เสียงไก่ขันขึ้นเป็การบ่งบอกเวลาว่าใกล้รุ่งสางเต็มที เสียงนกขับขานต้อนรับดวงตะวันที่กำลังลอยขึ้น บรรยากาศในตอนเช้าสดชื่นเย็นสบายเป็อย่างมาก เพราะฝนที่ตกตลอดทั้งคืน ผู้พันเรืองวุฒิและผู้กองเดชชาติตื่นขึ้นมาเอามือกุบขมับเพราะรู้สึกปวดหัวและยังไม่สร่างเมาดีนัก ทั้งคู่ต่างลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาและแต่งตัว แล้วลงไปที่แคร่ด้านล่าง สองหนุ่มเดินนลงมาด้านล่างก็พบกับตาจัน บักแดงและนายมอแกน ทุกคนต่างทักทายกัน นายมอแกนจึงถามไปว่า
“เป็ยังไงบ้างครับหลับสบายกันหรือเปล่า”
ผู้กองหนุ่มแห่งพระนครตอบกลับว่า
“สบายมากเลยครับอากาศก็ดี นอนหลับรวดเดียวยันเช้าเลย”
“ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะของพรานสิงห์ดังมาจากด้านหลังของผู้กองหนุ่มแล้วกล่าวต่อว่า
“กูว่ามึงคออ่อนเมาแล้วหลับไม่รู้ตัวมากกว่ามั้ง”
ผู้กองเดชหันหน้าไปทางต้นเสียงสีหน้ายังไม่สร่างเมาแล้วกล่าวตอบ
“แหม ก็มึงดันเอาเหล้าต้มให้กูกินก็เลยสลบไม่รู้เื่เลย นี่ถ้าเป็ 40ดีกรีธรรมดานะสบายๆวะ”
สิ้นคำของผู้กองหนุ่มต่างพากันหัวเราะร่า แล้วทุกคนต่างพากันกินข้าวเช้าอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อกินข้าวเช้ากันเสร็จแล้วพรานสิงห์จึงขึ้นเรือนไปเก็บกระเป๋าเพื่อที่จะเข้าพระนครกับผู้พันเรืองวุฒิและผู้กองเดชชาติ พรานสิงห์เดินเข้ามายังห้องของตน และนั่งลงหน้าหิ้งพระเล็กๆที่ข้างหัวนอนของเขา พร้อมกับก้มลงกราบพระบนหิ้ง แล้วเอื้อมมือไปหยิบกล่องไม้สักลงลักษณ์สีดำบนพาน พรานหนุ่มเปิดกล่องออกพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก พึมพำเบาๆในลำคอ
“ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะเพื่อนยาก”
พรานสิงห์จ้องมองสิ่งที่อยู่ในกล่องไม้และหยิบสิ่งนั้นขึ้นมา นั่นคือวัวธนูที่ทำจากเนื้อโลหะทองแดงบริสุทธิ์และสำริดยอดเจดีย์ นำมาหล่อเข้าด้วยกันในรูปของกระทิงโทนปลุกเสกด้วยคาถาอาคมในคืนวันเพ็ญ ซึ่งถือเป็วัตถุมงคลอีกชนิดหนึ่งที่ทรงพลังมากตามหลักความเชื่อทางไสยศาสตร์ วัวธนูเป็เครื่องรางที่จำเป็สำหรับนายพรานป่า โดยเชื่อว่าจะช่วยปกป้องคุ้มกันจากคุณไสย ขับไล่ภูตผี ทำลายมนต์ดำต่างๆ ซึ่งพรานสิงห์ได้เสาะหาวัตถุอาถรรพ์มาปลุกเสกในสมัยที่ฝากตัวเป็ศิษย์กับพระเกจิท่านหนึ่งทางแถบภาคเหนือ
