ว ส่วนกำหนดการในพรุ่งนี้ก็มีไม่มากจะมีเมดประจำตัวของท่านมาเริ่มทำงานั้แ่เช้า หลังจากนั้นใน่สายท่านเฟอร์เมียนก็จะมาหาท่านอีกรอบ”
ทัตสึยะมองดูคฤหาสน์หลังเก่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ๋ยปากถามกลับ
“ถ้าอยู่ในนี้ชั้นจะทำอะไรก็ได้เลยใช่ไหม?”
คำถามแปลกๆ ถูกพูดออกมาอย่างน่าสงสัย
“ท่านสามารถทำอะไรก็ได้หากท่านอยู่ที่นี่จะมีทหารจำนวนหนึ่งค่อยเฝ้ายามให้ท่านอย่างดี”
คุณรองหัวหน้าอัศวินแอบสงสัยในคำถามของทัตสึยะแต่เขาก็ตอบไปตามที่รู้เท่านั้น
“เห้อ~เมดหรอ ถ้าไม่เมินชั้นเหมือนคนอื่นก็คงดี”
ทัตสึยะถอนหายใจก่อนจะเดินไปเปิดประตูคฤหาสน์
เมื่อเดินเข้าไปในคฤหาสน์ สิ่งแรกที่เขาเห็นก็คืออณูแสงหลากสีสันที่ไหลผ่านออกมาจากหลังประตูบานหนึ่งด้วยความสงสัยทัตสึยะจึงเดินไปหาประตูบานนั้นและค่อยๆ เปิดมันออก
เมื่อประตูถูกเปิดออกฝุ่นควันก็กระจายออกจากชั้นหนังสือเก่าๆพวกมันถูกตั้งเรียงกันเป็แถวราวกับห้องสมุด หนังสือทุกเล่มมีแต่ฝุ่นและใยแมงมุม
ตัวชั้นหนังสือบางอันก็หักลงมาจนมีหนังสือจำนวนมากวางกองกันอยู่บนพื้นภาพที่เห็นก็ทำให้ทัตสึยะรู้ได้ในทันทีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้รับการดูแลมาเป็เวลานานมากแล้ว
เขาเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเอายังไงกับห้องนี้เมื่อตัดสินไม่ได้ สิ่งที่เด็กหนุ่มเลือกทำจึงเป็การหยิบหนังสือขึ้นมาแบบสุ่มๆหนึ่งเล่ม แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่แตะอย่างอื่น
ทัตสึยะคงจะคิดว่าถ้าคืนนี้นอนไม่หลับอย่างน้อยการอ่านหนังสือก็น่าจะทำให้หลับได้เร็วขึ้น
เมื่อเดินสำรวจคฤหาสน์ไปเรื่อยๆจนเขาพบกับห้องที่พวกทหารบอก ในนั้นมีทั้งอาหารที่ยังอุ่นๆและชุดสำหรับเปลี่ยนพร้อมที่นอนอย่างดี
ตัวเขาเดินเข้าไปในห้องนั้นแล้วหยิบชุดสำหรับเปลี่ยนที่วางอยู่บนเตียงขึ้นมาพลางมองไปที่มันและคิดในใจ
“นี่ชุดนอนเหรอ?”