พรานหนุ่มจ้องมองไปยังวัวธนูบนฝ่ามือสีหน้ามีความสุขเหมือนกับได้เจอเพื่อนเก่า พลางหลับตาบริกรรมคาถาปากขมุบขมิบ ทันทีนั้นวัวธนูที่อยู่บนฝ่ามือใหญ่เท่ากับลูกมะนาว พลันเรืองแสงสีทองและหดเล็กลงมาพอดีกับกรอบใส่พระเครื่อง เมื่อพรานสิงห์ลืมตาขึ้นเขายิ้มที่มุมปากสีหน้าพอใจเป็อย่างมาก แล้วเขาจึงนำวัวธนูใส่ลงไปในกรอบพระเครื่องแล้วห้อยไว้กับตะกรุดข้างเอว แล้วเขาจึงหันไปหยิบกระเป๋าสัมภาระเก็บของลงกระเป๋าพร้อมที่จะเดินทางไปยังพระนครเพื่อไปพบกับ หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์
เมื่อสัมภาระเรียบร้อยแล้วพรานสิงห์ ผู้พันเรืองวุฒิและผู้กองเดชชาติจึงล่ำลาตาจัน ยายสุขพ่อและแม่ของพรานสิงห์แล้วออกเดินทางด้วยรถแลนด์โรเวอร์ ซึ่งมีผู้กองเดชชาติ เกลอสนิทของเขาเป็ผู้ขับ รถแล่นไปเรื่อยๆ ทั้งสามสนทนากันอย่างออกรสออกชาติในระหว่างที่ขับรถเข้าบางกอกตลอดเส้นทางผ่านป่าเขาจนถึงเขตตัวเมือง
เมื่อรถแล่นมาถึงบางกอก ก็เป็เวลาราวๆสี่โมงเย็น ผู้คนยังคงเดินขวักไขว่ ทั้งรถราบ้านช่องช่างศิวิไลซ์ยิ่งนัก แต่สำหรับพรานสิงห์นั้นไม่ค่อยชอบบรรยากาศในเมืองซักเท่าไหร่นัก เขาชอบอยู่ตามป่าตามดงรู้สึกสบายใจมากกว่าที่จะอยู่ในเมือง ไม่นานรถก็แล่นมาถึงถนนพระยาไท รถสามล้อถีบยังคงวิ่งส่งผู้โดยสารตามซอกซอย รถแลนด์โรเวอร์ก็แล่นมาถึงวังของหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ ในเวลาพลบค่ำ ทั้งสามต่างลงจากรถและเดินเข้ามาที่หน้าประตู ไม่นานก็มีคนรับใช้วิ่งออกมาต้อนรับและเชิญทั้งสามเข้าข้างใน ภายในวังศิวสุริยะการณ์ใหญ่โตสวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก
ทั้งสามรออยู่ที่ห้องรับรองไม่นานก็มีชายคนหนึ่งอายุประมาณสามสิบกว่าถึงสี่สิบปีหน้าตาคมเข้มแต่งตัวแบบผู้ดีเดินลงบันไดมาจากชั้นสอง พร้อมกับกล่าวทักทายผู้พันเรืองวุฒิ
“มากันแล้วเหรอผู้พัน”
ได้ยินเสียงกล่าวทักทาย ผู้พันเรืองวุฒิจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับพรานสิงห์และผู้กองเดชชาติแล้วกล่าวตอบ
“เออ..ขอรับท่านชายพวกกระผมพึ่งจะมาถึงเมื่อสักครู่นี่เองขอรับ”
ผู้พันเรืองวุฒิไม่ค่อยสันทัดในการพูดคุยกับหม่อมราชวงศ์สักเท่าไหร่นักจึงรู้สึกประหม่าขึ้นมา หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ยิ้มแล้วกล่าวต่อว่า
“เอาละนั่งตามสบายนะเรามันคนกันเองเรียกฉันคุณชายเฉยๆก็ได้พูดแบบธรรมดาไม่ต้องพิธีรีตองอะไรกันมากฉันเองก็เคยเป็ทหารนอนกลางดินกินกลางทรายเหมือนกัน ว่าแต่สองคนนี้คือ...”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์กล่าวถามสีหน้าสงสัยเล็กน้อย ผู้พันเรืองวุฒิจึงกล่าวแนะนำทั้งสองคนให้หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์รู้จัก