ทัตสึยะใส่ชุดนั้นแล้วลองส่องกระจกดู เมื่อลองมองั้แ่ปลายเท้าขึ้นมาทัตสึยะก็พลางคิดในใจ
“ยังไงก็ดูไม่เหมาะเลยนะ”
แต่เมื่อมองขึ้นมาถึงใบหน้า สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขาใขึ้นมาอีกครั้ง
เพราะภาพที่ปรากฎบนแผ่นกระจกคือใบหน้าอันคุ้นเคยเพียงแต่ดวงตานั้นมันเปลี่ยนไป จากที่มันควรจะเป็สีดำอมน้ำตาลตอนนี้กลับถูกยอมเป็สีแดงสดราวกับหลีบกุหลาบในยามเช้า
วินาทีที่จ้องมองไปยังดวงตาสีแดงคู่นั้นสิ่งที่พบคือบางสิ่งที่สลักเอาได้ภายใน สิ่งที่ทัตสึยะมองเห็นนั้นถูกเรียกว่า “พรศักดิ์สิทธิ์”สิ่งนั้นถูกสลักไว้ในร่างกาย
สิ่งที่เรียกว่าพรมันคืออะไรไม่มีใครทราบมีเพียงผู้ถูกเลือกเท่านั้นที่จะได้
ในวินาทีที่ได้รับรู้ถึงสิ่งนั้นในตัวข้อมูลมากมายก็พุ่งเข้ามาในหัวของเขาโดยตรง ทัตสึยะล้มลงนอนกับพื้นเมื่อรับรู้ถึงสิ่งที่มี
“เข้าใจทุกสรรพสิ่งเข้าใจในทุกๆ สิ่งที่มองเห็น กับดวงตาแห่งเทพ มองเห็นในทุกๆ อย่างที่คนปกติมองไม่เห็น...หรอ"
ทัตสึยะพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีใจเลยสักนิดเขาไม่ได้มีความรู้สึกยินดีที่ได้พลังเหล่านี้มาเขาใช้มือข้างหนึ่งจับไปที่หน้าผากของตัวเองก่อนจะกล่าวคำพูดบางอย่าง
“ตามที่คุณบาทหลวงเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าพวกผู้กล้าจะมีพลังเฉพาะตัวที่คนของโลกนี้ไม่มีติดมาด้วยสินะ”
ทัตสึยะลุกยืนพร้อมกับหยิบหนังสือที่ตนเอามาด้วยขึ้นจากพื้นก่อนจะเดินออกไปจากห้องโดยที่ยังไม่ได้กินอาหารเย็นที่วางอยู่ตรงหน้าสถานที่ที่ทัตสึยะเดินมาก็คือห้องสมุดเก่าๆ ที่เขาพึ่งเข้าไปก่อนหน้านี้
“ถ้าข้อมูลที่ได้มาเมื่อกี้ถูกละก็มันอาจจะมีวิธีรอดไปจากที่นี่ก็ได้”
เมื่อทัตสึยะเข้ามาถึงที่ห้องสมุดด้วยใบที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
เขาเดินไปที่ชั้นหนังสือก่อนจะเริ่มหาหนังสือหลายๆ อย่างมาวางบนโต๊ะไม้
“มีจริงๆ ด้วยสินะเวทมนตร์”
หนังสือที่ทัตสึยะหยิบมาคือหนังสือที่เกี่ยวกับพลังเวทย์และประวัติศาสตร์ เมื่อได้หนังสือที่้าเขาก็นั่งลงบนโต๊ะเก่าๆที่ไม่รู้ว่าจะหักเมื่อไหร่
ทัตสึยะค่อยๆ เปิดอ่านพวกมันอย่างตั้งใจถึงจะเป็ภาษาของต่างโลกแต่เขาก็เข้าใจมันเป็อย่างดีและยังสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายได้ในเวลาอันสั้นด้วยพลังของพร “เข้าใจทุกสรรพสิ่ง”
…
หลังจากขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดได้ห้าชั่วโมงทัตสึยะได้ลองผิดลองถูกจนตอนนี้สามารถจับจุดได้บ้างแล้ว แต่หลังจากได้ทดลองหลายๆ อย่างตัวเขาก็พบว่าต่อให้เขาจะเข้าใจในหลักการของเวทมนตร์มากแค่ไหนแต่ก็ยังมีขีดจำกัดในการใช้เวทมนตร์อยู่
โดยเวทมนตร์ธาตุที่ทัตสึยะใช้ได้มีเพียงสามธาตุเท่านั้นคือไฟ ลม ความมืด ส่วนพวกเวทพื้นฐานใช้ได้ในระดับหนึ่ง หากจะไปให้ไกลกว่านั้นจำเป็ต้องพึ่งศักยภาพของร่างกายผ่านการฝึกฝน