“เออ..นี่คือผู้กองเดชชาติลูกน้องของผมเองครับ ส่วนนี่คือคนที่คุณชายให้ผมหามาให้ครับเขาเคยเป็ลูกน้องของผมมาก่อนตอนเป็ทหารพรานด้วยกัน”
ผู้กองเดชชาติและพรานสิงห์พนมมือไหว้แล้วกล่าวออกไปว่า
“สวัสดีครับคุณชาย”
คุณชายใหญ่แห่งวังศิวสุริยะการณ์ยิ้มสีหน้าเป็กันเองพนมมือรับไหว้แล้วกล่าวต่อ
“ผมได้ยินชื่อเสียงของคุณจากผู้พันเรืองวุฒิแล้ว เขาบอกคุณเป็คนดีมีน้ำใจซื่อสัตย์ไว้ใจได้ แล้วก็ยังเป็คนเก่งอีกด้วย”
พรานสิงห์ได้ฟังคำกล่าวชมของคุณชายปุญณพัฒน์ยิ้มเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวต่อว่า
“ผมเองก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอกครับคุณชาย เพียงแค่มีประสบการณ์เล็กน้อยเท่านั้น”
พรานสิงห์สีหน้าราบเรียบกล่าวอย่างถ่อมตนแล้วจึงถามต่อว่า
“ว่าแต่ผมขอเข้าเื่เลยนะครับ คุณชาย้าพบผมด้วยเื่อะไรเหรอครับ”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวบอกพรานสิงห์ว่า
“ผมก็จะไม่อ้อมค้อมนะครับ ผม้าคนดีมีฝีมือชำนาญการเดินป่าแล้วก็ไว้ใจได้ พอดีผมรู้จักกับผู้พันเรืองวุฒิก็เลยไหว้วานเขาให้หาคนให้ แล้วเขาก็เล่าเื่ราวของคุณให้ผมฟังพอสังเขปผมก็เลยสนใจในฝีมือของคุณ”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแล้วกล่าวต่อว่า
“คุณเคยได้ยินเื่ศาสตราวุธเทพไหม”
ผู้พันเรืองวุฒิและผู้กองเดชชาติได้ยินก็มีสีหน้าใเล็กน้อย ส่วนพรานสิงห์นั้นก็ใเช่นเดียวกันแต่เก็บอาการนิ่งไว้ นึกถึงเื่ที่องค์พระยายมราชกล่าวถึงเื่เทพศาสตราในนิมิต ว่ามีตระกูลที่อยากจะศาสตราวุธเทพได้ก่อกรรมทำชั่วไว้
ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะเป็ตระกลูของหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์หรือไม่ที่เป็คนทำเื่นี้เพราะฉะนั้นเขาต้องเก็บเื่ที่เขามีศาสตราวุธเทพไว้ในเป็ความลับ แล้วค่อยสืบเื่ราวต่อไป คิดได้ดังนั้นพรานหนุ่มจึงแสร้งทำสีหน้าอยากรู้แล้วถามหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ว่า
“มันมีจริงหรือครับคุณชาย ผมเคยได้ยินแค่ในตำนานของพระพุทธศาสนาเท่านั้น”
คุณชายปุญณวัฒน์ได้ยินคำถามจากพรานหนุ่มพลางยกชาขึ้นมาจิบแล้วกล่าวตอบคำถามของพรานหนุ่ม
“ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามันมีจริงหรือไม่นะ แต่เสด็จปู่ของผมบอกว่ามีจริงและตระกูลของผมก็มีศาสตราวุธเทพในอยู่หนึ่งชิ้น นั่นก็คือวชิราวุธซึ่งเทพที่ก็คือท้าวสักกะเทวราชหรืออีกชื่อที่เราเรียกขานนามท่านก็คือพระอินทร์นั่นเอง ตอนนี้ทเสด็จปู่ของผมป่วยและท่านได้บอกว่า ให้ผมตามหาศาสตราเทพวชิราวุธที่หายสาบสูญไปพร้อมกับท่านพ่อและท่านแม่ของผม เมื่อตอนที่ท่านเดินทางไปค้าพลอยที่เมืองกาญจนบุรี”