มือของทัตสึยะถูกยกไปด้านหน้าเสียงพึมพำฟังไม่เป็ภาษาถูกรายยาว บนฝ่ามือนั้นปรากฏเปลวไฟเล็กๆแต่มันก็เบาจนถูกเป่าดับไปราวแสงเทียน
"ถึงแม้จะเข้าใจหลักการการทำงานของเวทมนตร์แต่มันก็ต้องใช้เวลาในการฝึกอยู่สินะที่สำคัญคือเหตุผลของในการใช้มัน ถ้าไร้ซึ้งเหตุผลในการต่อสู้อนุภาคของมันก็ลดลงแล้วสำหรับชั้นล่ะ เหตุผลในการอยู่บนโลกใบนี้คืออะไร”
ทัตสึยะพูดด้วยเสียงที่ดูหมดแรงเขาล้มตัวลงนอนกับโต๊ะ ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง เสียงลมหายใจช้าลงความคิดในหัวกำลังถูกกลบทับจนเป็สีดำ ไม่นานหลังจากนั้นสติของเขาก็เลือนหายไปพร้อมกับความมืดของห้องสมุด
“…”
ท่ามกลางความมืดที่หนาวเหน็บมองไปทางไหนก็มีแต่หมอกควันสีดำ บรรยากาศช่างดูเปลี่ยวเหงาและไร้ผู้คน
สิ่งที่พบอยู่ตรงหน้ามันช่างเป็ภาพที่คุ้นเคย แต่กลับััไม่ได้ ความรู้สึกดีๆ แปรเปลี่ยนเป็ความสับสนภายใจจิตใจ
ภาพที่กำลังมองเห็นเป็เพียงความอาลัยอาวรณ์ที่มีในอดีต ทันทีที่รู้สึกตัวภาพตรงหน้ามันก็เลือนรางเกินกว่าจะมองเห็น มีเพียงเสียงเท่านั้นที่ได้ยิน
“ชั้นจะเป็คนปกป้องไอจังเอง”
เด็กน้อยคนนึงะโก้องด้วยใบหน้าที่เปื้อนโคลน
แขนทั้งสองของหนุ่มน้อยกางออกบดบังร่างเล็กที่บอบช้ำของเด็กสาวตัวน้อย
“อะไรน่ะ ความทรงจำของชั้นหรอ?”
เสียงพึมพำดังขึ้นในหัวหลังภาพตรงหน้าปรากฎแม้จะสับสนแต่ก็ยังคงมองภาพนั้นต่อไป
“ฮือ”
เสียงสะอื้นเบาๆ ของเด็กสาวแสดงถึงความอ่อนแอที่ถูกกลั่นแกล้ง
เธอนั่งคุกเข่าพร้อมรอยแผลถลอกบนขามือทั้งสองถูกยกขึ้นมาเช็ดน้ำที่เปื้อนแก้ม
เด็กชายตัวน้อยรู้สึกปวดใจเมื่อเห็นเด็กสาวทำสีหน้าแบบนั้น เด็กน้อยทัตสึยะในตอนนั้นยังคงไม่ปาสีปาสาอะไร เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำไมตัวเองถึงพุ่งตรงเข้าไปขวางเด็กขี้แกล้งกับเด็กสาวตัวน้อย
สิ่งที่เห็นนั้นเป็เพียงเซี้ยวหนึ่งของความทรงจำ
ภาพที่เห็นค่อยๆ เลือนหายไป หมอกควันเข้าบดบังทัศวิสัยและเมื่อมันจางลง สิ่งที่ปรากฎขึ้นคือห้องเรียนบนชั้นสองของอาคารที่ดูคุ้นตา
เสียงเจี๊ยวจ้าวของเพื่อนร่วมชั้นดังจอแจจนหน้ารำคาญสิ่งที่พบเมื่อตื่นขึ้นจากฝันกลางวันนั้นคือหญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนไว้ผมสั้นปะบ่า
เธอคนนั้นกำลังยืนอยู่ที่ข้างๆ โต๊ะเรียนของเด็กหนุ่มผมสีดำ
“ฝันแบบนั้นอีกแล้วหรอ”
"ยังขี้เซาเหมือนเดิมเลยนะ ทัคคุงเนี่ย"
เด็กสาวเผยรอยยิ้มซุกซนพลางจ้องไปที่ใบหน้าของทัตสึยะ
"เดี๋ยวสิ ไอ้วิธีเรียกแบบนั้นมันคืออะไรน่ะ"
เด็กหนุ่มรู้สึกสับสนกับสิ่งที่ได้ยิน เขาพยายามเพ่งมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างตั้งใจ
"จำชั้นไม่ได้จริงๆหรอ"
เด็กสาวพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังก่อนจะยื่นรูปที่พวกเขาถ่ายด้วยกันตอนเด็กให้ทัตสึยะดูเพื่อเป็หลักฐาน
ภาพที่ปรากฎตรงหน้าทำเอาเด็กหนุ่มใจนเผลอหลุดเสียงร้องแปลกๆออกมา
"ห้ะ? เอาจริงดิ อย่าบอกนะว่าเธอคือเทนโด ไอริ"
"ใช่แล้วล่ะชั้นเองแหละ"
เด็กสาวยืนกอดอกอย่างภาคภูมิพร้อมกับยกยิ้มที่ดูมั่นใจ
แต่ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะได้กล่าวอะไรเสียงหมดเวลาพักเที่ยงก็ดังขึ้น เด็กสาวดูจะผิดหวังและถอนหายใจ
“อะไรกันหมดเวลาแล้วหรอ”
เธอคนนั้นโบกมือลาก่อนจะเดินกลับห้องเรียนของตัวเอง
“เอาไว้คราวหน้าจะแวะมาใหม่นะ”
เธอพูดทิ้งท้ายเอาไว้แบบนั้นก่อนจะเดินผ่านประตูห้องเรียนของทัตสึยะไป
“คนรู้จักหรอ”
เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอีกคนเดินเข้ามาพร้อมกับคำถาม
ทัตสึยะมองไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นก่อนจะเบือนสายตากลับ
“แค่เพื่อนที่เคยอยู่บ้านข้างๆสมัยเรียนประถมน่ะ”
“เอ๋~คนแบบนายมีเพื่อนสมัยเด็กกับเขาด้วยหรอเนี่ย”
เด็กหนุ่มพูดคุยอย่างเป็กันเองราวกับรู้จักกันมานาน
“คิดจะแซะกันรึไง”
เด็กหนุ่มปริศนานั่งลงที่โต๊ะด้านหน้าก่อนจะกล่าวถามด้วยเสียงที่ดูเป็ห่วง
“ว่าแต่นายเถอะออกจากชมรมแบบนี้จะดีหรอ?”
ทัตสึยะเงียบเสียงลงชั่วขณะก่อนจะพูดต่อโดยหันหน้ามองพื้นสนามกีฬาของโรงเรียน
“ชั้นเองก็อยากใช้ชีวิตมอปลายเหมือนคนอื่นเขาดูก็แค่นั้น”
“เอ้~ฟังดูเรียบง่ายดีนะ”
“เอาล่ะเงียบได้แล้วคาบบ่ายจะเริ่มแล้วนะ”
สิ้นสุดคำพูดของครูหนุ่มที่เดินเข้ามาเสียงในห้องก็เงียบลง...พร้อมกับจุดที่ความฝันอันแปลกประหลาดนี่จบลง
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
สิ่งที่ได้ยินมีเพียงเสียงนกร้องในยามเช้า
ทัตสึยะลุกขึ้นจากความฝันอันแปลกประหลาด
เขาสับสนกับสิ่งที่ได้เห็นแม้จะรู้ดีว่าเป็เพียงความฝันแต่มันก็ทำให้เขาอดคิดถึงความทรงจำเ่าั้ไม่ได้
“เพื่อนหรอ”
เขาสะบัดความคิดในหัวออกก่อนจะเดินไปเปิดผ้าม้านออก
“ความรู้สึกมันต่างกันแฮะ”
ทัตสึยะพึมพำออกมาหลังได้มองดูแสงของพระอาทิตย์ที่ลอดผ่านกระทบกับใบหน้า
เขาเดินออกมาจากห้องสมุดเก่าก่อนจะสังเกตเห็นใครบางคนที่ยืนอยู่หน้าประตู
“อะไรกัน ไอ้ดวงตานี่มองทะลุกำแพงได้ด้วยหรอเนี่ย ดูขี้โกงจังนะ”
ไม่นานเสียงเคาะประดูก็ดังขึ้น ทัตสึยะเดินออกไปเปิดประตูหลังได้ยินเสียงเคาะ สิ่งที่พบอยู่เบื้องหน้าคือเด็กสาวผมทองในชุดเมดสีขาวตัดดำ
ทัตสึยะตกตะลึงกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เธอคือเด็กสาวหูยาวคนเดียวกับที่เขาเห็นเมื่อวาน
“สวัสดียามเช้าค่ะ ดิฉัน สเปียร์ วอเด็น จะมาเป็เมดประจำตัวของคุณั้แ่วันนี้ค่ะ”
เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยไร้ชีวิต
ปลอยผมค่อยๆ บิดพลิ้วไปตามลมดวงตาสีเขียวมรกตจับจ้องมายังทัตสึยะด้วยความหม่นหมอง
แม้ใบหน้าจะงดงามไร้ที่ติแต่กลับทำสีหน้าไร้ชีวิต
ทัตสึยะจ้องเด็กสาวที่แสดงสีหน้าเช่นนั้นก่อนจะพบถึงสาเหตุ
"ขอโทษด้วยนะที่เมื่อวานดันไปเห็นเธอในสภาพแบบนั้น"