ผู้พันเรืองวุฒิและผู้กองเดชชาตินั่งฟังด้วยอาการขนลุกชัน โดยไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะมีอยู่จริง ซึ่งสิ่งเร้นลับมนต์ดำไสยศาสตร์พวกเขาทั้งสองคนเคยเห็นมาแล้ว ในตอนที่เป็ทหาร และที่รอดจากสิ่งเร้นลับมาได้ก็เพราะพรานสิงห์นี่แหละ แต่กับเื่นี้มันดูเหลือเชื่อเกินไปแต่ก็อย่างว่าในโลกนี้สิ่งที่เราไม่รู้ยังมีอีกมากมาย
พรานสิงห์ได้ฟังสิ่งที่คุณชายปุญณพัฒน์กล่าวเขาคิดในใจว่าไม่น่าเชื่อว่าเขาเองจะพบกับเื่ราวของศาสตราวุธเทพอีกชิ้นโดยเร็วเช่นนี้ แล้วพรานสิ่งจึงเอ่ยถามต่อว่า
“แล้วพอจะรู้มั้ยครับว่าพวกที่ออกตามล่ามันเป็พวกไหน”
คุณชายปุญณพัฒน์ถอนหายใจแล้วกล่าวตอบไปว่า
“ไม่รู้เหมือนกันครับ เสด็จปู่ของผมพยายามสืบหามาหลายปีแต่พวกมันไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลย รู้แต่ว่าพวกมันเป็ผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า ขนาดที่ท่านพ่อของผมมีวิชาอาคมพอสมควรยังไม่สามารถสู้พวกมันได้ ตอนนั้นเสด็จปู่ของผมเองท่านก็รีบตามไปเพื่อที่จะช่วยท่านพ่อของผมแต่ก็ไม่ทันการ เพียงแต่ได้เบาะแสจากกุมารทองที่ท่านพ่อของผมเลี้ยงไว้ มาบอกว่าท่านหายไปในป่าแถบเทือกเขาตะนาวศรี เสด็จปู่ของผมออกตามหาลึกเข้าไปในป่าจนถึงแค่หมู่บ้านพญาไพรเท่านั้น เพราะท่านเริ่มป่วยจึงกลับออกมา ผมเองก็ไม่ได้ฝักไฝ่ทางด้านไสยศาสตร์มากนัก และเชื่อเื่แบบนี้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เรียกว่าไม่ลบหลู่ดีกว่าครับเพราะเสด็จปู่ของผมก็เป็ผู้มีวิชาอาคมติดตัวพอสมควรและผมเองก็เคยเห็นท่านทำเื่ที่น่าอัศจรรย์และหาคำตอบไม่ได้อยู่หลายครั้ง”
ผู้กองเดชชาตินิ่งคิดแล้วจึงกล่าวต่อ
“เออ..หมู่บ้านพญาไพรเป็หมู่บ้านกะเหรี่ยงติดกับชายแดนพม่านี่ครับผมกับพรานสิงห์เคยไปที่นั่นสมัยเป็ทหารพรานด้วยกันมีนายแอกะลือเป็หัวหน้าหมู่บ้าน”
สิ้นคำของผู้กองเดชชาติพรานสิงห์จึงกล่าวสำทับต่อว่า
“ใช่ครับผมเคยเข้าไปในเขตนั้นตอนออกลาดตระเวนตามรอย ผกค เลยเอาเกลือไปแจกจ่ายให้เพื่อผูกมิตรกับพวกเขา แล้วผมกับเ้าเดชก็สำรวจเข้าไปลึกอีก เลยจากบ้านพญาไพรไปเป็หมู่บ้านจ้อเกอะใกล้กับเขาอาถรรพ์แล้วพวกผมก็กลับออกมาไม่ได้เข้าไปลึกกว่านั้นครับ”
หลังจากพรานสิงห์กล่าวจบผู้พันเรืองวุฒิจึงกล่าวต่อว่า
“แต่ว่าเราไม่มีเบาะแสเลยว่าท่านพ่อกับท่านแม่ของคุณชายนั้นได้บ่ายหน้าไปทางไหนต่อหลังออกจากหมู่บ้านพญาไพรเพื่อหนีการตามล่าของพวกนั้น”