สาวเอลฟ์ไม่เข้าใจว่าทำไมคนตรงหน้าเธอถึงพูดขอโทษ
เด็กหนุ่มหลุดปากพูดออกไปโดยไม่รู้ตัวหลังได้อ่านเื่ราวต่างๆ ของโลกใบนี้ มันก็ทำให้เขารู้ถึงจุดยืนของเผ่าพันธุ์เอลฟ์
ข้อมูลเพียงเล็กน้อยที่ทัตสึยะมีเกี่ยวกับเผ่าเอลฟฺ์นั้นคือการถือตัว
เผ่าเอลฟ์มักคิดว่าตนนั้นสูงส่งกว่าเผ่าอื่นๆแม้จะมีสัมพันธไมตรีที่ดีตุ่์แต่เผ่าเอลฟ์มักจะแสดงพฤติกรรมที่เหมือนกับว่าตัวเองอยู่สูงกว่าเสมอ
เพราะเหตุนั้นจึงทำให้พวกเอลฟ์มักโดนเหยียดหยามเมื่ออยู่นอกพื้นที่ของตัวเอง
แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมเผ่าพันธุ์ที่มักไม่ค่อยออกจากป่าใหญ่ถึงมาอยู่ในปราสาทแห่งนี้
(ถูกซื้อมาหรอ? แต่ก็ไม่ได้มีปลอกคอหรืออะไรเทือกนนั้นนี่)
เด็กหนุ่มครุ่นคิดขณะจ้องมองไปยังเมดสาวตรงหน้ายังไม่ทันที่ทัตสึยะจะได้กล่าวต่อ กลุ่มคนในชุดนักบวชสีขาวก็ปรากฏตัวที่หน้าคฤหาสน์
เมื่อมองเห็นแล้วว่าวันนี้คงวุ่นวายเขาจึงบอกให้เด็กสาวตรงหน้าเข้าไปด้านในก่อน
“ไหนว่าจะมา่สายไม่ใช่รึไง”
ทัตสึยะบนพึมพำเบาๆก่อนจะเดินออกมานอกคฤหาสน์
“เป็อย่างไรบ้างหรือครับเมื่อคืนหลับสบายดีรึเปล่า”
ผู้นำของกลุ่มอย่างเฟอร์เมียนเดินออกมาหนึ่งก้าวก่อนจะกล่าวถาม
“ก็ไม่เลวสำหรับที่พักไม่เสียตัง”
“ฮ่าๆท่านนี่เป็คนที่มีอารมณ์ขันดีนะ”
“แล้วคราวนี้มีธุระอะไรคงไม่ได้จะบอกให้ชั้นไปสวดมนตร์ตอนเช้าหรอกใช่ไหม?”
“ไม่หรอกเราก็แค่อยากให้ท่านรู้สึกดีขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจ”
เฟอร์เมียนชี้ไปยังเด็กสาวที่ยังคงยืนอยู่ด้านหลังของทัตสึยะ
เด็กหนุ่มที่เพิ่งรู้ตัวก็สะดุ้งจนเผลอเดินออกมาอีกหนึ่งก้าว
“อะไรกันนี่เธอยังอยู่อีกหรอ”
“ให้เธอคนนั้นพาท่านไปดูสิท่านเราได้รับอนุญาตจากองค์าามาแล้ว วันนี้ท่านสามารถออกจากปราสาทได้เป็เวลาหนึ่งวัน”
ทัตสึยะมองไปที่ใบหน้าของเด็กสาวที่ยังคงยืนอยู่ก่อนจะหันกลับไปหาเฟอร์เมียนด้วยความรู้สึกวิตกแปลกๆ
“เดี่ยวสิที่คุณพูดมามันไม่แปลกไปหน่อยหรอ”
“หากท่านไม่สบายใจเราสามารถส่งอัศวินฝีมือดีไปคุ้มกันแทนก็ได้นะครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้นมันก็เกิดการจินตนาการแปลกๆในหัวของทัตสึยะ
เมื่อเห็นภาพของตัวเองเดินควงคู่กับพี่ชายกล้ามโตมันก็รู้สึกเย็นๆที่แผ่นหลัง
“ไม่ดีกว่า แบบนั้นมันคงดูสยองเกินไปหน่อย”
ทัตสึยะรีบบอกปัดในทันทีเมื่อเห็นถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น
เขามองใบหน้าที่ยังคงไร้อารมณ์ของเด็กสาวก่อนจะหันไปมองพระอาทิตย์ที่กำลังส่องแสง
“ก่อนอาทิตย์ตกงั้นหรอ”
ทัตสึยะเลือกที่จะเดินเข้ามาในคฤหาสน์ก่อนจะสวมชุดที่ตัวเองรู้สึกสบายใจที่สุด
เขากลับไปสวมเครื่องแบบนักเรียนมอปลายก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอน
สิ่งที่พบอยู่เบื้องหน้าคือคุณเมดสาวที่ยืนรออย่างใจเย็น
“นี่จะใส่ชุดนั้นไปเดินข้างนอกหรอมันจะไม่เด่นไปไหม?”
ทัตสึยะกล่าวเตือนด้วยความเป็ห่วงแต่เธอกลับมองไปที่ทัตสึยะั้แ่หัวจรดปลายเท่า พร้อมกันนั้นก็ส่งสายตาประมาณว่า(น่าจะเป็ฝ่ายนั้นต่างหากที่ดูเด่น)
ทัตสึยะเกาหัวเบาๆก่อนจะพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้
“ใช่ครับผมต่างหากที่ดูเด่นในโลกนี้”
เด็กหนุ่มเดินออกมาที่นอกคฤหาสน์อีกครั้งโดยมีคุณเมดสาวเป็คนเดินนำ ท่าทีของเธอนั้นดูสงบเยือกเย็นต่างจากเขาที่หันมองซ้ายขวาตลอดทางท่าทีสงบนิ่งแบบนั้นมันทำเอาทัตสึยะแอบคิดไปเลยว่าหรือจริงๆเธอคนนั้นอาจจะเป็ผู้หญิงคลูๆ กันนะ
เมื่อได้ตรวจสอบและยืนยันกับเหล่าทหารยามหน้าประตูปราสารทเสร็จทัตสึยะก็ถูกปล่อยให้เดินเล่นในเมืองได้ตามใจชอบ
ที่เบื้องหน้านั้นคือถนนหินอันเป็ถนนเส้นหลักของเมืองหลวงมิเนเรีย
ภาพของเมืองที่เห็นจากในปราสาทมันต่างออกไปเมื่อได้ลงมาเดินใกล้ๆ
ทัตสึยะมองดูบ้านเมืองที่ดูมีชีวิตชีวาและเหี่ยวเฉาในเวลาเดียวกันแม้จะรู้สึกสับสนในสิ่งที่เห็นแต่ก็อธิบายเป็คำพูดไม่ได้
แม้จะมีร้านค้าแต่ผู้คนที่เดินไปมานั้นกลับน้อยเหลือเกิน
ผลกระทบของานั้นทำให้ประชากรผู้ชายส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ไปเป็กำลังรบแม้ผู้ที่เหลืออยู่จะดูยิ้มแย้มแต่ก็แอบแฝงไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ระหว่างที่เดินดูร้านค้าต่างๆทัตสึยะพยายามทำให้บรรยากาศมันไม่ดูตึงเครียดเกินไป
เขาพยายามจะถามคุณเมดว่าอยากทานอะไรเป็พิเศษรึเปล่าแต่หลับถูกทำหน้าเมินเฉยกลับมา
ทัตสึยะหันมองไปรอบๆก็จะสังเกตเห็นบางอย่างที่เกิดขึ้นในตรอกมืดของเมือง
เขาจ้องมองภาพที่เกิดขึ้นจนเผลอหยุดเดินสเปียร์หยุดฝีเท้าก่อนจะหันไปถามเหตุผลที่หยุดเดิน
“มีอะไรหรือคะ”
น้ำเสียงนั้นยังคงนิ่งเงียบและเ็า ทัตสึยะตอบกลับเด็กสาวด้วยคำถาม
“หน้าที่ของชั้นมันคืออะไรหรอ”
เมดสาวเอียงคอสงสัยก่อนจะหันมองไปยังปลายสายตาที่ทัตสึยะกำลังจับจ้อง
สิ่งที่เธอเห็นคือชายหนุ่มหิวกระหายที่กำลังลงไม้ลงมือกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆเมื่อเธอเห็นภาพเช่นนั้นก็รู้ได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“สาวน้อยคนนั้นคงถูกหลอกขายจากครอบครัวเพื่อมาหาเงินคะ”
คุณเมดสาวตอบกลับเมื่อมองเห็น
“เดิมทีแล้วเหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นทั่วเมืองแหละค่ะส่วนหนึ่งก็เป็เพราะาที่ทำให้แรงงานลดลงเด็กสาวคนนั้นก็คงเป็เหยื่อที่ได้รับผลกระทบ”
“แล้วถ้าชั้นเป็ถึงคนที่ถูกเรียกว่าผู้กล้าชั้นควรจะทำอะไรกับสิ่งที่เห็นนี้ล่ะ”