คุณชายปุญณพัฒน์สีหน้าครุ่นคิดแล้วกล่าวต่อ
“เอาเป็ว่าเื่นั้นไว้ค่อยคิดกัน แต่ว่าตอนนี้ผม้าที่จะรู้ว่าคุณตกลงที่จะรับงานนี้หรือไม่ ถ้าคุณรับงานนี้ผมจะจ่ายค่าจ้างให้คุณเท่าที่คุณ้า”
พรานสิงห์นิ่งสีหน้าครุ่นคิด เขาคิดว่าป่าที่เลยออกไปจากหมู่บ้านจ้อเกอะนั้นอันตรายอย่างมาก อีกทั้งยังไม่รู้จุดหมายปลายทาง เขาเองก็เป็ห่วงครอบครัวของเขาถ้าเขาเป็อะไรไป แต่ว่านี่จะเป็ทางเดียวที่เขาจะได้ตามหาศาสตราวุธเทพที่สูญหาย พรานสิงห์นิ่งคิดอยู่อึดใจจึงหันไปหาคุณชายปุญณพัฒน์แล้วกล่าวตอบไปว่า
“ได้ครับผมตกลงรับงานนี้และผมมีอยู่เื่หนึ่งที่ต้องขอคุณชาย”
พรานสิงห์สีหน้าจริงจัง คุณชายปุญณพัฒน์ได้ยินดังนั้นจึงดีใจเป็อย่างมากที่พรานหนุ่มรับงานนี้แล้วจึงเอ่ยถามต่อ
“มีสิ่งใดที่คุณ้าหรือครับ บอกผมได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
พรานสิงห์ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“นอกเหนือจากเงินที่ได้แล้วถ้าผมเป็อะไรไประหว่างการเดินทางขอให้คุณชายช่วยดูแลตายายและพ่อแม่ของผมด้วยได้มั้ยครับ”
คุณชายปุญณพัฒน์ยิ้มเล็กน้อยแล้วยืนขึ้นยื่นมือออกไปเพื่อจะจับมือกับพรานสิงห์
พรานหนุ่มยืนขึ้นเช่นกันและยื่นมือมาจับมือกับหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์เป็การตอบตกลง แล้วคุณชายปุญณพัฒน์กล่าวต่อ
“เอาเกียรติของสุภาพบุรุษหม่อมราชวงศ์คนนี้เป็ประกันเลยครับว่าผมจะทำตามข้อตกลงของคุณทุกประการ”
แล้วพรานสิงห์จึงถามต่อว่า
“แล้วเื่จุดหมายที่เราจะไปละครับเราจะเริ่มจากทางไหนดี แผนที่หรือเบาะแสอะไรก็ไม่มีทิ้งไว้ให้เรา”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์เอามือลูบคางสีหน้านิ่งคิดอยู่อึดใจแล้วกล่าวว่า
“ผมว่าผมพาคุณไปพบเสด็จปู่ของผมดีกว่าท่านอาจจะบอกเบาะแสแก่เราได้บ้าง”
พรานสิงห์พยักหน้ารับแล้วเดินตามคุณชายแห่งวังศิวสุริยะการณ์ขึ้นไปชั้นบน ผู้พันเรืองวุฒิและผู้กองเดชชาติก็เดินตามไปเช่นกัน เมื่อทั้งหมดเดินมาถึงบริเวณหน้าห้องของหม่อมเ้านวดล พรานสิงห์รู้สึกถึงสิ่งไม่ดีบางอย่าง เขาคิดในใจว่าความรู้สึกแบบนี้มันเป็ความรู้สึกถึงไสยดำชั่วร้าย คุณชายปุญณวัฒน์เปิดประตูห้องแล้วเดินเข้าไปพรานสิงห์เดินตามเข้ามาพลันมีกลิ่นเหม็นสาปลอยมาเตะจมูกพรานหนุ่ม เขามองเข้าไปภายในห้อง ภาพที่อยู่ตรงหน้าของพรานหนุ่มคือชายแก่ที่นอนอยู่บนเตียง ิัแห้งเหี่ยวติดกระดูก ลมหายใจแ่เบา พรานหนุ่มเมื่อเห็นดังนั้นจึงยื่นมือไปจับหัวไหล่คุณชายปุญณพัฒน์แล้วกล่าวว่า
“อย่าพึ่งเข้าไปใกล้ครับคุณชาย”