น้ำเสียงของทัตสึยะนั้นดูต่างจากเมื่อครู่มันแฝงด้วยความโกรธ แต่กลับดูเยือกเย็น
สปียร์มองมือที่กำแน่นก่อนจะตอบกลับคำถามนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เดิมทีเื่พวกนี้ทหารชั้นล่างๆที่อยากได้ผลงานก็จะจัดการคะ แต่ดูจากสถานการณ์แล้วคงไม่มีใครเห็น”
“งั้นหรอถ้าอยากได้ผลงานก็แค่เข้าไปช่วยสินะ”
ทันทีที่ได้คำตอบทัตสึยะก็เดินเข้าไปในตรอกโดยไม่สนถึงความห่างทางสรีระของร่างกาย
“นี่ช่วยอย่าใช้ความรุนแรงแถวนี้ได้ไหมพอดีกำลังเดินชมเมืองอยู่น่ะ”
ชายหนุ่มร่างโตหันมองหลังได้ยินเสียงนั้นเขาจ้องมาที่หน้าของทัตสึยะก่อนจะโยนร่างของสาวน้อยลงพื้นอย่างไร้เยือใย
“แล้วแกเป็ใครวะคิดจะทำตัวเป็ผู้กล้ารึไง!”
น้ำเสียงนั้นทั้งทุ้มต่ำและน่าหนวกหูทัตสึยะเดาะลิ้นเบาๆ หลังได้เห็นชายปริศนาทำกับเด็กสาวตัวเล็กๆ เช่นนั้น
“พอดีเลยชั้นยิ่งไม่ค่อยชอบพวกใช้กำลังมากกว่าเหตุผลด้วย งั้นขอลองดูฝีมือของคนบนโลกนี้หน่อยล่ะกัน”
ขาทั้งสองของทัตสึยะค่อยๆ ขยับปากค่อยๆ พึมพำคำที่ฟังดูไม่เป็ภาษา
พลังเวทย์ค่อยๆ ไหลไปทั่วร่างเวทย์เสริมกำลังถูกใส่หลังเสียงพึมพำจบลงทัตสึยะจ้องมองใบหน้าของชายร่างใหญ่ก่อนจะยกยิ้มดูมั่นใจ
“นี่แกใช่เวทมนตร์งั้นรึ!”
ชายปริศนาชักมีดสั้นออกมาจากด้านหลังก่อนจะพุ่งตัวออกมาจากจุดที่ยืน
วินาทีที่คมมีดนั้นกำลังเข้าใกล้ตัวแรงลมกันโชกก็โบกสะบัดพัดร่างของทัตสึยะขึ้นเหนือหัวของชายร่างใหญ่
เวทย์แบบหยาบที่ใช้โดยไม่ผ่านการร่ายยกร่างของทัตสึยะหลบการโจมตีก่อนจะลงพื้นที่ด้านหลัง ทัตสึยะชำเลืองมองร่างของสาวน้อยที่นอนอยู่ก่อนจะหันกลับมามองชายตรงหน้า
“กะอีกแค่เวทย์หลอกเด็กนี่หว่า”
(ศัตรูเป็ชายร่างใหญ่ ใช้มีดล่าสัตว์เป็อาวุธก็เคยเรียนมาอยู่หรอกว่าต้องรับมือยังไงกับคนมีมีดในมือขั้นแรกต้องมองการเคลื่อนไหวและหลบให้ได้พยายามหาจังหวะและจับกดลงพื้นเพื่อปลดอาวุธ)
ทัตสึยะครุ่นคิดถึงวิธีการเอาชนะโดนไม่ทำให้ตัวเองาเ็เข้าจ้องมองร่างอันใหญ่โตที่กำลังวิ่งมาหาเขา
วินาทีเดียวกันดวงตาของทัตสึยะก็เห็นภาพทับซ้อนอีกครั้งเขามองเห็นการเคลื่อนไหวล่วงหน้าผ่านภาพที่ทับซ้อนในดวงตา
(อะไรน่ะ เหมือนตอนนั้นเลยมองเห็นอนาคตได้สินะ แบบนั้นค่อยง่ายหน่อย)
ทัตสึยะเอี้ยวตัวหลบคมมีดก่อนจะใช้ขาขัดการเคลื่อนไหวจนชายร่างใหญ่ล้มลงกระแทกกับพื้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายล้มลงเด็กหนุ่มไม่รอช้าใช้เท้าเหยียบซ้ำที่ข้อมือจนมีดนั้นหลุดออกจากมือ
“อ๊าก!”
แขนทั้งสองข้างของชายร่างใหญ่ถูกทัตสึยะจับล็อคเอาไว้จนหมดสภาพไม่นานหลังการต่อสู้จบลง หน่วยอัศวินที่คอยดูแลความสงบก็เข้ามาโดยมีสเปียร์ที่นำทาง
เมื่อเห็นเช่นนั้นทัตสึยะจึงลุกขึ้นจากร่างของชายปริศนาปล่อยที่เหลือให้เป็หน้าที่ของกองอัศวิน
เด็กสาวร่างเล็กไม่ทันได้เห็นใบหน้าของผู้มีพระคุณเสียด้วยซ้ำพอรู้สึกตัวอีกทีทัตสึยะก็เดินหายเข้าไปในฝูงชนเสียแล้ว
“หวังว่าที่ชั้นทำไปมันจะส่งผลดีต่อเด็กคนนั้นนะ”
ทัตสึยะกล่าวกับสเปียร์ที่เดินนำหน้าแต่กลับไร้ซึ้งคำตอบใดๆ
“เป็คนดีมากว่าที่ชั้นคิดอีกนะคะ”
“ก็แค่รู้สึกผิดน่ะ”
“รู้สึกผิด?”
“ก็ครั้งก่อนชั้นไม่ได้เข้าไปช่วยเธอใช้ไหมล่ะครั้งนี้ก็เลยไม่ค่อยอยากรู้สึกแบบนั้นอีก”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เห็นต้องถามความคิดเห็นชั้นเลยนี่คะ”
“ก็คิดว่าถ้าบุ่มบ่ามเข้าไปโดยไม่ถามเธอก่อนอาจจะทำให้เธอลำบากทีหลังก็ได้”
สเปียร์รู้สึกแปลกใจเมื่อได้ฟังเช่นนั้นเธอไม่เข้าใจว่าทำไมทัตสึยะถึงพูดแบบนั้นออกมาด้วยสีหน้าที่ดูไม่คิดอะไร
หลังได้มองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวทัตสึยะก็เริ่มสงสัยเขาตั้งคำถามในหัวก่อนยิงคำถามที่เปรียบเสมือนะเิลูกใหญ่ออกไป
“นี่ ขอถามอะไรหน่อยสิทำไมอาณาจักรอีเดนถึงเพิ่งจะพุ่งเป้ามาที่มิเนเรียล่ะ ทั้งที่ประเทศก็อยู่ติดกันทำไมถึงเพิ่งจะอัญเชิญชั้นมาในสิบปีให้หลังแบบนี้ล่ะ”
หญิงสาวใกับคำถามนั้นเธอหยุดเดินไปครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปทางทัตสึยะใบหน้าของเธอยังคงดูหม่นหมองไร้ชีวิต แต่ก็ไม่รู้เพราะอะไรในครั้งนี้มันกลับรู้สึกไม่ดีที่เห็นเธอทำสีหน้าเช่นนั้น
“ตัวคุณน่ะ อยากรู้จริงๆหรอคะ เื่ราวของโลกใบนี้”
“…”
ทัตสึยะสับสนกับสิ่งที่ได้ยินเขาจับจ้องไปที่ดวงตาของเมดสาวก่อนจะพยักหน้าอย่างลังเล
ภาพบรรยากาศอันอึมครึมแพร่สะพัดไปทั่วท้องถนนก่อนที่จะเป็สเปียร์ที่เริ่มเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
“อาณาจักรมิเนเรียแห่งนี้กำลังจะล่มสลาย”